Friday, February 8, 2013

สัจธรรมหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต vs วิปัสสนากรรมฐาน ใครถูก ใครผิด?

จริงๆแล้วผมก็ไม่อยากที่จะเทียบเคียงสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตกับระบบวิปัสสนาแบบเดิมๆครับ เพราะว่าระบบบัญญัติและวิธีการสอนในแบบวิปัสสนากรรมฐานนั้นเข้าข่าย "ช้ำ มั่ว และ รั่ว" ไปหมดแล้ว แต่เนื่องจากยังมีคนอีกจำนวนมากพยายามที่จะเทียบเคียงสัจธรรมกับของเดิมๆที่ตนคุ้นเคย แต่ไม่สำเร็จ และบางส่วนแค่ฟังสัจธรรมนิดเดียวก็ฟันธงลงไปแล้วว่าสัจธรรมที่หลวงพ่อฯสอนเป็นมิจฉาทิฏฐิไปนั่น

นอกจากลีลาธรรม มายากรรมทั้ง 9 ที่อธิบายความผิดพลาดของระบบวิปัสสนาเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว ในตอนนี้ผมก็จะแจกแจงให้เห็นว่า สัจธรรมที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านสอนนั้นจะนำพาผู้ฟังให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่

โดยทั่วไประบบวิปัสสนากรรมฐานนั้นจะใช้การเจริญสติเป็นหลัก โดยมีศีลและสมาธิเป็นบาทฐานในการสร้างสติให้ว่องไว เพื่อใช้ในการตามดู ตามรู้ พิจารณาเห็นความเปลี่ยนแปลงของกาย ของใจ การฝึกสติก็มีทั้งการปฏิบัติในรูปแบบคือการเดินจงกรม นั่งสมาธิ และการภาวนาชนิดไร้รูปแบบ คือดูกาย ดูใจในชีวิตประจำวัน ผู้ปฏิบัติจะต้อง ฝึกอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป็นการเพิ่มพูนปัญญาที่จะทำให้จิตยอมรับกฎของไตรลักษณ์ (มันไม่เชื่อพระพุทธเจ้าไง เลยต้องเข้าไปดูให้แน่ใจว่าจริงหรือเปล่า) คือ ทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งตัวเรานั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่เป็นตัวตน และเป็นการเพิ่มกำลังสติให้คมกล้า ว่องไว ในการตามดู ตามรู้สภาวะต่างๆภายในกาย ในใจ จนเกิดปัญญาขึ้นมาวางสิ่งที่ถูกรู้ ทีละอย่างๆ จนกระทั่งถึงที่สุดคือจิตไม่เกิด พอวางหมดเหลือผู้รู้ ในขั้นสุดท้ายก็ให้ฆ่าผู้รู้เสีย หรือเรียกง่ายๆว่าปลงผู้รู้นั่นแหละ

ส่วนสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ นั้นเน้นให้ปลงตัวผู้รู้หรือวิญญาณขันธ์โดยตรง ไม่ต้องดำเนินขั้นตอนการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหรือสมถกรรมฐานทั้งนั้น เพราะการเข้าไปเจริญ เข้าไปดำเนินการฝึกภาวนานั้นเป็นตัณหา เป็นความอยากที่จะพ้นทุกข์ อยากที่จะหลุดจากทุกข์ อยากที่จะสร้างสุขและพัฒนาจิตตัวเองให้ดีขึ้น เป็นการเอาอัตตาเข้าไปเจริญ ไปดำเนิน ซึ่งกระบวนการปฏิบัติทั้งหมดนั้น ผู้ปฏิบัติมี "เจตนา" ที่จะเข้าไปปฏิบัติ เข้าไปทำ อันหมายถึงการก่อมโนกรรม มีเจตนาเอาวิญญาณขันธ์ไปตามดู ตามรู้ ซ้อนธรรม ซ้อนธาตุ ซ้อนสภาวะซึ่งจะต่อภพต่อชาติไม่รู้จบทุกขณะที่เข้าไปดูนั่นเอง สิ่งนี้คือข้อขัดแย้งจากหลักของไตรลักษณ์และเนื้อหานิพพานที่อยู่นอกเหนือกรรมใดๆทั้งมวล

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านจึงให้ฟังสัจธรรมตรงๆ เพราะสัจธรรมแท้ๆนั้นมีอานุภาพในการคลายอุปาทานความยึดมั่นในขันธ์ทั้งมวลลง พอคลายลงคราวนี้มันก็จะปลงตัวผู้รู้ได้ง่ายๆทันทีโดยที่ไม่ต้องเข้าไปทำเอา คือพอคลายแล้วมันจะปลงไปเอง ดับไปเอง

