Saturday, February 9, 2013

Marketing ชิงเปรต

เปรต เป็นหนึ่งในอบายภูมิที่ อัตคัดขาดแคลน ยากแค้น วังเวง จะกินอะไรก็กินไม่ได้ ที่สำคัญคือไม่ค่อยมีอะไรจะกินด้วยซ้ำไป เปรตทั้งหลายจึงหิวโหย จึงทุกข์ทรมานกับความอยากของตนอยู่เสมอจนกว่าจะหมดวาระกรรม

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเราก็เห็นภาพอย่างนั้นอีกทางหน้าหนังสือพิมพ์ที่ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันเพื่อแย่งซื้อมือถือครึ่งราคาราวกับแจกฟรี ในทางโลกแล้วการที่ผู้คนให้ความสนใจในแคมเปญการตลาดขนาดนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้วครับ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับจิตใจคนแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้สร้างภพภูมิเปรตขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เป็นกรรมกับทั้งคนทำและคนถูกกระทำครับ

ลองพิจารณาดูสิ คนที่อยากๆๆๆๆ แล้วไม่ได้ ต้องแย่งชิง ต้องเบียดเสียดยัดเยียดเพื่อให้ได้มา แล้วพอได้มาก็ต้องหา app มาใส่ ต้องมีเวลาเล่นมันอีก ต้องติดสัญญาทาสใช้งานมันไปอีกกี่เดือนก็ว่ากันไป พอจ่ายค่าแพคเกจมือถือไปแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้มอีก อย่างนี้ไม่ใช่แค่ทาสแล้วครับ เป็นเปรตด้วยเลย

การตลาดทุกวันนี้ก็เลยเป็นการตลาดชิงเปรตอย่างที่เห็นนั่นแหละ นักการตลาดทุกคนจึงตั้งหน้าตั้งตาคิดกลยุทธ์ทุกชนิดออกมาเพื่อที่จะกระตุ้นให้คน "อยาก" ซื้ออยากใช้สินค้าหรือบริการของตน จนผู้บริโภคสมัยนี้จิตใจแทบจะเป็นเปรตกันอยู่แล้ว อาการที่บอกว่าเป็นเปรตคือ เสพอะไรเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ จะเอาอีก เอามากขึ้นอีก ออกไปแสวงหาสิ่งดีๆอีก ไม่เคยมีความสุข ไม่เคยพอ เพราะมันโดนกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่าเปรตครับ

ไม่เฉพาะแค่มือถือหรอกครับ แทบจะทุกวงการเลยก็ว่าได้ ที่คิดแผนการตลาดออกมากระตุ้นให้คน "อยาก" ในสินค้าที่ตนนำเสนอ ผู้ที่เสพสื่อสมัยนี้ก็เลยหลอนไปด้วยแคมเปญการตลาดมากมายที่ดูน่าซื้อน่าใช้บริการไปหมด เหมือนมีคนพยายามเสนอตัวเข้ามาสำเร็จความใคร่ให้ตลอดเวลา หารู้ไม่ว่าเมื่อซื้อไปแล้วเราต้องตกเป็นเบี้ยล่างไปสำเร็จความใคร่ให้เจ้าของสินค้าและบริการนั้นมากกว่าหนึ่งครั้ง(ฮา)

ความมั่งคั่งของผู้คนในระบบทุนนิยมก็มาจากแบบนี้แหละครับ "สำเร็จความใคร่" แล้วไอ้อาการชิงเปรตแบบนี้ก็ลามมาถึงการทำบุญทำทานในพระพุทธศาสนาด้วย

เราก็เลยเห็นการโฆษณาเรื่องผลบุญ อานิสงฆ์ของการทำบุญแบบต่างๆกันยกใหญ่ นัยว่าให้เลือกเอาว่าต้องการผลบุญแบบไหน ก็ทำเอาแบบนั้น อ่านดีๆนะครับ "ทำเอาบุญ" น่ะเขาไม่เรียกทำบุญหรอกครับ ในทางโลกเรียกว่า "ลงทุน" ถ้าทำเอาแบบ "หิวบุญ" น่ะเดี๋ยวจะกลายเป็นเปรตบุญไปอีก ทำบุญแล้วก็ต้องมาเฝ้ามันต่อไปไม่รู้จบ จะทำบุญก็ทำทิ้งไปเลย ให้ทิ้งไปเลย ไม่ต้องไปนั่งเฝ้าให้ดอกผลมันงอกเงยออกมา ให้แบบเกื้อกูลน่ะ สังสารวัฏมันจะได้คลายจากการตั้งเอาบ้าง

แล้วคนที่ทำแคมเปญการตลาดแบบนี้ก็ระวังเอาไว้นะครับ กรรมตีกลับที่เห็นได้ในปัจจุบันก็คือ ตัวเองก็จะมีจิตที่เป็นเปรตไปด้วย ทำอะไรก็ไม่พอ ต้องท้าทายยิ่งกว่า มากยิ่งขึ้น หรูยิ่งขึ้น หิวกระหายตลอดเวลา ตัวเองก็เลยว่ายเวียนอยู่ในวงการที่คิดกลยุทธเปลี่ยนคนให้เป็นเปรต เสร็จแล้วก็เป็นเปรตเสียเอง ไปดูได้ครับว่าคนกลุ่มนี้น่ะ ต้องเสพสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ต้องแสวงหาสิ่งที่มาเติมเต็มตัวเองตลอดเวลา หยุดไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเปรตนักการตลาดก็ได้ครับ

