Sunday, March 3, 2013

มหาสุญญตา101(นิพพานภาคพิสดาร)


เราคงเคยได้ยินคำว่านิพพานกันบ่อยๆ แต่ก็ไม่รุ้ว่านิพพานจริงๆเป็นยังไง เคยได้ยินคำว่าสุญญตากันบ้างแต่ไม่บ่อยนัก แถมยังนึกไปเองว่ามาจากทางมหายาน ยิ่งมหาสุญญตานี่ยิ่งได้ยินกันน้อยลงไปอีก ก็จะมีแต่ที่วัดร่มโพธิธรรมนี่แหละ ที่พูดกันบ่อยมากกว่าที่อื่น เพราะที่นี่เน้นเรื่องนิพพานกันอย่างเดียวจริงๆ ส่วนเรื่องราวพะรุงพะรังในเชิงโลกียธรรมนั้นไม่ใช่สาระจะมาพูด เพราะปุถุชนทั้งหลายก็พะรุงพะรังกับตัวเองมามากพอแล้ว ก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องเพิ่มเรื่องราวให้แบกเล่นกันอีกต่อไป

บทความนี้จะเปิดเผยถึงความลับแห่งจักรวาลเรื่องมหาสุญญตาหรือพระนิพพานกันในแบบที่จะหาอ่านจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่จะหาว่าบ้าเอาได้(ฮา) แต่ก็นะ บ้าเผยแพร่มาเกือบสามปี บ้าอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร

เชื่อว่าทุกท่านที่มาฟังสัจธรรมจากหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วกับวลีหรือประโยคที่ท่านมักจะพูดเสมอว่า นิพพานอยู่แล้ว นิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว นิพพานไม่ใช่อะไร

...รู้ไหมครับว่า เพราะอะไร ท่านถึงถ่ายทอดออกมาอย่างที่เราได้ยินได้ฟังกันแบบนี้?

เฉลยเลยก็แล้วกัน ปล่อยให้คิดเดี๋ยวเป็นกรรม(ฮา)

ก็เพราะนิพพานนั้นเป็น อสังขตธรรม หรือ อสังขตธาตุ(ในบทความนี้จะขอใช้คำว่าอสังขตธาตุก็แล้วกัน) คือ ธรรมหรือธาตุที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้ ดังนั้น อสังขตธาตุ ก็จะไม่เกิดไม่ดับ ไม่อะไรกับอะไร ไม่มีความหมายในความเป็นอะไร ไม่สามารถปรุงแต่งได้ แบบที่หลวงพ่อท่านพูดอยู่เสมอนั่นเอง

ส่วนสังสารวัฏนั้นก็คือ สังขตธรรม หรือ สังขตธาตุ คือ ธรรมหรือธาตุที่สามารถปรุงแต่งได้ ในที่นี้ก็คือจิตหรือมโนธาตุ

ทีนี้มาถึงที่หลวงพ่อท่านบอกว่า ทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว หรือนิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว อันนี้ท่านหมายถึง อสังขตธาตุที่มีอยู่ในสสารหรือธาตุธรรมทุกชนิด แม้กระทั่งในห้วงอวกาศที่เป็นสุญญกาศไม่มีอนุภาคใดๆเจือปนอยู่ก็มีอสังขตธาตุอยู่

อสังขตธาตุจึงเป็นตัวกลาง เป็นแก่นสารของทุกสรรพสิ่ง และ "เป็นกลาง" (Neutral) ว่างจากการปรุงแต่งใดๆได้อีกต่อไป

