Thursday, March 28, 2013

เหตุแห่งความลำบาก

เธอทั้งหลายรู้ไหมว่าทำไมการดำรงอยู่ของเธอบนโลกนี้ถึงได้มีแต่ความยากลำบาก

แม้เธอจะมีสิ่งต่างๆคอยรองรับความต้องการของเธอในทุกๆเรื่อง ทุกๆอย่าง
แต่ทำไมเธอทั้งหลายก็ยังทำให้ชีวิตลำบากอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเรียบง่ายแม้แต่เรื่องเดียว
และในที่สุดเธอทั้งหลายก็จะติดกับดักตัวเอง ได้แต่พร่ำบ่น ได้แต่ตัดพ้อ ถึงโชคชะตาที่ต่ำต้อยกว่าคนอื่น

Monday, March 25, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#38

โลกธาตุนี้ล้วนถูกกำกับด้วยกฏแห่งกรรมอยู่แล้ว
จึงไม่มีกรรมใดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
ทุกกรณีกรรมล้วนมีเจตนาเป็นหตุกำกับอยู่
จึงไม่มีวิบากกรรมใดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญแม้แต่เรื่องเดียว

ก็ไม่ต้องดิ้นรนไปแก้กรรมอะไรอีก
เพราะมันจะเป็นการต่อกรรมไปข้างหน้าไม่รู้จบ

Friday, March 22, 2013

เลิกอารมณ์ค้าง

วันก่อนเจ้าลูกชายตัวแสบ เกิดอารมณ์โกรธกับอะไรที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องขึ้นมา
คนที่ทำให้เขาโกรธก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะเขาเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วโดยไม่ได้ตั้งใจให้เจ้าตัวเล็กโกรธ

Wednesday, March 20, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 3: ปรมัตถ์ บัญญัติ และมายาแห่งนามรูป

วันนี้เรามาพูดถึงอารมณ์ภาวนาของระบบวิปัสสนากรรมฐานแบบลงลึกกันดีกว่าครับ เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องถกเถียงกันมายาวนานและสรุปไม่ลงเสียทีเพราะคลำหานิพพานไม่เจอ อ่านให้จบก็จะได้เข้าใจให้ตรงว่า อารมณ์ปรมัตถ์นั้นทำเอาไม่ได้ ที่สำคัญคือมันไม่ใช่อารมณ์ด้วยซ้ำไป จะได้เลิกรู้กว้างโง่ลึกเสียที(ฮา)

Friday, March 15, 2013

โมฆบุรุษ

วันนี้ขอพูดถึงเรื่องโมฆบุรุษกันหน่อย เพราะเจอเยอะเหลือเกินในช่วงหลังๆนี้ แต่จะไม่อ้างอิงอภิธรรมนะครับ เพราะผมอ่านแล้วมึน ขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมเองไม่เคยศึกษาอภิธรรมมาเลย บาลีก็ไม่ค่อยกระดิก เคยอ่านแต่ตำราครูบาอาจารย์เกี่ยวกับการปฏิบัตินิดหน่อย ซึ่งก็ยอมรับว่าอ่านไม่ค่อยเข้าใจหรอก เพราะใช้ภาษาโบราณ วัยรุ่นไม่เข้าใจ แถมอ่านไปแล้วยังทิ้งปริศนาเอาไว้มากมายจนกระทั่งผมได้เจอกับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตแล้วจึงได้กระจ่างแจ้งยิ่งกว่าพระอาทิตย์ตอนกลางวันแสกๆเสียอีก

Tuesday, March 12, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 2: เจริญสติหรือเจริญอัตตาบนสติ?

