Tuesday, February 26, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#34

เธอทั้งหลายเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออก
เธอทั้งหลายเรียกร้องอิสรภาพในการใช้ชีวิต
มันไม่มีหรอกนะอิสรภาพเช่นนั้น
เพราะเมื่อใดก็ตามที่เธอทั้งหลายกระทำการบางอย่างลงไป
เธอทั้งหลายก็จะต้องรับผลกรรมตรงนั้นอย่างไม่มีทางเลี่ยงได้เลย

แล้วอย่างไหนเล่าที่เรียกว่าอิสรภาพที่เธอใฝ่หา
แล้วอย่างไหนเล่าที่เรียกว่าเสรีภาพอันแท้จริงที่เธอต้องการ
ในเมื่อทุกๆการกระทำของเธอทั้งหลายล้วนผูกพันกับผลของมันอยู่อย่างนั้น
ไม่มีเว้นวรรคให้แม้แต่คนเดียว

เสรีภาพที่แท้จริงจึงมาจากการที่เธอทั้งหลายชนะใจตนเอง
มันไม่ใช่ชัยชนะอันได้มาจากการข่มใจจากอะไรหรอกนะ
แต่มันมาจากการที่มันนอกเหนือมายาสมมติที่ใจเธอหลงสร้างขึ้น
ปล่อยให้มันรับรู้ไปตามธรรมชาติเดิมของมันเอง โดยไม่หลงขัดแย้ง
ไม่ว่าจะดี ไม่ว่าจะเลว ไม่ว่าจะอึดอัด ไม่ว่าจะโปร่งโล่งเบาก็ให้มันจบของมันเอง
โดยที่เธอทั้งหลายก็ไม่ต้องไปคอยมีความเห็นความหมายอะไรกับสิ่งที่รับรู้นั้น...ปล่อย

แล้วเธอก็จะเป็นอิสระอย่างแท้จริง อิสระแม้กระทั่งจากมายาการแห่งใจตน
เป็นอิสระพ้นจากกรรมและการรับผลแห่งกรรมใดๆโดยสิ้นเชิง

-------------------------------------------------------

มีผู้คนมากมายที่เชื่อในเจตจำนงเสรี และยุคนี้ก็เป็นยุคแห่งเจตจำนงเสรี
หมายถึงว่าใครจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา ตามเจตจำนงแห่งตน

แต่หารู้ไม่ว่าเจตจำนงทั้งหลายก็ย่อมมาพร้อมกับผลของมัน
ผลที่ผูกพันเจ้าของแห่งเจตจำนงเสรีเข้าไว้ให้ต้องรับผลอันนั้น
เจตจำนงเสรีจริงๆจึงไม่มี เพราะที่สุดแล้วเจตจำนงทั้งหลายก็ถูกกำกับด้วยกฏแห่งกรรม
แล้วมันจะเสรีตรงไหน แล้วมันจะอิสระอย่างไรเล่า ในเมื่อมันมีผลผูกพันตามมา

สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีค่าพอให้ที่เราจะตั้งเจตจำนงเสรีหรอกที่รัก
เพราะสิ่งทั้งหลายในโลกล้วนเป็นภาพมายาที่แสดงความอนิจจังอยู่ตลอดเวลา
จับต้องไม่ได้จริงเลยแม้แต่น้อย ราวกับวิ่งไล่ตามเงาของปีศาจในยามวิกาล

อิสระเสรีจริงๆนั้นมาจากการที่เป็นอิสระไปจากการตั้งเจตจำนงเพื่อการต่างๆ
มันจึงไม่มีข้อผูกมัด มันจึงไม่ถูกจำกัดอยู่กับแค่เจตนาแห่งตน
...ตนอันเป็นที่ตั้งแห่งความอึดอัดคับแคบไปทุกๆสภาวะ
นับตั้งแต่เริ่มตั้งเจตจำนงไปจนถึงการรับผลของมัน

เธอทั้งหลายก็จงละทิ้งเจตจำนงทั้งหมดลงเสีย
ทำกิจต่างๆอย่างหมดใจ บริสุทธิ์จากใจที่ตั้งเอา บริสุทธิ์จากเจตจำนงทั้งหลาย
แล้วนั่นแหละคือการเกื้อกูลต่อตนเองและโลกที่แท้จริง
เป็นอิสระเสรีจากเงื่อนไขผูกมันต่างๆอย่างแท้จริง

------------------------------------------------------

มีนักปฏิบัติธรรมและผู้ศึกษาธรรมมากมายที่ตั้งแง่รังเกียจตัณหาอุปาทาน
เพราะแม้กระทั่งครูบาอาจารย์จำนวนมากก็สอนให้ลูกศิษย์กำจัดกิเลสตัณหาอุปาทานให้สิ้นซาก
ก็เลยพากันเกิดความเกลียดชังสภาวะธรรมเหล่านั้น
รู้สึกผิดบาปเมื่อเกิดกิเลสตัณหาอุปาทานขึ้นกับตน
ต่างคนต่างก็พยายามที่จะปฏิบัติเพื่อละมันให้หมด

โดยหารู้ไม่ว่าการไปรังเกียจตั้งแง่กับกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งหลาย
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกิเลสตัณหาอุปาทานที่ซ้อนลงไป
กลายเป็นตัณหาในความอยากดับตัณหา
กลายเป็นกิเลสในความอยากดับกิเลส
กลายเป็นอุปาทานในความอยากละอุปาทาน
กลายเป็นตัณหาในความดีซ้อนลงไปอีก จนได้เป็นแค่คนอยากดี
แล้วมันจะไปไหนพ้น เพราะมันก็กิเลสตัณหาอุปาทานตัวเดียวกันนั่นแหละ

โดยความเป็นจริงแล้ว สภาวะธรรมทั้งหลายมันไม่มีค่ามีความหมายอะไรอยุ่แล้ว
มันก็เกิดเองดับเองตามเหตุปัจจัย ไ่ม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครยึดได้แม้แต่อย่างเดียว

ก็เพียงแค่เลิกยุ่งเกี่ยวกับมัน มันจะเกิดก็ช่างมัน พอเหตุปัจจัยหมดมันก็ดับเอง
ปลงทิ้งแม้กระทั่งการที่จะเข้าไปทำจิตทำใจให้มันพ้นไปจากกิเลสตัณหาอุปาทานอะไร
เมื่อนั้นก็จะตรงต่อเนื้อหาที่ไม่มีใครเป็นตัวตน(อนัตตา)ในสภาวะใดๆไปเองอย่างแท้จริง


No comments:

Post a Comment