เกี่ยวกับ อสังขตธาตุนี้ ได้มีนักวิทยาศาสตร์(จำชื่อไม่ได้นะ)ตั้งทฤษฎีหนึ่งขึ้นมาอธิบายเกี่ยวกับตัวกลางลึกลับที่ไม่สามารถตรวจจับได้โดยเครื่องมือในปัจจุบัน ความมีอยู่ของมันได้เป็นสื่อตัวกลางให้แสงสามารถเดินทางผ่านอวกาศซึ่งมีสภาพเป็นสุญญากาศได้ และยังขยายความออกไปอีกว่า ตัวกลางนี้ก็มีอยู่ในทุกๆสิ่งทุกๆอย่างทุกๆวัตถุธาตุเช่นกัน นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อตัวกลางนี้ว่า อีเธอร์ (Aether) และในพระพุทธศาสนาก็เรียกสิ่งนี้ว่า อสังขตธรรม หรือ อสังขตธาตุ หรือ มหาสุญญตา หรือนิพพาน นั่นเอง

อีเธอร์ ในภาษากรีก แปลว่า บริสุทธิ์ หรือ อากาศบริสุทธิ์ และนักปราชญ์นามว่าอริสโตเติลได้รวมอีเธอร์นี้เข้าไปอยู่ในกลุ่มธาตุมูลฐานดั้งเดิมต่อจาก ดิน น้ำ ลม และไฟ กลายเป็นธาตุที่ 5 หรือภาษาอังกฤษว่า Fifth Element ซึ่งจริงๆถ้านับมโนธาตุหรือสังขตธาตุเป็นธาตุที่ 5 อีเธอร์ หรือ อสังขตธาตุ ก็ควรจะเป็น ธาตุที่ 6 หรือ Sixth Element ต่างหาก

นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษอีกคำที่ใช้แทนคำว่าอีเธอร์ได้ นั่นก็คือ Quintessence ซึ่งแปลว่า แก่นสาร อันหมายถึงแก่นสารที่มีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง

นี่เป็นที่มาที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านจึงพูดอยู่เสมอว่านิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว ก็เพราะอีเธอร์นั้นมีอยู่ในทุกๆสรรพสิ่งอยู่แล้ว และเป็นแก่นสารของสรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายอยู่แล้วนั่นเอง หรืออธิบายแบบพุทธว่า อสังขตธาตุนั้นมีอยู่ในสังขตธาตุอยู่แล้ว มหาสุญญตารองรับสังสารวัฏอยู่แล้วตลอด เพียงแค่เลิกหลงไปปรุงแต่งเอากับจิต(สังขตธาตุ)มันก็จะตรงต่อเนื้อหานิพพาน มหาสุญญตา(อสังขตธาตุ) ที่มันอยู่แล้วโดยทันที ไม่ต้องรอชาตินี้หรือชาติหน้า

ไม่เท่านั้น หากสืบย้อนกลับไปในเนื้อหาคำสอนของศาสนาคริสต์ ก็จะมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่บอกว่า พระเจ้าอยู่กับลูกๆของพระองค์ทุกที่ทุกเวลา หรือมนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นลูกของพระเจ้าและอยู่ในอุ้งหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าเสมอ(ประมาณนี้นะ จำแบบที่แม่นๆไม่ได้) ซึ่งพระเจ้าในความหมายนี้ก็คือ อสังขตธาตุ หรือ อสังขตธรรม นั่นเอง จะเรียกให้เป็นคริสต์ผสมวิทย์หน่อยหนึ่ง ก็น่าจะเรียกว่า สสารพระเจ้า(God matter) ก็น่าจะพอได้เหมือนกัน และนี่คือรหัสนัยซ่อนเร้นอันบ่งบอกว่า พระเจ้าดำรงอยู่ในทุกที่ และพุทธะก็ดำรงอยู่ในทุกที่กับเราอยู่แล้วตลอด เพียงแต่เราจะเชื่อมต่อถึงสายบารมีแห่งองค์คุณเบื้องสูงเหล่านี้ได้หรือเปล่านี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง (ก็เรานั่นแหละที่ตัดหางปล่อย(สังสาร)วัฏตัวเอง ด้วยการแอบกินแอปเปิ้บหรือผลไม้แห่งความรู้เสียเอง ไม่ต้องโทษใคร)