อ่านจากหัวข้อแล้ว ท่านที่เข้าใจสัจธรรมจริงๆก็คงไม่งง แต่กลุ่มคนที่กรรมยังปิดบังอยู่ก็อาจจะงงไปจนถึงขั้นปฏิฆะเลยก็มี แต่เอาเถอะ วันนี้เราจะมาเข้าเรื่องของความผิดพลาดของการถ่ายทอดเนื้อหาสติปัฏฐานในวงกว้าง ที่ผิดธรรมจนกลายเป็นการเจริญอัตตาบนสติกันทั่วโลก อ่านไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องมาอ้างคนส่วนใหญ่นะครับ ก็คนส่วนใหญ่ไม่ใช่เหรอที่จบให้ตัวเองไม่ได้ และยังวนเป็นสังสารวัฏอยู่ทั้งๆที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในมือ

Sunday, March 10, 2013

คุยข้างเดียว#17 เนื่องในโอกาสขึ้นบ้านใหม่ rombodhidharma.blogspot.com

ขึ้นบ้านใหม่มาได้เดือนหนึ่งเพิ่งหายยุ่งมีโอกาสคุยกันหน่อย หลายๆคนที่ติดตามจากเว็บไซต์เก่าเข้าเน็ตมาไม่เจอก็มีโทรมาถามหลายคนอยู่ ก็คงต้องแจ้งกันสักนิดว่าที่เราต้องย้ายเว็บมาอยู่ที่นี่ก็เพราะความฉุกละหุกจริงๆ นัยว่าถูกบังคับให้ซื้อพื้นที่ server เพิ่ม ซึ่งต้องใช้เงินเพิ่มมากมาย แถมต้องมีคนที่เชี่ยวชาญเรื่องโปรแกรมเว็บมาดูแล ก็เลยได้ข้อสรุปแบบไม่ต้องคิดว่า  ย้ายมาอยู่ที่นี่ดีกว่าฟรีด้วย แต่จะมีข้อเสียก็ตรงที่ไม่มีตัว audio player ให้เปิดฟังเทศนาธรรมจากเว็บไซต์เหมือนที่เก่า ต้องเข้าไปฟังใน youtube ที่ทำลิงค์มาให้หรือไม่ก็ ดาวน์โหลดเข้าเครื่องเล่น,มือถือไปฟังกันเอาเอง แต่ก็ไม่เป็นไรครับยอมแลกเพื่อความสบายตัว

Friday, March 8, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#37

หมดมานะ...

นโม: ป๊า..นโมกินขี้ไม่ได้(พูดแบบล้อเล่น)
ป๊า: นโมกินขี้ไม่ได้ นโมก็เก่งสู้ฮิปโปไม่ได้สิ อิอิ
นโม: นโมเก่ง!!
ป๊า: อ้าว..ฮิปโปกินขี้ได้ นโมกินไม่ได้ ฮิปโปต้องเก่งกว่าสิ(ฮา)
นโม: นโมเก่งกว่า!!
ป๊า: แล้ววันนี้นโมซ้อมวิ่งแข่ง วิ่งทันเพื่อนหรือเปล่า
นโม: นโมวิ่งไม่ทัน
ป๊า: ไม่เป็นไร มันก็เหมือนกันล่ะลูก มันไม่ต่างจากที่ฮิปโปกินขี้ได้แต่เรากินไม่ได้ไง(ฮา)
นโมหัวเราะ

Monday, March 4, 2013

โครงสร้างกรรมในระบบทุนนิยม

หลายคนคงเคยได้ยินหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านพูดว่า ในเมืองมันไม่สอดคล้องกับธาตุขันธ์ของท่าน

บทความนี้จะอธิบายถึงเหตุผลที่ว่าผ่านโครงสร้างกรรมในระบบทุนนิยมครับ

บุญบริสุทธิ์

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านมักจะพูดอยู่บ่อยๆว่าทำบุญก็ไม่ต้องเอาอะไร ให้ก็ให้ทิ้ง ทำก็ทำทิ้ง

เพราะอะไร? ทำไมท่านถึงให้ทำบุญแล้วอย่าไปหวังในบุญ เพราะที่ผ่านมาเราก็เคยทำๆกันมาแบบนี้กันทั้งนั้น

Sunday, March 3, 2013

มหาสุญญตา101(นิพพานภาคพิสดาร)


