Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#6

  • “หน้าตา”, “เนื้อหา”, “อาการแสดง” ของ “ตัณหา – อุปาทาน” = “กิเลส” = ทุกขสมุทัยสัจ คืออย่างไรเล่า? เราต้องแยบคาย , สำเหนียก , สำนึก ,เอะใจ,เฉลียวใจเรื่องนี้ให้ดี ๆ 
 คนทั่วไปเมื่อสนใจธรรมะ ก็มุ่งแต่จะ “ยึด” “in” “เอา” “หา” “ทำ” “สร้าง”

            “สะสม”“รักษา”ซึ่งศีล, สติ, สมาธิ, ปัญญา, ฌาน, ญาณ เพราะ “เข้าใจว่า”
     ถ้ามีสติ , ศีล , สมาธิ , ปัญญา , ฌาน , ญาณ(อย่างที่หลงเข้าใจ) เมื่อมีแล้วจะช่วย “กำจัด” “กิเลส” ได้แต่ “ตามความเป็นจริง” แล้ว “ไม่มีอะไร” จะไป “ทำอะไรๆ” ได้จริงเลยซักอย่างเพราะทุกอย่าง หลุดกันเองอยู่แล้ว กิเลสก็หลุด ,ธรรมะก็หลุด เหมือน ๆ กัน  มีสัจจะอันเดียวกัน  สิ่งเหล่านั้นมีไว้ก็เพียงแค่ “กันหลง”อนุสัย-ความคุ้นชินที่จะวนเวียนมาหลอกหลอน(ให้เอา-ไม่เอา,ให้หนี-ให้สู้,ให้มีคติ-อคติ...) ไม่ใช่แบกไว้ทรงไว้หรือไปเจริญมัน

       “ ความเข้าใจผิด ๆ ” ก็นำไปสู่ “การกระทำ” = “กรรม” คือ เจตนาไปทำรู้  ทำดู  ทำเห็น อาการที่ไปทำขึ้นอาทิเช่น อาการคอย-คอยรู้, อาการเฝ้า-เฝ้ารู้, อาการตาม-ตามรู้, เจตนาสร้างวิธีการ - เครื่องมือที่จะไปทำการละ , ทำการปล่อยวาง, กำจัดสิ่งซึ่งไม่มีอยู่จริง สิ่งที่ดับด้วยตัวเอง –วางเอง - ว่างอยู่เองแล้ว ท่านจึงเรียกว่า โมหะกรรม  กรรมกิเลส  เพราะมีผลคือเกิดความทุกข์ยาก ลำบากไปซะเอง  ดังแผนภาพ
ให้เราเข้าใจ “ความเป็นจริง” ว่าทุกธาตุ, ทุกขันธ์
  • ไม่มีความหมายโดยตัวของมันเอง, มันไม่ใช่สิ่งที่พยายามจะเป็นอะไร แม้แต่จะเป็นตัวมันเอง
  • ไม่มีเจตนาที่จะย้อนกลับมาดูตัวเอง หรือมากำหนดตัวมันเอง ไม่ต้องพูดถึงการมีเจตนาหรือความจงใจที่จะไปดู หรือไปกำหนด ธาตุอื่น, ขันธ์อื่น
  • มันไม่ต้องการอะไร ไม่เอาอะไร แม้แต่ สติ สมาธิ ปัญญา เพราะมันมีความดับของมันอยู่เองแล้วโดยบริบูรณ์ ไม่ขาด-ไม่เกินแม้แต่น้อยนิด มีแต่ความหลงเท่านั้นที่ว่า-ไม่พอ การกระทำที่ไม่ตรงหรือสอดคล้องต่อสัจจะ ล้วนแต่เป็นผลจากโมหะ-ตัณหาอุปาทานทั้งสิ้น จึงไม่อาจพ้นทุกข์ได้จริง เพราะตัวกระทำมันเป็นทุกข์ในตัวมันเองอยู่แล้ว นับเป็นความเกิด( ชาติปิทุกขา )ไปเรียบร้อยแล้วที่เรียกว่า “กรรมภพ”และยังมีผลไปกดดันธาตุขันธ์อื่นๆให้ปั่นป่วนเรรวน วุ่นวายตามไปด้วย และที่สำคัญคือเจตนากรรมนั้นจะปิดบัง บิดเบือนความเป็นจริงที่เรียกว่า ธรรมโดยธรรม ให้กลายเป็น กรรมซ้อนธรรม
“ความเข้าใจผิด ๆ” เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ”คือความเข้าใจที่ไม่ตรงต่อรหัสนัยของความเป็นจริงของสภาวะอันเป็นความเป็นจริงแท้-ถึงที่สุด หรือ  รู้บางส่วน รู้คลุมเครือ นำไปสู่ “การกระทำ”อื่นๆ เรียกว่ามิจฉา...ทั้งหลาย อันเป็นความดิ้นรนทางใจไม่รู้จบ อีกทั้งกลับเป็นการสืบสานโมหะ อวิชชาไปเรื่อยๆ
  •  แบบโลก ๆ ก็ อยาก ก็ยึดใน ปัจจัย 4 , โลกธรรม 8 ฯลฯ
  • แบบคนดี ก็มีโมหะ ตัณหา อุปาทานในการทำหน้าที่หรือความดี  ก็ต้องได้รับความทุกข์จากการทำหน้าที่หรือการทำดีนั้น
  • แบบนักปฏิบัติทำ ก็ดิ้นรนขวนขวาย ตะเกียกตะกาย มุมานะ...ให้ได้ ให้มี 
         ให้เป็นซึ่งสติ ศีล สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญา งมหาทางพ้นทุกข์ งมหาทางว่าทำอย่างไรจึงจะถูกหรือรอคอยผลงาน คอยความสำเร็จหรือแม้แต่รอคอยการบรรลุธรรม บรรลุพระนิพพาน  ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ 

         ก็ไม่รู้หรืออย่างไรว่า  การไปทำมันขึ้น หรือความดิ้นรน-รอคอยนั้นเป็นเนื้อหาของความไม่จบไปซะเอง เพียงแค่เลิกหา เลิกดิ้น เลิกทำ ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ก็ตรงต่อความจบของมันเองอยู่เองแล้วเลยทันที ไม่ใช่การทำกิจให้จบ แต่หมายถึงการยุติ(กิจ)กรรม  ยุติทำ

No comments:

Post a Comment