หากอธิบายในแง่มุมทางวิทยาศาตร์โดยอาศัยศัพท์เทคนิคเรื่องคลื่น(Wave) ก็สามารถอธิบายได้ว่า ทุกอย่างในโลกธาตุและจักรวาลนี้ล้วนแล้วแต่มีสถานะเป็น "คลื่นความถี่" ซึ่งสรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายก็มีความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของความถี่ที่ไม่เหมือนกัน (หรือเรียกว่าตามลักษณะเฉพาะของการปรุงแต่งของสังขตธาตุ)

แต่ทุกคลื่นที่ประกอบตัวกันเป็นธาตุหรือสภาวะปรากฏการณ์ทั้งหลายนั้น ล้วนแต่เป็น "คลื่นย่อย" หรือ "คลื่นแทรก(Noise)" ที่ขี่อยู่บน "คลื่นมูลฐานแห่งจักรวาล(คลื่นพาหะ)" หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า อีเธอร์นั่นเอง ซึ่งโดยรวมแล้วทุกสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหมดทั้งมวล ถูกรองรับโดยคลื่นมูลฐานแห่งจักรวาลหรืออีเธอร์นี้อยู่แล้วตลอดเวลา เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงทุกอย่างในจักรวาลเข้าด้วยกันโดยไม่สามารถจะมองเห็นหรือสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นภายในดาวฤกษ์อันมีอุณหภูมิร้อนแรง ในหลุมดำที่สภาพแวดล้อมวิกฤตรุนแรง หรือในดาวเคราะห์ที่มีอุณหภูมิเย็นยิ่งยวด ก็ล้วนถูกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันโดยคลื่นมูลฐานแห่งจักรวาลหรืออีเธอร์นี้ โดยมันไม่เคยถูกปรุงแต่งใดๆเลย สงบรำงับอยู่อย่างนั้น ไร้กาลเวลา ไร้การเปลี่ยนแปลง ดำรงอยู่อย่างนั้นตราบอนันตกาลหาที่สุดประมาณไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายการเชื่อมโยงสรรพสิ่งในจักรวาลด้วยทฤษฎี super string

แต่นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ก็ยังไม่รู้ความจริงว่า คลื่นมูลฐานแห่งจักรวาล หรืออีเธอร์ หรือ อสังขตธาตุนี้ ไม่สามารถตรวจจับได้โดยวิธีใดการใดๆที่มีในโลกธาตุนี้ หรือแม้แต่โลกธาตุไหนๆก็ตาม เพราะเครื่องมือหรือผัสสะอายตนะทั้งหลายที่เราพยายามเอาเข้าไปตรวจจับนั้น ก็ล้วนแล้วแต่ "หยาบ" กว่าคลื่นมูลฐานแห่งจักรวาลนี้มากมายนัก ก็เครื่องไม้เครื่องมือหรือการรับรู้ทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เกิดจากอวิชชาความหลงไปปรุงแต่งบนสังขตธาตุ(จิตหรือมโนธาตุ)นั่นเอง แล้วมันจะไปค้นพบสิ่งที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้อย่างไร

มหาสุญญตาจึงเป็นได้ทั้งจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง เป็นพระผู้สร้าง เป็นพระเจ้า เป็นที่สุดของเทคโนโลยีที่ไม่มีใครจะสร้างขึ้นมาเทียบได้อีกแล้ว ขณะเดียวกัน มันก็เรียบง่ายที่สุดจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้แม้แต่คำเดียว

ที่ผ่านมาได้มีความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ในการที่จะรวมแรงทั้ง 4 แห่งจักรวาลเข้าด้วยกัน โดยรวม 3 แรงจากทฤษฎีการรวมแรงครั้งใหญ่ (Grand Unified Theory หรือ GUT) เข้ากับแรงโน้มถ่วง เพื่อที่จะให้ได้เป็นทฤษฏีแห่งสรรพสิ่งหรือ Theory of Everything ซึ่งก็ได้แต่เลียบๆเคียงๆ อนุมานมั่วๆเอาจากการคำนวณและการสังเกตผ่านอายตนะอันจำกัดจำเขี่ยของมนุษย์และเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบกันขึ้นโดยโมหะอวิชชาเบี้ยวๆของคนใช้งาน

