Wednesday, February 13, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#7

ความเป็นนิกายนั้นเกิดจากความแตกต่างแห่งทิฏฐิความเห็นความหมายของปุถุชนที่ไปตีความพระธรรมแบบเข้าข้างตัวเอง

ก็ในเมื่อสัจธรรมแท้มีเพียงหนึ่งเดียวคือพระนิพพาน

แล้วจะเอาอะไรมาแบ่งแยกได้อีกเล่า...นอกจากความหลง

----------------------------------------------------------------------------

เนื้อหาของศีลที่แท้จริง

เนื้อหาของศีลนั้นคือการ "ละเว้น" เสียซึ่งการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ไม่ใช่การเข้าไป "รักษา" หรือไป "ถือ" ศีล เพราะศีลไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่ภาระ

พระ พุทธเจ้าท่านลงมาเพื่อทรงนำพาให้ปวงสัตว์ทั้งหลายออกจากทุกข์ ออกจากความวกวนในสังสารวัฏ ไม่ใช่เพิ่มภาระ เพิ่มความทุกข์ให้กับสรรพสัตว์เสียเอง

ที่เข้าใจกันผิดๆ ไปรักษาศีล ไปถือศีล มันก็จะเป็นตัณหาในศีล ตัณหาในความดีอีก ทั้งยังเป็นศีลที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะไปเบียดเบียนตนเองด้วยการหาภาระทุกข์ให้ตนเองในการเข้าไปรักษา ไปถืออีก

ก็แค่ละเว้นมันก็เป็นศีลธรรมชาติไปเองครับ ไม่ต้องอาราธนาให้ยุ่งยาก เรืองแบบนี้จิตมันรู้เองทั้งนั้น

---------------------------------------------------------------------------------

รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ ธรรมารมณ์ทั้งหลายล้วนแต่เป็นปลายเหตุ ต้นเหตุล้วนเกิดจากอวิชชาซ้อนในจิต ก็ไม่ต้องหลงระเริงไปกับจิต ว่ามันจะจิตแบบไหน ใจอย่างไรก็ช่างมัน ไม่ต้องไปบังคับมันให้ทรงให้มันดำรงเป็นอัตตาตัวตนอยู่เป็นสติ เพราะสติแบบนี้คือสติปุถุชน เป็นอัตตาซ้อนสติ

ก็ปล่อยให้สิ่งกระทบทั้งหลายผ่านไปโดยไม่ต้องมีตัวเราซ้อนลงไป ไม่ต้องให้มีตัวเราในรู้ใดๆ ไม่ต้องมีตัวเราในจิตใดๆ แล้วนั่นแหละจะเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมไปเอง

เพราะมีถ้ามีตัวตนซ้อนลงไปในสภาวะธรรมใดๆก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเราแล้ว นั่นแหละคือผู้ประมาทในธรรม(ที่โดยธรรมอยู่เองแล้ว) ก็จะตายจากธรรมเกิดเป็นกรรมและสังสารวัฏขึ้นมาแทน

-----------------------------------------------------------------------------

พูดธรรมแล้วจบโดยธรรม
สะท้อนแต่เพียงดับเหตุ
...ธรรมนั้นคือสัจธรรม

พูดธรรมแล้วไม่จบโดยธรรม
แต่ต่อเติมเหตุจนเป็นกรรม
...ธรรมนั้นคือ อวิชชา

--------------------------------------------------------

ธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว(ทุกขังอยู่แล้ว) แล้วจะไปบังคับเอาให้เป็นอัตตาตัวตนในธรรมนั้นอีกทำไม

--------------------------------------------------------

การเลี้ยงลูกไม่ให้เขารู้สึกขาดอะไรนั้น ไม่ใช่การไปประเคนทุกสิ่งให้เขารู้สึกว่าตนเองพิเศษ หรืออยากได้อะไรก็ได้ เพราะอย่างนั้นมันเป็นการบำเรอตัณหาของเด็ก แล้วเด็กก็จะเติบโตมาแบบหลงโลก เติบโตมาแบบสัตว์โลก แล้วก็ต้องมาดิ้นรนสนองตัณหาตนเองอีกในเบื้องหน้า

การเลี้ยงลูกไม่ให้เขารู้สึกขาดอะไรนั้น ก็คือให้เลี้ยงเขาแบบพอดี ในสถานการณ์ปกตินั่นแหละ เลี้ยงให้มันธรรมชาติธรรมดา ไม่ต้องบ้าจี้อุปาทานไปกับตัณหาของพ่อแม่คนอื่น ประมาณว่าลูกคนนั้นมี ลูกเราก็ต้องมีบ้าง พอไม่มีแล้วก็ไปบ่นกับลูกว่าสักวันลูกต้องมีบ้าง แบบนี้แข่งกันเป็นสัตว์ แข่งกันเจริญตัณหา เด็กที่มันไม่ขาดมันก็จะรู้สึกว่าขาดทั้งๆที่มันก็ไม่ได้ขาดอะไร

เอาตัณหาเลี้ยงลูกน่ะ เวลามันทุกข์ก็ไม่ต้องไปโทษใครหรอกฝีมือพ่อแม่ทั้งนั้น

ก็มันเกิดมาตัวเปล่ากันทุกคน แล้วมันจะขาดได้อีกอะไรเล่า

No comments:

Post a Comment