Sunday, February 10, 2013

ทุกขสัจจะ: โลกียทุกข์ vs โลกุตรทุกข์ และ การพ้นทุกข์ที่แท้จริง

ทุกข์ในความเข้าใจของคนทั่วไปและการใช้งานในพระพุทธศาสนาปัจจุบันนั้น หมายความว่า สภาวะแห่งการปฏิฆะ อึดอัดขัดเคือง ทนได้ยาก

ส่วนทุกขัง นั้นมีระบุอยู่ในกฏไตรลักษณ์ข้อ 2 ซึ่งเป็นเนื้อหาของสัจธรรม

แล้วสองคำนี้มันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

จริงๆแล้ว  2 คำนี้คือคำๆเดียวกันครับ แต่เมื่อคนใช้งานนำมันมานิยามให้ต่างกัน มันก็เลยถูกใช้ต่างกรรมต่างวาระกัน จนงงและสับสนไปหมด ทำให้เนื้อหาสัจธรรมเลือนไปมากจากการตีความเอาเองแบบปุถุชน

ทุกขัง จริงๆ หมายความว่า "คงอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก" คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวงย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา" นั่นแหละคือความหมายแห่งคำว่า ทุกขัง หรือทุกขสัจจะ หรือ ความเป็นจริงแห่งทุกข์ ในความหมายของพระพุทธองค์

แล้วทำไมเราถึงใช้คำสองคำนี้ต่างกรรมต่างวาระกัน?

ทุกข์ ในความหมายของความอึดอัดขัดเคืองนั้น เกิดจากการเข้าไปยึด(อุปาทาน) ในสภาวะต่างๆที่มันคงอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก พอมันเปลี่ยนไปจากสภาพเดิมจึงเกิดความไม่พอใจ ปฏิฆะ อึดอัดขัดเคือง อย่างนี้เรียกว่าทุกข์แบบโลกๆหรือ โลกียทุกข์ หรือสภาวะ "ทุกขัง" ที่มีอัตตาตัวตนซ้อนลงไปยึดว่าเป็นตัวเรา

แต่พอมาถึงคำว่าทุกขัง เรากลับแปลมันตรงๆว่า "คงอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก" โดยไม่มีคำอธิบายต่อเนื่องเกี่ยวกับความปฏิฆะขัดเคือง หรือ"ทน"ได้ยากของสภาวะต่างๆ

ก็เพราะทุกขังนั้นเป็นกฏข้อหนึ่งของสัจธรรม ที่ไม่มี "ใคร" หรือ "อะไร" เข้าไปยึดเป็นสภาวะของตัวอยู่แล้ว การคงอยู่ในสภาพเดิมได้ยากก็หมายความว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลาย มันเสื่อมไปเองของมันอยู่แล้ว(แม้แต่ความหลง) มันเป็นอิสระต่อกันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรสัมพันธ์กันอย่างแท้จริง ทุกอย่างไม่ยึดกันอยู่แล้ว

ดังนั้นทุกข์ หรือทุกขัง หรือโลกุตรทุกข์ ก็คือสภาวะที่คงอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก(เสื่อมไปเป็นธรรมดา) ที่ไม่มีตัวเราตัวเขาหรือใครไปยึดเอาสภาวะนั้นๆเป็นตัวตน

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าเข้าไปยึดสภาวะอะไรสักอย่างว่าเป็นของเรา ว่าเป็นตัวเรา ว่าเป็นสมบัติของเรา มันก็จะเกิดโลกียทุกข์ทันที เพราะจริงๆแล้วตามเนื้อหาสัจธรรมคือมันยึดไม่ได้ เพราะมันไม่ยึดกันอยู่แล้ว ยึดก็ยึดไม่อยู่ ทุกอย่างเป็นเพียงชั่วคราวแล้วก็เสื่อมไป เป็นทุกข์แบบโลกุตรทุกข์ที่ไม่มีใครเข้าไปทุกข์กับสภาวะที่เสื่อมไปของมันเอง

เนื้อหานี้เองที่สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จึงหลงวนอยู่กับการยึดติดในสิ่งต่างๆ วนเวียนไม่รู้จบนานนับชาติไม่ถ้วน

