Thursday, February 28, 2013

วิญญาณหลงทาง (Lost in Space)

ว่าแล้วก็ขอเขียนถึงชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้เสียทีเถอะ เพราะมันถูกใจจริงๆ ตั้งเอง ชงเอง ตบเอง ใครจะทำไม 555

Lost in Space นั้น เคยเป็นชื่อหนังไซไฟของฝรั่งว่าด้วยการเดินทางในอวกาศ แต่ Lost in Space ที่ผมเอามาตั้งเป็นชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือ "วิญญาณหลงทาง" นั้นมันแปลว่า "หลงทางในความว่างเปล่า"

ทำไมถึงว่างเปล่า?

ก็ขอย้อนกลับไปที่กฏไตรลักษณ์ ซึ่งผมมักจะอ้างอิงเสมอๆว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง เสื่อมไปโดยตัวมันเอง และไม่มีอะไรเป็นตัวตน ซึ่งไตรลักษณ์นี่แหละครับที่เป็นจริงกับทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทุกคน ตั้งแต่ฆาตกรต่อเนื่องยันรัฐมนตรี และไตรลักษณ์นี้เองที่เป็นรหัสนัยแห่งพระนิพพานบอกเราตรงๆว่า ทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว ที่เป็นเราเป็นเขา เป็นแดงเป็นเหลืองอะไรกันอยู่นี่ก็เป็นไปเพราะความหลงทั้งนั้น นี่ว่ากันถึงแก่นของพระพุทธศาสนา ซึ่งครอบคลุมถึงทุกสรรพสิ่งในจักรวาลอันเป็นสากล

ทีนี้เรามาดูกันในเชิงวิทยาศาสตร์บ้างว่าทำไม? มันถึง "หลงทางในความว่างเปล่า" กัน

คนเราเกิดมาก็ประกอบด้วยกายและใจ คนหนึ่งคนนั้นก็ประกอบไปด้วย "กลุ่มของตัวรับรู้"ที่ใช้ติดต่อสื่อสารสองทางกับสภาพแวดล้อมภายนอก อันเรียกเป็นภาษาบาลีว่า อายตนะ ประกอบไปด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นอกจากนี้ก็ยังมีอวัยวะอื่นที่ประกอบกันเป็นร่างกาย เช่น แขน ขา หัวใจ ตับ ปอด ลำไส้...พอนะครับ เริ่มหิว(ฮา) และผมขออุปโลกน์คนๆนี้ว่าชื่อคุณสุธีร์ก็แล้วกัน เพราะเห็นว่าแกเกิดมา 3-4 ชาติก็ยังขอใช้ชื่อเดิมอยู่ตลอด(มุขคนแก่น่ะ ฮาๆ)

คุณสุธีร์นั้นเป็นชื่อสมมติที่ใช้ในการเรียกกายและใจกลุ่มก้อนหนึ่งที่มารวมตัวกัน คุณสุธีร์จึงประกอบไปด้วยอายตนะ ลำตัว แขน ขา ฯลฯ

แล้วอวัยวะที่คุณสุธีร์เชื่อว่าเป็นของตนก็สามารถแยกหน่วยย่อยลงไปอีก จากแขนหนึ่งข้างก็ประกอบไปด้วย เลือด เนื้อ ไขมัน กระดูก เส้นเอ็น ฯลฯ

เลือด ก็สามารถแบ่งองค์ประกอบแยกย่อยลงไปได้อีกคือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด น้ำเหลือง น้ำ ฯลฯ

เซลส์เม็ดเลือดแดงก็สามารถแบ่งแยกย่อยลงไปได้อีกเป็นธาตุเหล็ก สารอินทรีย์ น้ำ ไมโตครอนเดรีย ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ แร่ธาตุต่างๆ (เริ่มมั่วแล้วครับ..ฮา)

และถ้าจะแยกย่อยโดยการใช้เครื่องมือทางฟิสิกส์ระดับอนุภาค เราก็จะได้เป็นอะตอม ที่มีโปรตอน นิวตรอน และอิเล็คตรอน เป็นทฤษฏีแบบยุคเก่า

แต่เมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์พบว่า หากแยกย่อยต่อไปเรื่อยๆ ก็จะพบแต่การสั่นสะเทือนของความถี่ ธาตุและสสารจริงๆนั้นไม่มี!!!