ไม่ใช่แค่ภพภูมิเปรตเท่านั้นที่เกิดขึ้นในจิตของคนรุ่นใหม่ เรื่องการเบียดเบียนกันในการทำมาหากินก็สร้างภพภูมิเดรัจฉานขึ้นมา อินเตอร์เน็ต ร้านเกม ผับ บาร์ ก็สร้างภพภูมิอสุรกายขึ้นมา ผมไปทำบุญที่วัดเกือบทุกอาทิตย์ก็เห็นเด็กวัยรุ่นนั่งใช้นิ้วเขี่ยจอมือถือหรือไม่ก็ tablet ราวกับจะหาความสุขอันเป็นนิรันดร์ในนั้น คิดดูครับไปทำบุญแต่ตัวเองนั่นจดจ่อเป็นอสุรกายอยู่น่ะ ส่วนคนระดับผู้นำทางการเมืองที่ชอบปลุกระดมยุยงให้ผู้คนโกรธเกลียดเคียดแค้นฝ่ายตรงข้าม ก็ได้สร้างภพภูมิสัตว์นรกขึ้นมาในใจของผู้ฟังจำนวนมากไปแล้ว

ทั้งหมดทั้งมวลนี้คิดดูว่ามันสื่อสารออกไปในวงกว้างได้อย่างง่ายดายผ่านทีวี อินเตอร์เน็ต มือถือน่ะ ตอนนี้ โลกก็เลยมีเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก ในคราบมนุษย์เต็มไปหมด

แล้วจะทำยังไงเล่าทีนี้?

ก็ช่างมันสิครับ ก็ไม่ต้องไปเสพมัน ไม่เห็นตายสักหน่อย มีหลายคนแล้วที่พบว่าเมื่อเลิกเสพสื่อแล้วทุกข์น้อยลง สงบมากขึ้น ก็แหงสิครับ เปิดสื่อปั๊บก็กระตุ้นแล้ว ยิ่งพวก social media นี่แล้วใหญ่ ที่ทุกคนต่างก็ออกมาสำเร็จความใคร่ผ่านจอคอมพิวเตอร์กันทั่วบ้านทั่วเมืองได้อย่างง่ายดาย นี่คือความน่ากลัวของสื่อสมัยใหม่ที่ถูกใช้จนผิดที่ผิดทางเปลียนภพภูมิมนุษย์ให้เป็นอบายภูมิได้อย่างรวดเร็ว

คิดดูสิครับ อย่าง social network น่ะเปิดทิ้งไว้แป๊บเดี๋ยวก็ popup เตือนข้อความใหม่ขึ้นมาแทบจะตลอดเวลา บ้าไปแล้ว(แม้ว่าเราจะเข้าไปปรับแต่งการตั้งค่าได้ก็ตามที ก็ที่เข้าไปสมัครเล่นนั่นไม่ได้ตั้งใจจะวนหรอกเหรอ?) บางคนนี่เล่นจนไม่เป็นอันทำอะไรก็มี วันๆได้แต่นั่นเฝ้าจอรอให้ใครสักคนมาตอบโพสต์ของชั้น รอคนมาอวยด้วยการกด like บนโพสต์ของชั้น ก็เพื่อจะได้เป็นแรงกระตุ้นให้ไปวนต่อไม่รู้จบ ก็ไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไมหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านถึงทุบ iPad2 ทิ้งทันที เมื่อมีคนนำมาถวาย เพราะนั่นคือรหัสนัยที่ท่านบอกให้รู้ว่า เลิกวนได้แล้ว ไม่ต้องไปเจริญรู้ เจริญเห็นอีก อีกอย่างคือท่านทุบทิ้งเพื่อโปรดคนถวายเลยนะนั่น เพราะดันไปถวายในสิ่งที่ทำให้วกวนในธาตุขันธ์ แล้วบุญที่ได้กลับคืนมันก็คือความวกวนปิดบังในสัจธรรมนั่นแหละ ท่านเลยจัดให้เลย จะได้เลิกหลงเสียที

ทุกอย่างก็ "ช่างมัน" ครับ เลิกเป็นผู้บริโภคไปเลย เลิกเป็นบุคคลพิเศษของนักการตลาดไปเลย จะซื้ออะไรก็เพียงให้พอกับธาตุขันธ์เท่านั้นพอ ไม่ต้องไปฟังคำโฆษณา มันหลอกลวงทั้งนั้น แค่เป็นตัวเองก็แย่แล้ว จะให้เป็นโน่นเป็นนี่อีกยุ่งตายห่า ไม่ต้องไปรับอุปโลกน์สมมติของใครที่เราไม่รู้จักมาสวมอีก ไม่ต้องพยายามเป็น somebody หรอกครับ เพราะการตลาดจริงๆไม่มี somebody ครับ มันเป็นเรื่องหลอกลวง จริงๆมันมีแค่เหยื่อกับผู้ล่าเท่านั้นเอง

นักการตลาดเขาไม่ได้ต้องการยกย่องคุณจริงๆหรอก เขาต้องการเงินของคุณต่างหาก

No comments:

Post a Comment