เราคงเคยได้ยินคำว่านิพพานกันบ่อยๆ แต่ก็ไม่รุ้ว่านิพพานจริงๆเป็นยังไง เคยได้ยินคำว่าสุญญตากันบ้างแต่ไม่บ่อยนัก แถมยังนึกไปเองว่ามาจากทางมหายาน ยิ่งมหาสุญญตานี่ยิ่งได้ยินกันน้อยลงไปอีก ก็จะมีแต่ที่วัดร่มโพธิธรรมนี่แหละ ที่พูดกันบ่อยมากกว่าที่อื่น เพราะที่นี่เน้นเรื่องนิพพานกันอย่างเดียวจริงๆ ส่วนเรื่องราวพะรุงพะรังในเชิงโลกียธรรมนั้นไม่ใช่สาระจะมาพูด เพราะปุถุชนทั้งหลายก็พะรุงพะรังกับตัวเองมามากพอแล้ว ก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องเพิ่มเรื่องราวให้แบกเล่นกันอีกต่อไป

ที่สุดแห่งธรรม

เคยมีคนถามว่า ทำไมยังรู้สึกไม่บริบูรณ์ หรือพูดง่ายๆก็คือ ทำไมถึงรู้สึกว่ามัน "ไม่จบ" นั่นเอง

ก็แล้วจะมี "ใคร" ไปบริบูรณ์ได้อีกเล่า ในเมื่อทุกอย่างมันบริบูรณ์อยู่แล้วทุกขณะ

และด้วยความรู้สึกที่ว่ายังไม่บริบูรณ์นี้เอง ก็ทำให้หลายคนที่แม้จะเจอสัจธรรมแท้ๆแล้ว ฟังจนเข้าใจแล้ว จบเป็นแล้ว ก็ยังอดไม่ได้ว่า จะต้องแสวงหา "ตอนจบ" ให้ตนเอง ว่าแล้วก็ดิ้นรนไปหาที่จบ หาจบกับคนโน้นที จบกับคนนี้ที สุดท้ายก็ได้แต่เตะเข้าประตูตัวเอง

อุปาทานซ้อน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า อุปาทานคืออะไร

อุปาทานก็คือการยึดติดในสภาวะหนึ่งสภาวะใด พอยึดก็เกิดเป็นภพ ภพก็คือการเกิดหรือจุติ ส่วนจะภพภูมิไหนก็แล้วแต่ พอเกิดขึ้นเป็นภพภูมิแล้ว ก็จะต่อเนื่องไปเป็นชาติคือการเสวยภพเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เสร็จแล้วก็เปลี่ยนไปเป็นชรา คือความเสื่อมไปตามแรงกรรมที่ค่อยๆหมดลง แล้วก็มรณะคือ ดับไปเองโดยธรรมของมัน ในกรณีที่มีแรงกรรมมาย้ำซ้ำซ้อนลงไป มันก็จะจบโดยตัวมันเองอยู่แค่นั้น แต่ถ้าย้ำกรรม มันก็จะเกิดเป็นวงรอบใหม่ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นสังสารวัฏที่วนทำ วนใช้ไม่รู้จบ นี่คือลักษณะของอุปาทาน

"ว่าง"ในเนื้อหาแห่งนิพพาน vs "ว่าง"แบบโลกียวิสัย

วันนี้เราจะมาว่ากันด้วยความว่าง หรือสุญญตา หรือเนื้อหาสัจธรรม หรือนิพพานกันสักหน่อย เพราะหลายๆคนหลงอยากว่าง อยากโล่งโปร่งเบากันจนตัวสั่น บ้างก็กระเสือกกระสนไปให้คนอื่นช่วยให้ว่าง จนไปเจอความว่างแบบ "โลกียวิสัย" ถูกใจ เลยอุปาทานเข้าให้เต็มๆ

