Tuesday, February 26, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#35

เห็นสอนกันไปทั่วว่าให้ผู้ปฏิบัติอยู่กับปัจจุบันขณะ
แล้วจะอยู่ตรงไหนได้เล่า ในเมื่อปัจจุบันมันก็เป็นเพียงสมมติ ไม่ใช่ความจริง
การที่ไปพยายามอยู่กับปัจจุบันขณะบนสภาวะแห่งสมมตินั้น
ไม่ใช่การตื่นแจ้งในเนื้อหานิพพาน อันเป็นความจริงแท้หนึ่งเดียว
แต่เรียกว่า "หลับใน" หลับในสภาวะแห่งมายาสมมติ
หรือจะเรียกว่า หลงตื่นอยู่ในฝันของตน ก็ได้
เป็นความฝันที่"ตน" สร้างขึ้น จากการหลงไปดูหลงไปเห็นหลงไปรู้ผ่านผัสสะอายตนะทั้งหลาย

การที่จะแทงทะลุมายาที่เคลือบแฝงอยู่ในทุกๆขณะของการรู้ผ่านผัสสะอายตนะทั้งหลายได้
หรือแม้กระทั่งกับจิตอันมีโมหะเคลือบแฝงเองก็ตาม จะไปทำอะไรไม่ได้เลย
ก็ต้องปลง...ปล่อยทิ้งในทุกการกำหนด การจดจ่อดู จดจ่อรู้ ลงไปในทุกๆขณะ
แล้วผัสสะอายตนะทั้งหลายก็จะทำงานโดยอัตโนมัติของมันเอง
สติรู้ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติของมันเอง
กายธาตุจิตธาตุก็จะทำงานโดยอัตโนมัติของมันเอง
เป็นการทำงานที่บริสุทธิ์ไปเองของธาตุขันธ์
ปราศจากสักกายทิฏฐิที่ซ้อนลงไปในธาตุธรรมทั้งหลาย
ก็สักกายทิฏฐินั่นแหละ คือทั้งหมดแห่งอัตตาตัวตน
คือทั้งหมดของโมหะอวิชชาที่เคลือบแฝงอยู่อย่างแนบเนียนในความเป็นอนัตตาทั้งหลาย

เมื่อไร้ซึ่งสักกายทิฎฐิแล้ว จึงจะแจ้งตรงต่อนิพพานในท่ามกลางสภาวะกายใจนั้นทันที
นิพพานในท่ามกลางผัสสะอายตนะทั้งหลายที่มันอนัตตาอยู่แล้วทันที..อายตนะนิพพาน

---------------------------------------------------------------------------------

จะเอาอะไรไปหนีจากอะไรได้อีกเล่าเธอทั้งหลาย
ธาตุธรรมทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่ถูกหยิบยืมมาใช้ชั่วคราวทั้งนั้น
สิ่งที่เธอกระทำลงไปก็มีแต่กรรมกับกรรม..ที่ต้องชดใช้
ไม่มียกเว้นแม้แต่คนเดียว ไม่ยกเว้นแม้แต่พระพุทธเจ้า
จึงไม่มีใครต้องดิ้นรนกับอะไร ไม่มีใครที่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาอะไร
ก็ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามวาระของมันเองนั่นแหละ
แล้วเธอทั้งหลายก็จะหลุดพ้นไปจากความอึดอัดขัดเคืองแห่งอัตตาไปเอง

---------------------------------------------------------------------------------

นักภาวนาทั้งหลายพยายามที่จะรู้สภาวะต่างๆด้วยจิตที่เป็นกลาง
เมื่อสอนกันแบบนี้แล้ว ทุกคนก็พยายามจะประคองจิต
พยายามที่จะทรงจิต บังคับกดข่มไม่ให้มันไหลไป หลงไป ให้มันเป็นกลางมากที่สุด

แต่เธอทั้งหลายรู้หรือไม่ว่าจิตที่เป็นกลางนั้นคืออะไร แล้วตรงไหนถึงเรียกว่ากลาง?

จริงๆแล้วจิตที่เป็นกลางๆนั้นไม่มี
เมื่อใดก็ตามที่เธอทั้งหลายดำริรู้ขึ้นมา
ณ ชั่วขณะนั้น มันก็กลายเป็นการปรุงแต่งจิตขึ้นมาแล้ว
ณ ชั่วขณะนั้น มันก็จะหลงไปบนโมหะอวิชชาแล้ว
ณ ชั่วขณะนั้น มันก็เป็นกรรมเป็นอัตตาซ้อนลงในรู้แล้ว
ณ ชั่วขณะนั้น มันก็เอียงเข้าข้างตัวเองเสียแล้ว
ณ ชั่วขณะนั้น โลกก็มีความหมายขึ้นมา สังสารวัฏจึงปรากฏมีขึ้นมาทันที

โดยแท้จริงแล้ว ความเป็นกลางที่นักภาวนาทั้งหลายใฝ่หานั้นก็คือ "สุญญตา" นั่นเอง
สุญญตา ที่หมายถึงความเป็นกลางจากตัวตนซ้อนในสภาวะธรรมทั้งหลาย
ความเป็นกลางจากคติและอคติ ความเป็นกลางจากความเห็นความหมายใดๆ
แต่เสียดายที่มันไม่สามารถเข้าถึงด้วยการปฏิบัติเอาได้เลยแม้แต่นิดเดียว
การปฏิบัติของเธอทั้งหลายจึงกลายเป็นโมฆะ เหมือนนักมวยที่ชกลม

เพียงแค่เธอปล่อยให้จิต ให้สติ ทำงานของมันไปเอง
หยุดตัดสิน หยุดให้ค่าให้ความหมาย หยุดประคอง หยุดบังคับจิต
ปล่อยให้มันเป็นธรรมเดิมของมันไปเอง บริสุทธิ์เปล่าๆอยู่อย่างนั้น
ไม่แม้แต่จะเลือกในสภาวะไหน หยุดพิจารณา หยุดดิ้นรน หยุดพยายาม

แล้วเมื่อนั้น ธรรมชาติแห่งรู้ของเธอทั้งหลายจะคลายออกจากโมหะ
ตลายออกจากอุปาทาน คลายออกจากความเป็นสังสารวัฏ
แล้วตรงต่อเนื้อหาความเป็นจริงที่ไม่เนื่องด้วยสมมติ
ไม่เนื่องด้วยโลกียวิสัย ไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัยใดๆไปเอง
นั่นแหละคือสุญญตา คือนิพพาน คือความเป็นกลางทางจิตที่ทุกคนใฝ่หา

No comments:

Post a Comment