เนื้อหาของทุกข์ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสถึงจริงๆนั้นเป็นโลกุตรทุกข์ครับ โลกุตรทุกข์นั้นคือสิ่งที่เป็นเนื้อหาสัจธรรม ไม่ใช่โลกียทุกข์แบบที่หมู่สรรพสัตว์เข้าใจกัน จะพ้นจากทุกข์มันก็แค่ไม่ยึดในสิ่งต่างๆแม้กระทั่งใจตนเอง ซึ่งใจหรือจิตก็เป็นเพียงสภาวะที่มัน "ทุกขัง" เหมือนกัน และเมื่อไม่ยึดติดแล้วมันจะมีตัวเราเข้าไปทุกข์ซ้อนลงไปในสภาวะที่ "ทุกขัง" อยู่แล้วไหมเล่า...มันก็ไม่มี

อย่างที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านก็พูดอยู่ตลอดนั่นแหละว่า

"สรรพสัตว์ทั้งหลายามันก็ทุกข์กันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปย้ำไปยึดให้มันทุกข์ซ้อนลงไปอีก"

ซึ่งประโยคนี้ผมเชื่อว่าคนฟังส่วนใหญ่จะงง ประมาณว่า อ้าวไหงถ้าพ้นทุกข์แล้วยังทุกข์อยู่อีกเล่าหลวงพ่อฯ ฟังเสร็จแล้วมันก็ติดขัดข้องคา อมพะนำอยู่ในใจ555

จริงๆแล้วความหมายที่แท้จริงของประโยคนี้ก็คือ

"สรรพสัตว์ทั้งหลาย(หรือสภาวะธาตุ สภาวะธรรมที่มาประชุมรวมกันเป็นกายใจ)มันก็(โลกุตร)ทุกข์กันอยู่แล้ว(มันก็ไม่เที่ยง ไม่คงทน หรือทุกขังกันอยู่แล้ว) ไม่ต้องไปย้ำไปยึดให้มัน(เกิดโลกีย)ทุกข์ซ้อนลงไปอีก"

พูดแบบขยายความคือ ก็ไม่ต้องไปอุปาทานหรือยึดซ้อนลงไป ไม่ต้องไปตอกย้ำซ้อนลงไปในสภาวะธาตุหรือสภาวะธรรมใดๆที่มันไม่เสถียรอยู่แล้วว่าเป็นตัวเรา มันก็จะพ้นจากโลกียทุกข์ไปเอง คือหมดตัวเราเป็นผู้เสวยทุกข์ เหลือแต่เพียงสภาวะที่มันทุกขังเปล่าๆ(โลกุตรทุกข์)ของมันตามธรรมชาติโดยไม่มีตัวเราเข้าไปเป็นผู้เสวย นี่แหละครับคือเนื้อหาแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์ที่แท้จริงตามพุทธดำรัสของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่การเอาอะไรหรือเอาใครไปพ้นจากทุกข์ แต่ให้ "ปลง" ตัวตนทิ้งเลย ปลงธาตุ ปลงขันธ์ ไม่อะไรกับอะไร คือไม่ต้องมีเจตนาไปใช้ขันธ์ ปล่อยกายธาตุจิตธาตุให้มันสะท้อนสภาวะทุกอย่างโดยอัตโนมัติไปเอง เกิดเองดับเอง(พอไม่มีตัวเราเข้าไปเกิดดับ มันก็ดับอยู่แล้วนั่นไง) จะทำอะไรก็ให้มันเป็นไปเอง โดยที่ไม่ต้องไปว่างแผนซับซ้อน จดจ่อ เขม็งเคร่งเครียดลงไปในการทำสิ่งต่างๆ ปลงตัวตนทิ้งโดยที่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร มันก็จะหมดตัวตนซ้อนลงไปในสภาวะต่างๆที่เราเคยยึด เคยอุปาทานเอาไว้เสียเอง

เมื่อคลาย(อัตตา)ตัวมันเองออกมาจากสภาวะที่ยึดอยู่ โลกียทุกข์มันจึงค่อยๆคลายสลายหายไปด้วย เหมือนมือที่กำหนามค่อยๆคลายออก ความเจ็บปวดก็จะค่อยๆคลายออกจนหายเจ็บ ส่วนกายธาตุจิตธาตุที่มันไม่ใชของเรา มันก็คงทุกขังของมันตามเนื้อหาสัจธรรมอยู่แล้ว นี่คือสาเหตุของความโล่งโปร่งเบาในกายในจิตจากอานุภาพของสัจธรรมแห่งองค์พุทธะจริงๆ ที่เราไม่เคยได้สัมผัสจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ไหน เพราะวิปัสสนากรรมฐานที่สอนๆกันอยู่มันเป็นพระสัทธรรมปฏิรูปทั้งนั้น

ชัดมะ สาธุชนทั้งหลาย

No comments:

Post a Comment