ว่างในเนื้อหาแห่งนิพพานหรือสุญญตานั้น ไม่ใช่ความว่างจากสภาวะ ไม่ใช่ความว่างแบบไม่มีอะไร ไม่ใช่ความว่างแบบทำให้ว่าง โล่ง โปร่ง เบา สบาย นั่นมันเป็นเพียงสภาวะที่ไม่ใช่อะไร และไม่ใช่ว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีจึงจะว่างได้ แบบนี้เรียกว่าว่างอย่างโลกียวิสัย ว่างแบบหาอะไรยึดเกาะ หรือที่เรียกว่า อุปาทานในว่างนั่นเอง ว่างแบบนี้ไปนอนแช่น้ำอุ่นในอ่างจากุชชี่ก็ว่างได้ครับ 555

ทะลุทะลวง

คงจะเคยได้ยินกันบ่อยๆว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ใช่ไหมครับ

จริงๆแล้วประโยคนี้ฟังดูนุ่มไปครับ ยังไม่เด็ดขาด จริงๆประโยคควรจะเป็นแบบนี้ครับ
"ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ยึดกันอยู่แล้ว"

นอกเหนือการเลือก

หลายคนคงยังงงอยู่เวลาถามหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตว่า จะเลือกหรือไม่เลือก(อะไรสักอย่าง)ดี

เสร็จแล้วหลวงพ่อท่านก็มักจะตอบว่า ไม่ใช่ที่เลือกหรือไม่เลือก

ซึ่งบางคนก็เอาไปตีความเข้าข้างตัวเองแบบผิดๆ บทความนี้จะแจงให้เข้าใจคำว่านอกเหนือการเลือกก็แล้วกันนะครับจะได้ไม่เนิ่นช้าหลงเข้าไปทำอะไรอีก

ช่างมัน

หลายๆคนคงเคยได้ยินหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ หรือผม หรือหลายๆคนในวัดร่มโพธิธรรมพูดเสมอว่าช่างมัน ทุกอย่างก็ช่างมัน

แล้วจริงๆมันเป็นอย่างไร?

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 9 องค์รวมแห่งสัจธรรม

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ไปปฏิบัติธรรมในหลักสูตรประเภทดูอาการ เอ๊ย เก็บอาการ เอ๊ย เก็บอารมณ์ 7 วัน 9 วันกันมาบ้างแล้ว เพียงแต่พอออกจากหลักสูตรมา ก็กลับไปมั่วเหมือนเดิม ปีหนึ่งๆก็เลยต้องกระเสือกกระสนหาเวลาไปปฏิบัติธรรมสัก 7 วัน หลีกหนีความวุ่นวายสู่ความสงบ จนบางคนเสพติดถึงขนาดที่ต้องไปบ่อยๆเพราะโลกภายนอกนั้นยุ่งเหยิงจนแทบจะทนไม่ได้อยู่แล้ว

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 8 มหาสัมปชัญญะแห่งอริยะ

เขียนเกี่ยวกับสติมาเยอะแยะแล้ว แต่ดันลืมเขียนเรื่องสัมปชัญญะไปได้ยังไงก็ไม่รู้ ซึ่งส่วนใหญ่ที่พูดถึงสัมปชัญญะมักจะแทรกอยู่ในบทความต่างๆเสียมากกว่า

ท่านใดที่ตามอ่านมาโดยตลอด ก็จะเข้าใจแล้วว่าสติแห่งอริยะนั้น ไม่มีการบังคับ ควบคุม เกิดและดับเองตามเหตุปัจจัย ไม่มีอัตตาซ้อนลงไปในสติ รู้ก็ของมันเอง แล้วก็ดับเอง เป็นการรู้เปล่าๆแบบไม่มีความหมายในการรู้อะไร มันจึงไม่ต่อเนื่องไปดึงข้อมูลจากสัญญาความจำและนำไปปรุงแต่งต่อจนเกิดเป็นสังสารวัฏ เรียกว่าสติอริยะนั้นเป็นมโนธาตุอิสระที่ทำงานของมันเองอย่างอัตโนมัติ ซึ่งไอ้ความที่มันทำงานอย่างอัตโนมัตินี่เอง สติอริยะจึงมีความยืดหยุ่นอย่างที่สุด อิสระอย่างที่สุด และกว้างขวางอย่างที่สุด ไร้เพ่ง ไร้เผลอ เพราะไม่ได้ไปบังคับมัน ซึ่งความยืดหยุ่นเป็นอิสระอย่างที่สุดของสติอริยะนี้เองที่เรียกว่า สัมปชัญญะแห่งอริยะ