นอกจากทฤษฎีที่ว่ามาแล้ว ก็ยังมีทฤษฎี string อันเป็นทฤษฎีเริ่มแรกที่พยายามจะอธิบายสรรพสิ่งทั้งหลายไปจนถึง Super String ที่เป็นส่วนต่อขยายจากทฤษฎี String แล้วก็มี M-Theory ที่แตกแขนงออกมาจากทฤษฎี string แถมยังเคลมด้วยว่าเป็นทฤษฎีโคตรพ่อโคตรแม่ทฤษฎี super string ทุกสถาบัน(ฮา) ซึ่งจะขอไม่กล่าวถึงดีกว่า ไม่อยากกินยาแก้ปวดหัว(ฮา)

เท่าที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามแยกย่อยอนุภาคลง เป็นหน่วยที่เล็กลงไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่จบสิ้น(ตามข้อจำกัดของเครื่องมือวัด การคำนวณและการรับรู้ของมนุษย์) หารู้ไม่ว่าถ้าแยกย่อยต่อไปจนถึงที่สุดแล้วมันจะไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างเป็นเพียงคลื่นความสั่นสะเทือนบนความว่างเปล่า แต่แค่นี้ก็สามารถฟันธงได้เลยว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะอธิบายต้นกำเนิดของสรรพสิ่งได้ในเชิงโลกียวิสัยแน่นอน เพราะถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถสืบค้นไปจนถึงต้นสายของสรรพสิ่งทั้งหลายได้จริง(เหมือนการค้นหาพระผู้เป็นเจ้า) มันจะสรุปลงที่มหาสุญญตาอย่างเดียว และมหาสุญญตานั้น ไม่สามารถอธิบายด้วยสมมติบัญญัติใดๆได้เลย แค่วัดค่าก็ยังไม่ได้ อนุมานเอาจากผัสสะอายตนะก็ไม่ได้ วัดได้แต่สภาวะที่มันปรุงแต่งเอาซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการค้นพบ ยิ่งพยายามอธิบายก็ยิ่งผิด ด้วยเหตุนี้เองการถ่ายทอดสัจธรรมจึงทำได้ก็เพียงแต่กล่าวสมมติเพื่อล้างสิ่งที่ไม่ตรงต่อมหาสุญญตาให้หมดเท่านั้นเอง แล้วผู้ฟังก็จะแจ้งในเนื้อหานิพพานที่มันนิพพานอยู่แล้วไปเอง...สรุปท่านนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ถ้าสนใจก็รีบมาฟังสัจธรรมเร็วๆ ช้าไปจะกลายเป็นปุ๋ยไปก่อน

แม้กระทั่ง 31 ภพภูมิและภพภูมิพิเศษทั้งหลายที่ว่ามากมายมหาศาล ก็ล้วนแล้วแต่เกิดบนสังขตธาตุทั้งนั้น ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่บุคคลหนึ่งๆบรรลุธรรม คือพ้นจากความหลงหรือโมหะอวิชชาที่ซ้อนลงไปในสังขตธาตุ แทงทะลุภาพมายาแห่งการปรุงแต่งในทุกระดับ จนแจ้งสัจธรรมความเป็นจริงไปเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งกายใจก็ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงสภาวะที่ไม่มีความหมายอะไร เปลี่ยนแปลงไปเองตามเหตุปัจจัย เกิดก็ของมันเอง ดับก็ของมันเอง ซึ่งภาพมายาทั้งหมดก็ล้วนประกอบขึ้นจากการปรุงแต่งเอาบนจิตหรือสังขตธาตุทั้งนั้น เมื่อหลุดพ้นจากความยึดติดในกายในใจแล้ว มันก็จะหลุดพ้นไปจากความหยาบของภพภูมิทั้งหลายที่หนักหน่วงถ่วงเอาไว้ทันที ตรงต่อเนื้อหานิพพานหรือ อสังขตธาตุทันที อย่างที่หลวงพ่อฯท่านใช้คำว่ามัน "วะออก" คลายออก คือ มันคลายออกจากความคับแคบแห่งสภาวะทั้งหลายที่เคยยึดติด หรือติดขัดข้องคาจนเป็นอัตตาอยู่(อันเปรียบเสมือนคลื่นแทรกก้อนหนึ่งที่ขี่อยู่บนคลื่นมูลฐานฯ เป็นปมเล็กๆไม่กว้างขวางออกไปเท่าคลื่นมูลฐาน) แล้วปรับจูนจนตรงกับคลื่นมูลฐานแห่งจักรวาล หรือ อีเธอร์ หรือ นิพพาน หรือ มหาสุญญตาไปเอง ซึ่งมหาสุญญตานี้มีเนื้อหาท่เชื่อมโยงไปทั่วจักรวาล กว้างใหญ่ไพศาลอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ หรือถ้าอธิบายในแบบคริสต์ก็คือการไปอยู่ร่วมกับพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง

เมื่อตรงต่อเนื้อหาของมหาสุญญตาแล้ว ก็จะตรงต่อเนื้อหาพุทธะ ตรงต่อเนื้อหาแห่งพระผู้สร้างไปด้วยทันที หรือที่ชาวคริสต์เรียกว่าไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์อันนิรันดร์นั่นเอง ซึ่งไม่ต่างจากนิพพานนะครับ เพียงแต่คริสต์ศาสนาเขาใช้สมมติในความหมายไม่เหมือนทางพุทธเท่านั้นเอง

นอกจากตรงต่อนิพพานแล้ว ยังเชื่อมต่อถึงโลกุตรปัญญา อันเป็นปัญญาสากลแห่งจักรวาลโดยอัตโนมัติด้วยพร้อมๆกันแบบฉับพลัน(แต่บารมีในการถ่ายทอดเนื้อหาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ส่วนของสติที่เคยมีเนื้อหาคับแคบอย่างปุถุชนก็จะกลายเป็นมหาสติ ไม่จับจด ไม่จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่ง เป็นสติที่กว้างขวางเท่ากับมหาสุญญตา สัมปชัญญะที่เคยคับแคบอยู่กับตัวเองเหนียวหนืดฝืดเคือง ก็จะยืดหยุ่นและกว้างขวางออกไปแบบไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ กลายเป็นมหาสัมปชัญญะไปเอง ส่วนสมาธิก็จะเกิดเองเป็นเอง เหมือนเนื้อหาของมหาสุญญตาที่ไม่เกิดไม่ดับกับสิ่งใดอยู่แล้ว ทั้งหมดนี่เกิดเองเป็นเองโดยอัตโนมัตินะครับ ไม่ต้องทำอะไรเลย

เนื้อหานี้คือทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง เป็นทางสายกลางที่เรียกว่า ว่างจากตัวตน ว่างอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว ไม่ใช่ทางสายกลาง ที่นึกคิดเอาเอง อุปโลกน์เส้นทางขึ้นเอง เพื่อเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ โดยพยายามประคับประคองการปฏิบัติไม่ให้ตึงไป ไม่ให้หย่อนเกินไป แบบที่แปลและนำไปทำไปปฏิบัติกันทั่วโลก ก็เมื่อใดที่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมแล้ว ธาตุขันธ์ กายใจมันก็จะปรับสมดุลกันเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีตัวตนเข้าไปดำเนินอีกเลย นี่แหละที่เรียกว่ากลางจริง ไม่ใช่มีตัวเองไปกลางตรงไหนอีก

แล้วถามต่อว่า "ทางสายกลาง" ที่หมายถึงสุญญตานี้ มันมีแบ่งแยกศาสนาเหมือนที่ชาวโลกแบ่งแยกไหม? ไม่มีนะครับ ผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว โดยเนื้อแท้เป็นบุคคลไร้ศาสนา เพราะศาสนาเป็นเพียงสมมติเท่านั้น เพียงแต่ท่านก็เล่นไปตามบทบาทสมมติได้โดยไม่ขัดแย้งก็เท่านั้นเอง