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมแสงจึงถูกมองได้เป็นสองลักษณะคือ เป็นอนุภาคและเป็นคลื่นความถี่

ผมไม่ได้จะมาสอนฟิสิกส์นะครับ แต่กำลังจะชี้ให้เห็นว่าที่สุดแล้ว สิ่งต่างๆที่เราเห็น เราสัมผัสนั้น เป็นไปตามวิธีที่เราใช้ในการ "เห็น" หรือ "รับรู้" สิ่งต่างๆนั่นเอง

ถ้ามองร่างกายคนเราโดยอิงจากองค์ประกอบที่เห็นด้วยตา ก็เรียกว่า ชีววิทยา
ถ้ามองร่างกายโดยอิงจากความเป็นธาตุก็เรียกว่า เคมี
แต่ถ้ามองร่างกายโดยอิงจากสสารและพลังงานก็เรียกว่าฟิสิกส์

เราเคยศึกษาเรื่องโปรตรอน นิวตรอน อิเลคตรอนก็เพราะสมัยนั้น เครื่องมือในการรับรู้อนุภาคสิ่งขนาดเล็กมันสามารถทำได้แค่นั้น (แต่แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนไม่มีความแตกต่างใดๆเลย ไม่ว่าจะเลือดของเราหรือสารกัมมันตรังสี) แต่สมัยนี้ ทฤษฏีที่ว่ามันเปลี่ยนไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบอนุภาคใหม่ๆมากขึ้นกว่าเดิมมากมาย หรือแม้แต่ค้นพบสสารที่มองไม่เห็นซึ่งเรียกว่า Ether ที่แทรกอยู่ในทุกสรรพสิ่ง(ยังเป็นทฤษฏีอยู่ แต่ในทางอจิณไตยนั้นก็รู้กันหมดแล้วว่าคืออะไร) เพราะเครื่องมือที่เราใช้ในการ "รับรู้" หรือ "มอง" มันเปลี่ยนไป มันละเอียดขึ้น(และทำให้เราหลงมากขึ้น)

หรือลองมาพิจารณการเกิดภาพในสมองของเราก็ได้ครับ การเกิดภาพในสมองของเรานั้นก็เกิดจากแสงเดินทางไปกระทบวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่ตาเรา ตาของเราก็มีเซลส์รับภาพแล้วแปลงภาพนั้นเป็นกระแสไฟฟ้า ส่งไปประมวลผลแล้วสร้างภาพขึ้นที่สมอง แปลความหมาย ค้นหาสมมติบัญญัติอ้างอิงให้เรียกได้ถูกต้อง

ถามว่าเราเห็นภาพต่างๆจริงไหม?

ทีนี้ขอยกกรณีเปรียบเทียบ มาดูกรณีคนบ้ากันดีกว่าครับ ที่เราตัดสินใครว่าเป็นคนบ้า ส่วนใหญ่ก็เพราะมาจากการที่เขาไปเห็นและได้ยินอะไรที่ไม่มีอยู่จริง เพราะเราส่วนใหญ่รับรู้ไม่ได้ แล้วก็หวาดระแวงหวาดกลัวสิ่งที่เราๆท่านๆที่นึกว่าตัวเองเป็นปกติมองไม่เห็น ซึ่งอันนี้เป็นนิยามและการตัดสินจากมุมมองของคนที่คิดว่าตัวเองปกตินะครับ ดังนั้น ใครเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นก็เงียบเอาไว้ละกัน(ฮา)

แต่ถามกลับว่าถ้าภาพที่คนบ้าเห็นนั้น เป็นภาพจริงที่เกิดขึ้นในสมองของเขา และเป็นกระบวนการเดียวกันที่เกิดภาพในสมองของคนที่คิดว่าตัวเองปกติ อย่างนี้เราจะเรียกว่าเขาบ้าได้จริงๆหรือ..เอ๊ะหรือเราก็บ้าวะ 555+