สิ่งที่นักภาวนาไม่อาจทำใจเชื่อในสัจธรรมได้ก็คือ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านลัดข้ามขั้นตอนการปฏิบัติทั้งหมดไปสู่การปลงผู้รู้โดยตรง(หรือฆ่าผู้รู้นั่นแหละ) โดยที่ไม่ต้องผ่านการฝึกฝนพากเพียรใดๆทั้งสิ้น ตรงนี้ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นไปได้จริงๆหรือ เป็นได้ ได้ยังไง ซึ่งตรงนี้แหละที่ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิบ้าง แชร์นิพพานบ้าง คือไปฟันธงว่าท่านสอนผิดเพียงเพราะเปรียบเทียบ เทียบเคียงกับสิ่งที่ตนเองรู้ไม่ได้นั่นแหละ

เหตุผลที่ทำให้ผู้ภาวนาส่วนใหญ่ไม่เชื่อก็เพราะระบบวิปัสสนานั้นสอนแต่วิธีการ ยึดในวิธีการ ยึดในขั้นในตอน แต่ไม่รู้รหัสนัยแห่งพระนิพพานที่แท้จริง อันเป็นเหมือนรหัสที่จะใช้ไขสู่เนื้อหาพระนิพพาน ดังนั้นการปฏิบัติทั้งหมดทั้งมวลก่อนที่จะถึงขั้นฆ่าผู้รู้นั้นจะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากวิบากกรรมล้วนๆ ซึ่งหลายคนตายก่อนที่จะถึงขั้นตอนสุดท้าย จำนวนมากที่พลาดในขั้นตอนสุดท้าย และเกือบทั้งหมดหลงทางวนเวียนอยู่กับขั้นตอนการปฏิบัติ การฆ่าผู้รู้นั้น จะเอาอะไรฆ่าเล่าถ้าไม่ใช่ผู้รู้ แล้วมันฆ่าตัวเองได้ยังไง ตอบหน่อยได้ไหม?

คำสอนในแนวทางวิปัสสนาจึงมีแต่เนื้อหาบัญญัติ วิธีการ ขั้นตอน แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่มีใครพูดถึงรหัสนัยแห่งพระนิพพานเลย หรืออย่างเรื่องฆ่าจิตผู้รู้ก็เหมือนกัน มันก็มีแต่คำที่เอ่ยถึงตรงนี้เท่านั้น แต่ไม่มีรายละเอียดอื่นๆที่จะช่วยผู้ปฏิบัติไปมากกว่านั้น

จิตนั้นเป็นมายา เป็นอนิจจังเหมือนสิ่งอื่นๆ ดังนั้นถ้าเราจะเข้าไปดำเนินจิตหรือทำอะไรกับจิต สุดท้ายก็จะโดนมันหลอกเอาทุกครั้ง เพราะเราทำ คิด พูดอยู่บนโมหะอยู่แล้ว คือเรียกง่ายๆว่าเมื่อใดก็ตามที่รู้ ที่คิดขึ้นมา มันก็หลงบนโมหะไปแล้ว เหมือนตาชั่งที่ถูกผลิตมาแบบไม่เที่ยงตรงนั้นแหละ จะชั่งอะไร ชั่งยังไงก็ได้น้ำหนักของที่ผิดอยู่วันยันค่ำ จะออกจากกาย ออกจากจิตได้มันก็ต้องปลงทิ้งสถานเดียว เรียกว่าเลิกเล่นเกมกรรมทั้งเป็นหรือตอนลืมตาใสๆนี่แหละ

ทีนี้กลับมาดูการเปรียบเทียบกระบวนการขั้นสุดท้ายของการเจริญสติที่เรียกกันทั่วไปว่า “ถึงกระแสพระนิพพาน”และการปลงเจตนากรรมแบบหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ กันต่อ

เมื่อผู้ที่เจริญสติจนถึงขีดสุดแล้ว จิตเกิดน้อยลงแล้ว สติมีกำลังกล้าแข็ง ว่องไว จนตามรู้สภาวะต่างๆได้ทันเป็นปัจจุบัน เพราะเมื่อผู้ภาวนารู้สภาวะที่มันเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมันดับไปแทบจะทันทีที่รู้ จนปราศจากการเสวยอารมณ์ใดๆ สภาวะแบบนี้เองที่ใกล้เคียงเนื้อหานิพพานที่เกิดจากการไม่ต้องไม่ตั้งตรง ที่ผู้รู้ไม่เสวยอารมณ์เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่การไม่เสวยอารมณ์แบบการเจริญสตินั้น เป็นการเข้าไปไปยึดเอาตัววิญญาณขันธ์อย่างเหนียวแน่น แต่ปล่อยวางสภาวะอื่นทั้งหมดแทน พูดง่ายๆคือมันไปยึดกับขันธ์รู้ขันธ์เดียวนั่นแหละ รู้ๆๆๆๆๆๆ......จนอุปาทานในวิญญาณขันธ์เหนียวแน่นมาก

