Sunday, February 10, 2013

หลงทิฏฐิ(Lost in Translation)

เมื่อก่อนผมเคยเป็นโรคใจอย่างหนึ่ง คือไม่รู้เป็นอะไร พออยุ่ท่ามกลางคนหมู่มากแล้วรู้สึกวังเวง เงียบเหงา เหมือนไม่มีใครสักคนอยู่ตรงนั้นกับเรา

ผมเองจึงชอบความสันโดษมากกว่าการสังสรร เรียกว่าเป็นคนเหงาในเมืองใหญ่ก็เห็นจะได้

เคยมีใครที่รู้สึกว้าเหว่วังเวงแม้จะถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนจำนวนมากเหมือนผมบ้าง?
เคยมีใครที่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราบ้าง?

เชื่อว่าทุกคนก็คงจะผ่านอะไรๆแบบนี้มากันแล้วทุกคน แต่ใครจะเอะใจว่ามันคืออาการ Lost in Translation

แล้วไอ้การ Lost in Translation นี้มันเกิดจากอะไรกันแน่?

ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปเล่าพื้นฐานการรับรู้ของมนุษย์กันหน่อย

โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์เกิดมาเพราะมีดวงจิตมาจุติในครรภ์มารดา ธรรมชาติของดวงจิตนั้นก็คือการรับรู้ แต่เป็นการรับรู้เปล่าๆโดยไม่มีความหมายอะไรนะครับ ดังนั้นเด็กแรกเกิดจึง ถือได้ว่าเป็นบุตรแห่งพุทธะอยู่แล้ว สว่างมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว เพียงแต่ดันมาตกอยู่ในกองกรรม เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะที่ตกลงบนดิน ซึ่งคุณภาพของดินนั้นก็แตกต่างกันไปแล้วแต่บุญกรรมที่เคยทำมา จะสังเกตได้ว่า เด็กเล็กๆนั้นไม่ติดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนั้นแหละครับลักษณะจิตแบบพระอรหันต์ ไม่ติดกับสภาวะใด

แต่พอถูกเลี้ยงดู เติบโตมาด้วยลักษณะแห่งกรรมจากพ่อแม่ที่มีกรรมสัมพันธ์กัน จิตดวงเดิมก็เริ่งปรุงแต่งไปบนอวิชชา ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆอันเป็นสมมติแล้วเข้าไปยึดว่าเป็นจริง เป็นแบบนี้มากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น จากเด็กน้อยที่ไม่มีความทุกข์ก็เริ่มทุกข์ พอทุกข์ก็เริ่มหาทางออกให้ทุกข์ของตน ด้วยการแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางโลก ใครกรรมน้อยหน่อยก็มาทางธรรม แต่เมื่อยังไม่ได้เจอสัจธรรมของแท้ ก็ต้องดิ้นรนไปบนผลของทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ไปเรื่อยๆ จากประสบการณ์ทางโลกที่รับรู้ผ่านอายตนะทั้งหลาย กลายเป็นสัญญาที่เด็กน้อยนึกว่าเป็นเรื่องจริง ก็ได้กลายเป็นกรงกังขังเขาเอาไว้ในสภาวะแคบๆแห่งการยึดติดมากขึ้นๆ

พูดง่ายๆว่ายิ่งโตยิ่งยึด ยิ่งโตยิ่งทิฏฐิในตนมากขึ้น แต่ถ้ามีปัญญาของเก่าสั่งสมมาบ้าง เด็กบางคนก็จะรู้ว่าไอ้ที่เขาทำอยู่ เป็นอยู่และไอ้ที่ผ่านไปแล้วมันไม่ใช่ อะไรก็ไม่ใช่ มันก็จะกลั่นกรองตัวเองไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้เจอสัจธรรมที่แท้จริง เสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนั้นครับ มนุษย์ส่วนใหญ่จะหลงโลกครับ หลงไปกับสภาวการณ์ทั้งหลายบนโลก อีกส่วนหนึ่งก็หลงธรรม แล้วก็ไม่ต้องแยกแยะนะครับ หลงเหมือนกันไม่มีอะไรแตกต่าง

เมื่อยิ่งหลงยึดติดในทิฏฐิความเห็นความหมายของตนมากเข้าๆถึงจุดหนึ่ง มันก็จะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง คือพูดเองเออเองเข้าใจแบบของตัวเอง โดยที่ไม่ได้เข้าใจคู่สนทนาจริงๆ ตรงนี้ล่ะครับคือจุดที่คนๆนั้นเข้าสู่โลกของตัวเองโดยสมบูรณ์ จะสื่อสารยังไงมันก็จะเข้าใจในแบบของตัวเองอย่างเดียว คือสื่อสารเพื่อตัวเอง สื่อสารให้ตัวเองรู้สึกดีกับตัวเอง แล้วทุกวันนี้ผู้คนเป็นแบบนี้กันเยอะมากๆ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ปฏิบัติธรรม โลกมันก็เลยยิ่งวังเวงมากขึ้นทุกวันๆ เพราะบางที่เราคิดว่ารู้จักคนๆหนึ่งจริงๆ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้เข้าใจเขาจริงๆ แต่เป็นการเข้าใจไปเองทั้งนั้น ว่าเขาเป็นแบบนั้นแบบนี้ คนสมัยนี้จึงเป็นกรรมกับทิฏฐิเยอะ พอเป็นกรรมทิฏฐิเยอะ มันก็ไปบังสัจธรรม ฟังสัจธรรมไม่เข้าใจไปอีก กรรมกับทิฏฐิเยอะนี่โมฆะนะครับ พูดเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ ผู้ที่ไม่เข้าใจสัจธรรมก็จะเป็นลักษณะนี้ครับ คือยึดแต่ความเข้าใจเก่าๆ มุมมองเก่าๆ พอได้ยินสัจธรรมที่เรียบง่ายขึ้นมาก็เอาไปเปรียบเทียบกับของเก่าที่ตนเข้าใจผิดๆเอาไว้ แล้วก็ไม่ยอมรับเพราะไม่เข้าใจสัจธรรม

ทีนี้แล้วจะแก้ยังไง?

ไม่ต้องไปแก้ครับ เราไม่มีธุระอะไรกับใคร ไม่มีธุระแม้กระทั่งกับตัวเอง ทุกอย่างมันคลายตัวมันเองอยู่แล้วแม้กระทั่งทิฏฐิ เพียงแค่ให้เหตุปัจจัยหรือกรรมตรงนั้นมันหมดไปเสียก่อน เดี๋ยวเขาก็จะคลายออกจากทิฏฐินั้นไปเอง แต่ถ้าทำให้เราอยู่กับเขาคนนั้นได้ยาก บางทีก็อาจจะเป็นเพราะที่ทิฏฐิเราผสมเข้าไปด้วยมันก็เลยยากขึ้นไปอีก ก็ไม่ต้องไปหวังอะไรจากใคร เพราะขนาดเรายังหวังอะไรจากตัวเองไม่ได้เลย

หรือไม่อย่างนั้นก็ขอขมากรรมแทนเจ้าตัวไปเลยครับ ขอขมากรรมในส่วนที่เคยยึดในทิฏฐิ ยึดในปัญญาเอาไว้ ขอขมากรรมบ่อยๆเดี๋ยวก็คลายไปเองครับ

No comments:

Post a Comment