ก็ภาพในหัวของเราน่ะ มันเป็นได้ทั้งภาพ(โดยการรับรู้ของเราเอง) เป็นได้ทั้งความคิด(โดยการรับรู้เชิงจิตวิทยา) เป็นได้ทั้งคลื่นความถี่(โดยการรับรู้ผ่านเครื่องจับความถี่) เป็นได้ทั้งกระแสไฟฟ้า(โดยการรับรู้ผ่านเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าชีวภาพ) เป็นได้ทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงเคมี(โดยการรับรู้ผ่านธาตุ ของเหลว เนื้อเยื่อ)

ถามกลับอีกว่า...ตกลงอะไรกันแน่ที่ "จริง"

ทีนี้ย้อนกลับไปที่บอกว่า นักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบแล้วว่า ถ้าหากแยกย่อยองค์ประกอบของสสารลงไปเรื่อยๆก็จะพบว่า ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงความถี่ที่สั่นสะเทือนเท่านั้น ซึ่งวิธีและเครื่องมือที่เราใช้มองเห็นสสารนั้นเป็นเพียงคลี่นความถี่ ก็เป็นเพียงแค่ความถี่ที่สั่นสะเทือนเหมือนๆกัน เพียงแต่ต่างค่าความถี่กัน แล้วอย่างนี้มันจะมีใครเห็นอะไร รู้อะไร เข้าใจอะไรจริงๆได้เล่า!!!

สุดท้ายคุณสุธีร์ ผม คุณท่านทั้งหลายก็ล้วนเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่ใช้เรียกความว่างเปล่าทั้งนั้น และสังสารวัฏนี้ก็ไม่ใช่อะไรเลยเป็นเพียงความหลงปรุงแต่ง(คิด) หลงยึด หลงดิ้นรนไปเองทั้งนั้น โลกธาตุที่มีขึ้นมาได้ก็เพราะการอ้างอิงเอาจากพื้นฐานการรับรู้ที่เหมือนๆกันของสรรพสัตว์กลุ่มหนึ่งเท่านั้น หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านจึงบอกไงว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายจะไม่มีใครได้อะไรจากสังสารวัฏนี้เลย

ก็เพราะมันว่างเปล่านั่นแหละครับ เอาก็ไม่ได้ ยึดก็ไม่ได้ ไม่มีใครเอาอะไรจากใคร ฝันกลางวันแท้ๆ ไม่มีแก่นสารสาระอะไรให้ยึดได้เลย

โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาล ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นอ้างอิงกับการหลงไปรับรู้และปรุงแต่งทั้งนั้น อย่างที่มีปราชญ์ทางตะวันตกเคยพูดวลีอมตะเอาไว้ว่า "เมื่อฉันคิด ฉันจึงเป็น" ซึ่งสะท้อนความเป็นสังสารวัฏได้ดีทีเดียว

นี่แหละครับที่เรียกว่า วิญญาณหลงทาง เห็นเอง รู้เอง คิดเอง เออออไปเอง จึงหลงไปมี หลงไปเป็น หลงไปมี"ทาง" หลงไปบนสรรพสิ่งที่ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่อะไร หลงทางบนความว่างเปล่าจากตัวตนใดๆ แต่นักวิทยาศาตร์ก็ยังไม่ได้เข้าใกล้ความจริงนี้เท่าไหร่หรอกครับ เพราะ ติดในอัตตา ไม่รู้ไม่เข้าใจไม่ได้ มันก็ไปวกวนกับอัตตวิสัยเดิมๆ พอเลิกงานกลับบ้าน เขาก็ไปหลงอยู่กับความมีความเป็นกันต่อไป

ก็ไม่เป็นไรหลงได้ก็หมดหลงได้(ทุกขังอยู่แล้ว) เพราะทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้วทั้งนั้น หมดหลงเมื่อไหร่ก็จะแจ้งตรงนิพพานไปเองนั่นแหละครับ ก็ให้ปลงไม่ใช่หลงกลไปทำอะไรกับมายาการแห่งสังขารการปรุงแต่งเอาอีก

ขึ้นชื่อว่ามายาแล้ว หากยิ่งหลงไปทำอะไรๆกับมัน เราก็จะยิ่งเชื่อว่ามันเป็นจริงมากเท่านั้นแหละครับ

No comments:

Post a Comment