ส่วนการไม่ต้องไม่ตั้งนั้น จิตมันไม่เสวยอารมณ์เพราะเราปล่อยให้สภาวะที่มันเกิดดับอยู่แล้ว ผ่านไปๆๆๆ ไม่ติดอะไรกับมันแม้แต่นิดเดียว ซึ่งการไม่ติด ก็คือการไม่เสวยอารมณ์ ให้มันสักแต่ว่าผ่านไปๆๆ(โดยไม่แสร้งเข้าไปทำเป็นสักแต่ว่า) ไม่มีความหมายในความเป็นอะไร การที่ไม่มีเจตนาเข้าไปสนตะพายตัวรู้เพื่อใช้ในการเจริญสตินี่แหละ อุปาทานในผู้รู้หรือวิญญาณขันธ์มันก็จะคลายลงเอง พอคลายลงแล้ว จิตที่โดยปกติจะวิ่งไปเสวยอารมณ์ ตลอดจนปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ต่างๆตลอดเวลาก็จะค่อยๆดับไปเอง ช่วงแรกอาจจะติดๆดับๆก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อคลายไปเรื่อยๆมันก็จะดับไปเอง พอจิตมันดับลง เหลือแต่ธาตุขันธ์เปล่าๆที่ยังทำงานอยู่ตามธรรมของมันเอง นี่แหละครับที่เรียกว่าตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานทันที หรือนิโรธทันที

ขณะที่ในระบบวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ภาวนาที่มีสติรู้กาย รู้ใจ จนจิตไม่เกิดแล้ว สุดท้ายยังจะต้องไปฆ่าผู้รู้ เพื่อปล่อยจากการยึดเกาะในวิญญาณขันธ์ หรือพูดง่ายๆว่าไปวางวิญญาณขันธ์อีกเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพราะวางสิ่งที่ถูกรู้ไปหมดแล้วในขั้นการเจริญสติ เหลือเพียงที่ไปยึดตัวรู้อยู่ขันธ์เดียว ซึ่งขั้นตอนนี้แหละที่ยังเป็นปริศนาสำหรับผู้ภาวนาส่วนใหญ่ว่าจะยังไงต่อ ประมาณว่า จะฆ่าผู้รู้ทำไงวะ ฆ่าผู้รู้แล้วจะเป็นยังไง ซึ่งขั้นตอนนี้ จริงๆมันก็คือการปลงตัวรู้ทิ้งนั่นแหละ คือพอเห็นผู้รู้(จิตเห็นจิต) ผู้ภาวนาก็พยายามจะสลัดมันทิ้ง ฆ่ามันทิ้ง แต่คิดหรือว่าการที่ไปเจริญวิญญาณขันธ์จนยึดติดเหนียวแน่นขนาดนั้น มันจะทำให้ปลงรู้ลงได้ง่ายๆ ตัวผู้รู้ของผู้ภาวนานั้นนอกจากจะเหนียวแน่นกับการรู้แล้วมันก็ยังเหนียวแน่นกับปัญญาญาณที่สั่งสมในขั้นการภาวนาด้วย ทำให้ทิ้งตัวรู้ยากมาก ปัญหาใหญ่คือปัญญาญาณที่สั่งสมมาจนเต็มขั้นนั้นสามารถทำให้ผู้ภาวนาวางได้แค่สิ่งที่ถูกรู้ครับ แต่พอจะจัดการผู้รู้จริงๆก็ไปไม่เป็น หรือได้แต่มั่วๆไป เพราะตัวกูมันจะทำอะไรกับตัวกูได้เล่า ผู้ภาวนาแทบทั้งหมดจึงตกเข้าทางอนุสัยเดิม คือเข้าไปทำเอาในขั้นตอนนี้อีก คือมีตัวกูไปทิ้งผู้รู้ ไปปลงผู้รู้ พอปลงเสร็จ ผู้รู้ที่เพิ่งฆ่าผู้รู้ไปเมื่อตะกี้ก็มาปรากฏตัวขึ้นมาอีก ทีนี้มันจะไปไหนได้ ถ้าไม่วนเวียนอยู่ใน 31 ภพภูมิเหมือนเดิม

