Saturday, February 9, 2013

เกม-รวม-สูญ (Zero Sum Game)

ทรัพยากรในโลกในสังสารวัฏนี้เพียงพอสำหรับธาตุขันธ์ของทุกชีวิต แต่ไม่เพียงพอที่จะสนองกิเลสตัณหาอุปาทานของคนแม้เพียงคนเดียว

ด้วยเหตุนี้องค์พุทธะจึงได้สอนให้เรารู้จักการจาคะออก เพื่อความสมดุลของทรัพยากรแห่งสังสารวัฏ และงดเว้นการเบียดเบียนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

แต่ปัจจุบันสมดุลของทรัพยากรทั้งหลายในโลกในสังสารวัฏ กำลังเสียสมดุลถึงขีดสุด ที่สามารถรองรับตัณหาของผู้คนจำนวนมากได้ ธรรมชาติจึงปรับตัวเองด้วยภัยพิบัติต่างๆ และสรรพชีวิตทั้งหลายในโลกกำลังถูกกรรมอันเกิดจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ที่กระทำผ่านระบบทุนนิยม ตีกลับในรูปแบบของการก่อจลาจลหรือสงครามและภัยพิบัติอย่างหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆแทบจะทุกประเทศ

ระบบทุนนิยมนั้นมีต้นกำเนิดมาจากคนหัวใสแต่ประกอบด้วยความโลภอยากได้อยากมีในทุกๆอย่าง เพื่อบำรุงบำเรอตัวเองอย่างถึงที่สุด ในรูปของความมั่งคั่ง สะดวกสบาย และความมั่นคงทั้งในชีวิตและการเงิน ผ่านการแปลงทุกอย่างให้เป็นทุนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ง่าย

ทุกวันนี้เราจึงเห็นคนกลุ่มหนึ่งมีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวหลายลำ บางคนมีเรือสำราญในครอบครองจำนวนมาก ทั้งๆที่ตัวเองก็ใช้งานได้ทีละหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทรัพยากรของสังสารวัฏที่ควรจะเกื้อกูลผู้ที่ขาดแคลน ก็กลับไปกระจุกอยู่กับคนกลุ่มเดียว

ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการดูดทรัพยากร ความมั่งคั่งต่างๆให้ไปอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆที่รู้จักกลไกของมันอย่างดี โดยทำการผ่านตลาดหุ้น ระบบทุนนิยมจึงมีแต่ผู้ล่าและผู้ถูกล่าเท่านั้น ความเกื้อกูลไม่ต้องพูดถึง ผู้ที่ไม่รู้กลไกของมันย่อมตกเป็นเหยื่อในที่สุด

โลกธาตุนั้นมีสมดุลของมันอยู่ สมดุลนั้นก็คือนิพพาน ส่วนกรรมนั้นก็คือส่วนเกินของสมดุลแห่งโลกธาตุ เมื่อโลกธาตุมีสรรพสัตว์ที่ประกอบด้วยตัณหาอุปาทานมากๆเข้า ทุกอย่างจึงเสียสมดุลไปหมด การเบียดเบียนในโลกทุกวันนี้จึงรุนแรงขึ้นทุกวันๆ

การใช้ทรัพยากรเพื่อบำรุงธาตุขันธ์ของสรรพชีวิตทั้งหลายให้ประทังอยู่ได้อย่างพอเหมาะโดยไม่ไหลไปตามกิเลสตัณหาของตนนั้น ก็คือความพอดีอยู่แล้ว เมื่อไหร่ที่ทุกอย่างมันพอดีพอเหมาะ เมื่อนั้นการเบียดเบียนก็ไม่เกิดขึ้น

การเบียดเบียนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ คนๆนั้นกอบโกยทรัพยากรอัน "เกินพอดี" เพื่อความพอใจและสนองกิเลสตัณหาของตน  จนสร้างความเสียสมดุลแก่สังสารวัฏในที่สุด นี่คือความเป็นจริง ถึงแม้ว่าความมั่งคั่งหรือความยากจนนั้นอาจจะเป็นบุญบารมีหรือกรรมเก่าที่ทำมาก็ตาม แต่การที่มีมาก ดิ้นรนหามาก ใช้มาก ต่อยอดมาก มันก็เป็นกรรมกับคนหมู่มากเหมือนกัน เมื่อเอามามากก็ต้องคืนมากเป็นธรรมดาครับ เพราะบารมีก็คือกรรมนั่นเอง

ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่ผูกทุกคนเข้ามาเป็นแพเดียวกันหมด เมื่อเกิดอะไรขึ้นในระบบ มันจึงกระทบไปทั่ว อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน เช่นถ้าชาติมหาอำนาจชาติหนึ่งล้มละลายทางเศรษฐกิจ แทบจะทั้งโลกก็จะล้มกันไปหมด ถ้าประเทศหนึ่งเกิดการประท้วงมันก็มีโอกาสที่จะลามไปสู่ประเทศอื่นได้อย่างง่ายดาย เพราะสื่อต่างๆมันเชื่อมถึงกันหมด กลายเป็นว่าวิบากของคนกลุ่มเล็กๆ ถูกกระจายไปทั่วโลกง่ายๆผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว วงจรกรรมที่เกิดขึ้นในสังสารวัฏนี้จึงก่อให้เกิดความปั่นป่วนอย่างยิ่งในอัตราเร่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งระบบผูกคนเข้ามาแน่นขึ้นๆ การเปลี่ยนแปลงแม้เพียงนิดเดียวที่เกิดขึ้นในระบบ ก็สามารถทำให้คนเกิดทุกข์ได้เป็นจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ

และสิ่งที่ช่วยปรับสมดุลของสังสารวัฏจากการเสียสมดุลนี้ก็คือ การจาคะ

การจาคะทรัพย์ภายนอก เป็นเพียงแค่การจาคะเบื้องต้นที่จะเกื้อกูลบรรเทาความทุกข์ของผู้คนเท่านั้น แต่การจาคะที่จะแก้ปัญหาการเบียดเบียนทั้งหมดในโลกได้จริงก็คือ การจาคะตนเอง

การจาคะตนเองก็แค่ไม่ต้องตั้งเอาอะไร ไม่ต้องตั้งเอาอะไรกับการเป็นการอยู่ ไม่ตั้งเอาอะไรกับจิตกับใจตน เพราะตั้งเอาหนึ่งครั้งก็เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นหนึ่งครั้ง ตั้งครั้งหนึ่งกิเลสตัณหาก็เอาไปกิน พาไปวน เบียนเบียนคนอื่นไปทั่ว พอตั้งเอาหลายๆครั้งเข้าไอ้ความปั่นป่วนก็แผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ผลกระทบส่งออกไปเป็นลูกโซ่ และสุดท้ายมันก็เอาไปไม่ได้จริง เพราะเอาไปเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องคืนเท่าเดิม เพื่อให้ระบบมันกลับสู่สมดุลในที่สุด ซึ่งสมดุลนั้นก็คือนิพพาน การหลงไปทำกรรมจึงเป็นสิ่งที่ทำให้จิตญาณทั้งหลายลุ่มๆดอนๆเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ

องค์พุทธะนั้นท่านก็มีบารมีมาก ซึ่งหากผู้ที่มีบารมีมาก นำบารมีที่มีไปใช้ในทางเบียดเบียนก็จะเกิดโทษเป็นอันมากแก่สังสารวัฏ แต่พระองค์ท่านกลับนำบารมีที่ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณนั้นไปช่วยให้เหล่าสรรพสัตว์ได้ออกจากสังสารวัฏ มันจึงเกิดเป็นคุณมหาศาลแทน ซึ่งไม่ว่าจะองค์พุทธะกี่พระองค์ที่ผ่านมา ท่านก็มีแต่จาคะออกไปให้กับสรรพสัตว์ ไม่มีพระองค์ไหนทำเพื่อที่จะเอาเลยแม้แต่พระองค์เดียว

นี่คือกฏแห่งกรรมครับ คือเกมที่เล่นอย่างไรก็ไม่มีใครได้ใครเสียจริง หลงเล่นกันไปเอง ซึ่งที่สุดก็ไม่มีใครเอาอะไรไปได้สักอย่างเดียว เหนื่อยฟรี ก็ทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราวทั้งนั้น แล้วจะจริงจังเอาเป็นเอาตายกับการเป็นการอยู่ทำไมเล่า

2 comments:

  1. สาธุค่ะ ไม่ค่อยได้อ่านบทความทำนองนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ

    องค์พุทธะใช่พระพุทธเจ้าหรือไม่คะ ทำไมไม่เรียกว่าพระพุทธเจ้าคะ? เรียกว่าองค์พุทธะ มหาพุทธะ ทำให้งง ตกลงคือพระพุทธเจ้าใช่หรือไม่คะ?

    ReplyDelete
    Replies
    1. องค์พุทธะก็คือพระพุทธเจ้านั่นแหละครับ ส่วนมหาพุทธะนั้น ท่านลงมาเป็นพระพุทธเจ้ามากกว่า 1 ครั้ง บารมีท่านจึงมากกว่าพระพุทธเจ้า เรียกว่ามหาพุทธะ ท่านจะมีพุทธเกษตรของท่านเองในการฝึกสอนพระโพธิสัตว์ในการโปรดสัตว์ครับ

      Delete