Wednesday, February 27, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#36

รู้ตัวว่ามีสติก็หลง
รู้ตัวว่าไม่มีสติก็หลง
รู้ตัวว่าไม่หลงก็หลง
รู้ตัวว่าหลงก็หลง
เพราะอาการทั้งหลายที่ว่ามาทั้งหมด
ล้วนเกิดจากตัณหาในความอยากที่จะมีสติ
อยากที่จะรู้สึกตัว อยากที่จะได้นิพพาน
เป็นอัตตาซ้อนในรู้ ซ้อนในสติ
สิ่งนี้ล้วนเป็นสมุทัยและสักกายทิฏิฐิทั้งนั้น

จะให้พ้นจากความหลง พ้นจากสักกายทิฏิฐิได้
ก็ต้องปล่อยสติ เลิกบังคับสติ
แล้วมันจะรู้ของมันเองแบบไม่มีอัตตาซ้อนรู้
หมดตัวกระทำ หมดเราในการรู้
เมื่อนั้น ผู้รู้จึงไม่ปรากฎ สิ่งที่ถูกรู้จึงไม่มี
หมดความแตกต่างในทุกสภาวะ และตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานทันที

-----------------------------------------------------------------

ไม่ว่าจะความอยากหรือไม่อยาก
ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้ชีวิตยุ่งยากได้พอๆกัน

-----------------------------------------------------------------

เธอทั้งหลายดิ้นรนแสวงหาความสุขมาเติมเต็มให้ชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า
โดยหารู้ไม่ว่าแค่เพียงเธอปลดปลงทุกข์ที่เธอแบกกันมาตลอดชีวิตลง
มันก็จะสุขของมันไปเอง โดยไม่ต้องดิ้นรนสาละวนหาความสุขอื่นใดมาชดเชยอีกเลย

----------------------------------------------------------

นิพพานไม่ใช่แค่หมดอยาก
แต่หมดความไม่อยากด้วยพร้อมๆกัน

----------------------------------------------------------

สัจธรรมไม่ใช่ความหลากหลายในแง่มุมธรรมใดๆ
ไม่ใช่ธรรมที่มีระดับชั้นอะไร อย่างที่มีคนแบ่งหมวดหมู่เอาไว้
ไม่ว่าจะธรรมระดับสูง หรือธรรมสำหรับคนทั่วไป...ก็ไม่ใช่
สัจธรรม คือ ธรรมที่สามัญที่สุดในโลกธาตุ
และเป็นธรรมที่สรุปจบความหลากหลายทางทิฏฐิให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง

----------------------------------------------------------

ชีวิตและโลกที่คับแคบมาจากทัศนคติที่คับแคบ
ทัศนคติที่คับแคบก็มาจากที่ดำริมีทัศนคติขึ้นมานั่นเอง
จะเป็นอิสระจากทัศนคติทั้งปวงได้ ก็ทิ้งทุกทัศนคติ ไม่ต้องยึดอะไร
นั่นแหละคืออิสรภาพที่แท้จริงจากความมีความเป็นอันคับแคบทั้งปวง

-----------------------------------------------------------

ตัวตนหรือก็ล้วนประกอบขึ้นมาจากการหลงไปตามผัสสะอายตนะทั้งหลาย อันเรียกรวมว่าสักกายทิฏฐิ ก็ปลงทิ้งเสียซึ่งสักกายทิฏฐิ และจะแจ้งไปเองว่านิพพานอันว่างไร้จากตัวตนนั้นเป็นเช่นไร ไม่ใช่ไปมัวแต่เจริญสักกายทิฏฐิ ผ่านทางการปฏิบัติจิต ปฏิบัติกายอะไร เพราะนิพพานนั้นไม่เนื่องด้วยเหตุและปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลายในเชิงโลกียวิสัยอยู่แล้ว

------------------------------------------------------------

Some people think they can change the world.
In fact, the world changes all the time...even without them.
Then nothing to worries about. It's just change.

คนบางคนคิดว่าเขาสามารถเปลี่ยนโลกได้
แต่โดยความเป็นจริงแล้ว โลกมันก็เปลี่ยนของมันอยู่ตลอดเวลา...แม้ไม่มีเราเข้าไปเปลี่ยนมัน
มันจึงไม่มีอะไรให้กังวลอีกเลย เพราะโลกมันก็เปลี่ยนแปลงของมันเองอยู่แล้วโดยตลอด

------------------------------------------------------------

ความติดขัดข้องคาในธรรมทั้งหลายนั้นเป็นอย่างไร?

ติดขัดข้องคาในข้อธรรม เนื้อหาธรรมทั้งหลายนั้น คือการวนเวียนหมกมุ่นอยู่กับความหมายแห่งสมมติที่ปิดบังสภาพความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายทั้งปวงอยู่ ไม่ใช่ว่าผู้ที่ขาดแคลนเท่านั้นจึงจะติดขัดข้องคา
ผู้ที่"มี"มากเกิน บางทีก็ติดขัดข้องคาเหมือนกัน คือต้องวนเวียนหมกมุ่นอยู่กับความมีความเป็นนั้น ไม่สามารถแทงทะลุมายาแห่งสมมติที่ปิดบังสัจธรรมอยู่ได้

จะติดหรือไม่ติดก็ปล่อย เพราะธรรมทั้งหลายก็ล้วนเป็นธรรมของมันอยู่เองแล้ว
แม้กระทั่งความติดขัดข้องคาเองก็เป็นธรรมที่เป็นผลของเหตุ
มันจะดับไปเองเมื่อหมดเหตุ..ก็ปลงเหตุเสีย หยุดสร้างเหตุแห่งความหลงเสีย
เหตุแห่งความหลงก็เกิดจากตัวเองที่ซ้อนลงไปสมมติแห่งสภาวะธรรมที่ไม่ใช่อะไรอยู่แล้วนั่นเอง

No comments:

Post a Comment