ขณะเดียวกับคนที่ไม่ต้องไม่ตั้งเอากับธาตุหนึ่ง ขันธ์ใดนั้น ไม่ได้เจริญตัวรู้จนเหนียวแน่นแบบผู้ภาวนา คือก่อนมาเจอหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ มันยึดยังไงมันก็ยึดอยู่แค่นั้น ไม่ได้ไปเจริญวิญญาณขันธ์จนแน่นปึ้กเหมือนผู้ภาวนาที่ชั่วโมงบินสูง เวลาปลงตัวผู้รู้มันก็ง่าย เพราะมันไม่เหนียวแน่นมาก ไม่ได้สะสมปัญญา(หรืออัตตา)มามาก ก็คลายจากความยึดติดในวิญญาณขันธ์ลงเองง่ายๆ พอคลายแล้วมันก็ดับไปเอง ซึ่งจุดนี้ไม่มีใครรู้ว่าพอไม่เอาอะไรกับวิญญาณขันธ์เมื่อไหร่มันจะค่อยๆคลายตัวมันเองแล้วดับไปเอง เพราะไม่มีใครสะท้อนสัจธรรมตรงนี้ให้ฟัง

สิ่งที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านสอนนั้นคือขั้นตอนสุดท้ายในการปลงตัวผู้รู้อันเป็นหัวใจหลักในการหลุดพ้นจริงๆนั่นเอง นอกจากนั้นท่านยังได้ชี้จุดผิดพลาดของเนื้อหาวิปัสสนากรรมฐานที่แต่งเอาเองกันในภายหลังเอาไว้ด้วย และสอนให้ข้ามขั้นความเพียรแบบฤาษี ไปปลงรู้ตรงๆแล้วนิพพานทันที พอท่านสอนตรงๆแบบนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบวิปัสสนาทั้งหมดจึงตกใจเป็นธรรมดา ซึ่งถ้าหากมันง่ายอย่างนี้ก็หนาวสิครับ แล้วจะอยู่กันยังไงเนี่ย...ไม่มีคอร์ส(ฮา) ก็เลยออกมาต่อต้าน ออกมาตีกันเป็นธรรมดา สังเกตได้เลยว่าคนเหล่านี้ไม่กล้าพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่เท่านั้นยังล้อมกรอบลูกศิษย์ลูกหาไม่ให้มาพิสูจน์ด้วย (เล่นข้ามกาลามสูตรหมดเลยแบบนี้ ก็ไปคิดดูแล้วกันว่าที่คุณรักษาอยู่น่ะพระพุทธศาสนาหรืออัตตาของตัวเอง)

อ้าว แล้วทีนี้การปฏิบัติวิปัสสนาทั้งหมดก่อนถึงขั้นตอนสุดท้ายนั่นคืออะไรเล่า?

ขั้นตอนการปฏิบัติทั้งหมดนั่นคือวิบากกรรมครับ วิบากทั้งก้อนเลยครับ จะทำมากี่ปีก็วิบากทั้งหมดนั่นแหละครับ เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆคือขั้นตอนสุดท้ายหรือการปลงตัวผู้รู้นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนกรรมฐานนะครับขอบอก มันมาเติมกันทีหลังไปเองทั้งนั้น ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ถึงได้มั่วกันอุตลุดนั่นแหละ คนที่จบได้จริงๆก็มีครับ แต่น้อยมากๆ เพราะไปจอดสนิทชนิดหาทางออกไม่เจออยู่ตรงการปฏิบัติทั้งนั้น เดี๋ยวฌานบ้าง เดี๋ยวญาณบ้าง วนอยู่อย่างนั้นไม่จบไม่สิ้น

นี่คือสาเหตุทั้งหมดที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านบอกว่าวิปัสสนากรรมฐานที่สอนๆกันทั้งหมดนั่นแหละคือเนื้อหากรรมล้วนๆ ฟังยังไงก็ไม่จบ ฟังยังไงก็ไม่ตรง ยิ่งศึกษาก็ยิ่งวนเพราะมันไม่ใช่สัจธรรม ส่วนใครก็ตามที่ได้ฟังเทศนาธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะตรงๆก็คงจะได้พิสูจน์กันด้วยตัวเองไปแล้วว่าสัจธรรมแท้ๆนั้นยังคงมีอานุภาพอันทรงพลังในการคลายความยึดติดไม่ต่างไปจากครั้งพุทธกาล

ทีนี้ชัดหรือยังครับ ถ้ายังมีจุดไหนที่ไม่ชัดก็ซัดมาได้เลย เดี๋ยวจัดให้ ของแท้ไม่กลัวการพิสูจน์อยู่แล้ว อยู่แล้ว อยู่แล้ว(echo)

No comments:

Post a Comment