และในส่วนของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในโลกธาตุใด แค่เพียงน้อมถึงองค์พุทธะหรือมหาโพธิสัตว์ที่ตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งพระผู้เป็นเจ้า บารมีธรรมของท่านเหล่านี้ก็จะต่อถึงโดยฉับพลันทันที ไม่มีขณะ ไร้ขณะ เพราะการที่ตรงต่อเนื้อหาแห่งมหาสุญญตานั้นหมายถึงมันเชื่อมต่อไปได้ทุกที่ในจักรวาล

ที่หลวงพ่อฯท่านมักจะพูดเสมอว่า "อยู่แล้วๆ" นี่ ท่านก็หมายถึงมหาสุญญตานั่นเอง ก็ตรงต่อนิพพานหรือมหาสุญญตาเมื่อไหร่ ทุกอย่างมันก็จะอัตโนมัติไปเอง ไม่ต้องตั้งเงื่อนไขแล้วสาละวนทำตัวทำใจให้ถึงพระนิพพานอีก

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็สรุปรวมลงได้ว่า นิพพานไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัยใดๆ ไม่เนื่องด้วยแม้กระทั่งไตรสิกขาที่ชาวพุทธยึดถือจนกลายเป็นยึดติด เพราะเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มีที่เป็นในสังสารวัฏ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการปรุงแต่งในเงื่อนไขอันคับแคบที่อิงอาศัยกันเป็นปัจจัยในการเกิด เป็นสมุทัย เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งนั้น

แต่โดยความเป็นจริงของเนื้อหาแห่งองค์พุทธะแล้ว ท่านให้ปลงเหตุปลงปัจจัยที่จะก่อให้เกิดทุกข์ลงเสีย (เหตุแห่งการหลงไปปรุงแต่งบนโมหะอวิชชา)ก็จะตรงต่อเนื้อหานิพพาน(มหาสุญญตา หรือ อีเธอร์)ไปเอง เพราะทุกอย่างล้วนนิพพานอยู่แล้วทั้งนั้น นิพพานนั้นรองรับสังสารวัฏอยู่แล้วตลอด

ด้วยเหตุนี้เองผู้บรรลุธรรม อริยบุคคล อริยเจ้า อริยสงฆ์ ผู้ถ่ายทอดหรือเผยแพร่สัจธรรมที่ตรงต่อเนื้อหาพระนิพพาน ผู้มีอธิวาสนา มหาบารมีทั้งหลาย มหาอรหันต์ พระปัจเจกพุทธะ มหาปัจเจกพุทธะ ตลอดจนถึงพระมหาโพธิสัตว์ และองค์พุทธะ จึงทำหน้าที่เป็นเหมือน ยาล้างพิษโมหะ (Neutralizer) ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในสังสารวัฏ (อันเป็นเหตุว่าทำไมหลวงพ่อฯท่านจึงใช้คำว่าล้างโมหะ) เพื่อที่จะสัมผัสสัมพันธ์กับหมู่เหล่าสรรพสัตว์ ตลอดจนช่วยคลี่คลายและล้างวัฏฏะภายในของหมู่เหล่าสรรพสัตว์ให้หมดลง แล้วตรงต่อเนื้อหาแห่งมหาสุญญตาเสียเอง โดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่าสื่อสัจธรรมอันเป็นตัวกลาง(Medium)ทางสมมติ ที่อุปโลกน์ขึ้นเพื่อใช้ในการก่อปฏิสัมพันธ์กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ดังนั้นเนื้อหาสัจธรรมที่แท้จริง จึงไม่ใช่ที่คำพูด ไม่ใช่ที่ข้อเขียนหรือบทความใดๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงสื่อที่ใช้เชื่อมโยงถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น สัจธรรมจริงๆนั้นจะส่งตรงสู่จิตของสรรพสัตว์ที่เปิดรับสัจธรรมนั้น แล้วคลี่คลายโมหะตัณหาอุปาทานอัตตาตัวตนทั้งหลายจากภายใน จะคลี่คลายมากน้อยก็ตามแต่วาสนาบารมีของแต่ละดวงจิตนั้นๆ เมื่อคลี่คลายแล้วการปลงการวางการคลายตัวมันเองจะง่ายขึ้น เมื่อปลงกายปลงจิตจนตรงต่อเนื้อหานิพพาน(ว่างจากตัวตนซ้อนในทุกสภาวะกาย สภาวะจิต)แล้วนั่นแหละ ก็คือสัจธรรมที่แท้จริง