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 7 สังโยชน์ 10 ภาค 6

มาต่อด้วยสังโยชน์ข้อที่ 9 ว่าด้วยความฟุ้งซ่าน

9. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน

ความฟุ้งซ่านเกิดจากอะไร?

ความฟุ้งซ่านเกิดจากการที่มันพยายามจะหาที่ยึดเกาะเป็นชิ้นเป็นอัน แต่มันหาไม่ได้ ก็ได้แต่ซัดส่ายไปพยายามจะหา ซึ่งอาการฟุ้งซ่านนี้ นักปฏิบัติส่วนใหญ่จะแก้ไขด้วยการเพิ่มกำลังสมาธิ ใส่พลังเข้าไปให้จิตมันมีกำลังในการยึดเกาะ(อุปาทาน) ซึ่งมันก็แก้ไขได้เป็นครั้งๆไป หมดแรงสมาธิก็เอาอีก ด้วยเหตุนี้ นักปฏิบัติจึงต้องทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะดับสภาวะความฟุ้งซ่านนี้ แล้วมันก็จะทำให้ดูเหมือนว่าสามารถตัดอุทธัจจะลงไปได้แล้ว แต่นักปฏิบัติหารู้ไม่ว่า อุทธัจจะนั้นมีเหตุจากการที่มันพยายามเป็นอัตตาขึ้นมานั่นแหละ มันจึงแส่ส่ายหาที่ยึดเกาะ พอเกิดอัตตาในสภาวะธรรมใดขึ้นมาจนนิ่งแล้วไอ้อาการฟุ้งซ๋านจึงหายไปชั่วคราว ย้ำว่าชั่วคราวนะครับ เพราะถ้ายังมีตัวตนในอะไรๆมันก็พร้อมจะฟุ้งซ่านตลอดเวลา

Saturday, March 2, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 6 สังโยชน์ 10 ภาค 5

8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 5 สังโยชน์ 10 ภาค 4

มาถึงสังโยชน์เบื้องสูงกันดีกว่า สังโยชน์ 5 ข้อแรกนั้นเป็นสังโยชน์อันเป็นสังสารวัฏภายใน ส่วน 5 ข้อที่เหลือเป็นสังสารวัฏภายนอกอันเป็นเหตุให้เกิดสังสารวัฏซ้ำซ้อนขึ้นภายในอีกทีหนึ่ง

ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 4 สังโยชน์ 10 ภาค 3

มาถึงภาค 3 ต่อด้วยพระสกทาคามีกันต่อ

พระสกทาคามีนั้นก็คลายออกจากสังโยชน์ได้ 3 ข้อ เหมือนพระโสดาบันครับ แต่สำหรับท่านจะคลายออกจากตัวเองมากกว่า ความแรงในการกระทบของผัสสะอายตนะทั้งหลายจะไม่มากเท่าพระโสดาบัน จะคลายออกตัวตนจนเบาบางยิ่งขึ้น ยิ่งคลายออกก็จะยิ่งสว่างมากขึ้น ใสมากยิ่งขึ้น ตัณหาก็จะเบาบางลง กามราคะและปฏิฆะในข้อที่ 4 และ 5 ก็จะเบาบางลงด้วย ถึงตรงนี้ก็จะหมดตัวพุ่งเอามุ่งเอาแล้วครับ หากสละไปเรื่อยๆก็จะเข้าสู่ชั้นอนาคามี ซึ่งเป็นอริยบุคคลที่คลายออกจากสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 ได้อย่างเด็ดขาด