บารมีธรรมแห่งองค์คุณเบื้องสูงนั้นก็ผสานอยู่ในเนื้อหาแห่งมหาสุญญตานั่นเอง เพียงแต่คนทุกวันนี้มันงมโข่งกันเกินไป หมกมุ่นกับตัวเองมากจนปิดกั้นปิดบังสัจธรรม จนไม่สามารถต่อสายธรรมกันได้ถึงองค์พุทธะ พระมหาโพธิสัตว์จริงๆ ก็เลยได้แต่ปฏิบัติตัว ปฏิบัติจิตในเชิงโลกียวิสัย ควานหา ค้นหาเนื้อหาแห่งองค์พุทธะไม่เจอกันเสียที หารู้ไม่ว่าเพียงแค่ "หยุด" หรือปลงเจตนาซ้อนลงในจิต หยุดการดิ้นรนแสวงหาใดๆ ก็จะพบองค์พุทธะและตรงต่อเนื้อหานิพพานทันที (เรื่องเนื้อหาบารมีจะแยกออกไปเขียนเป็นอีกตอนหนึ่งในภายหลัง เพราะเยอะใช้ได้อยู่)

ขอย้ำก่อนจบว่า นิพพานไม่เนื่องด้วยเหตุ ไม่เนื่องด้วยผล อย่างที่หลวงพ่อฯท่านเคยพูดเอาไว้ในประโยคหนึ่ง และเป็นประโยคแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักท่าน ว่า "ไม่เนื่องด้วยวิถี ไม่เนื่องด้วยวิธีการ นิพพานอยู่แล้ว" ซึ่งประโยคนี้ ท่านก็หมายถึงอสังขตธรรม หรือนิพพาน ที่ไม่สามารถปรุงแต่งได้ ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุด อยู่แล้วตลอดนั่นเอง

แล้วทีนี้จะเอาอะไรไปถึงนิพพานได้เล่าท่านทั้งหลาย มัวแต่หลงปรุงแต่งในการปฏิบัติกายปฏิบัติใจทั้งนั้น โมหะอวิชชาทั้งนั้น

ก็เพียงแต่ให้ฟังสัจธรรมตรงๆ ก่อนฟังก็ขอขมากรรมและประกาศสละตัวตนเสียก่อน กรรมที่ปิดบังอยู่จะได้เปิดออก จะได้เข้าใจสัจธรรมง่ายขึ้น จะได้ตรงต่อเนื้อหาแห่งมหาสุญญตาที่ท่านสื่อมาได้ง่ายขึ้น

และเหมือนเดิม คือไม่ต้องไปปฏิบัติตัว ปฏิบัติจิตแบบไหนอีกแล้ว จบเลย ยุติกิจก็จบกิจเลย จากนี้ไปก็ให้ฟังสัจธรรมเคลียร์แง่มุมทิฏฐิ เคลียร์แง่มุมในปัญญาให้เกลี้ยง เดี๋ยวมันก็จะแจ้งตรงต่อเนื้อหานิพพานเองโดยที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรให้ยุ่งยากอีกเลย

เพราะเนื้อหาความพยายามทั้งหลายมันก็กรรมทั้งนั้น แล้วมันจะพาให้ตรงต่อเนื้อหานิพพานได้อย่างไรเล่า

No comments:

Post a Comment