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 3 สังโยชน์ 10 ภาค 2

สักกายทิฏฐินี่เป็นด่านแรกของอริยมรรคเลย ถ้าใครไม่ผ่านด่านนี้ก่อน คือไม่ปลงรู้(ตัวตนในรู้) คลายออกจากการติดรู้ อริยมรรคก็จะไม่เดินครับ อริยมรรคนั้นอาศัยจากการฟังสัจธรรมตรงๆนี่แหละ เพราะเนื้อหาสัจธรรมนั้นคือความว่างที่ส่งจากจิตสู่จิต ซึ่งอานุภาพของสัจธรรมตรงนี้จะไปช่วยคลายอุปาทานความยึดติดในใจ อริยมรรคก็เริ่มเดิน คลายตัวมันเองออกมา ผู้ที่ได้ฟังสัจธรรมตรงๆจึงคลี่คลาย เกิดความโปร่งโล่งเบาจากการคลี่คลายของกรรมที่กดทับธาตุขันธ์(ถ้าจะให้เทียบก็ประมาณโสดาปัตติมรรค แต่ก็ไม่ต้องการให้ยึดติดกับขั้นตอนจนเกินไป เพราะบางท่านก็ฉับพลันทะลวงหมดทุกขั้นเลยก็มี)

Friday, March 1, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 2 สังโยชน์ 10 ภาค 1

บทความตอนนี้จะว่าด้วยทั้งหมดทั้งมวลของป้อมปราการ 10 ด่านที่นักปฏิบัติพยายามที่จะฝ่าไปให้ได้ ที่เรียกกันว่า สังโยชน์ 10

ส่วนเนื้อหาของสังโยชน์ 10 นั้น ผมขี้เกียจอธิบาย เพราะผมไม่ชอบจำรายละเอียด ก็เลยไปลอกสังโยชน์ 10 มาจาก wikipedia ทั้งดุ้นดังนี้ ไม่ต้องสนใจภาษาฟอสซิล เอ๊ย ภาษาบาลีมากนักนะครับ(ฮา)

ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 3: ตอนที่ 1 การปฏิบัติโดยไม่ปฏิบัติ

ลองอ่านทวนซ้ำๆดูสิครับ ไม่งงให้เตะ เพราะขนาดผมที่ว่าชำนาญเรื่องภาษา ยังอ่านไปก็งงไปว่านี่ตกลงจะให้ปฏิบัติหรือไม่ให้ปฏิบัติกันแน่?

หลังๆมานี้ การสอนปฏิบัติโดยไม่ต้องปฏิบัติ เริ่มที่จะมีสอนแพร่หลายกันในหลายสำนักแล้ว ซึ่งจากที่ผมได้แวบเข้าไปอ่านไปสังเกตดูมาหลายที่ ก็พบว่าเกือบจะตรงแล้วล่ะ "เกือบจะ"ก็แปลว่ายังไม่ตรงนะครับ อย่าเพิ่งดีใจไป ส่วนใหญ่ไปติดตรงการปฏิบัติและการใช้สมมติอยู่ทั้งนั้น จะพูดมากไปไม่ได้ เพราะผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าไปติดแล้วแก้ยากมากครับ คือแต่ละท่านก็เข้าใจและยึดเอาตามอนุสัยเก่าของตน นี่ยังไม่นับรวมทิฏฐิมานะในธรรมอีกน่ะ

ความเข้าใจที่เลื่อนลอย กับ สัจธรรมก็อปปี้

มีหลายคนถามเหมือนกันว่า ถ้ามันอนัตตาอยู่แล้วไม่มีตัวมีตนอยู่แล้ว ทำไมต้องขอขมากรรม? แล้วมีใครผิดอะไร?

วันนี้เลยขอตอบแบบเต็มๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็แล้วกัน เพราะที่ผ่านมามีบางคนเอามากระแนะกระแหน เหน็บแนม กระทบกระเทียบโดยไม่เข้าใจถึงความจริงของโลกธาตุของสังสารวัฏ