Tuesday, February 26, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#33

จะมีนักปฏิบัติหรือครูบาอาจารย์สักกี่คนรู้ว่า
อวิชชาหรือวิชชานั้นก็อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์
มันเกิดขึ้นได้ มันก็ดับเองได้ ไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน
เพียงแต่ให้หมดเหตุปัจจัยที่จะเข้าไปตอกย้ำเท่านั้น
มันก็จบของมันเองได้อยู่แล้วตลอด

แต่นักปฏิบัีติรวมถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลาย
ก็ชอบเหลือเกินที่จะตอกย้ำโมหะตนและลูกศิษย์
ว่า"เรา"ยังมีอวิชชาอยู่ "เรา"ฝึกให้มีวิชชา
แล้ว "เรา" ก็จะแจ้งในนิพพานไปเอง
ก็ไอ้"เรา"ที่พยายามดิ้นรนค้นหานั่นแหละ คือโมหะอวิชชาเสียเอง
เอาอวิชชาไปค้นวิชชามันก็ได้แต่ของปลอมที่อวิชชาอุปโลกน์ขึ้นมาหลอกเอา
หลอกให้ดีใจ หลอกให้เกิดมานะในธรรม แถมโมฆะไปทุกๆขณะที่หลงว่ารู้ธรรม

เพียงแค่เลิกตอกย้ำในโมหะอวิชชาตนเสีย
เลิกตอกย้ำสักกายทิฏฐิที่พยายามไปหลงตามดูตามรู้ให้เป็นปัจจุบันลงเสีย
เพราะไอ้ที่เห็นว่าเข้าใจว่านี้คือไตรลักษณ์ นี้คือจิต นี้คือสติ ก็ยังเป็นโมหะอวิชชาเช่นกัน
ถึงที่สุดแล้ว นิพพานไม่มีความเกี่ยวเนื่องอะไรกับโลกียวิสัยแม้แต่นิดเดียว
แล้วจะเอาใครไปปฏิบัติให้ใครหลุดพ้นจากอะไรได้อีกท่านทั้งหลาย?

ก็ปล่อยให้ธาตุธรรมทั้งหลาย ทั้งกายทั้งใจ เป็นไปตามธรรมชาติของมันเอง
แล้วนั่นแหละมันก็จะกลับคือสู่สุญญตาของมันเอง นิพพานของมันเอง
โดยที่ไม่มี"เรา"เข้าไปเป็นส่วนเกินแห่งกรรมแม้แต่นิดเดียว

-----------------------------------------------------------------

โดยปกติของรู้แห่งสติเดิมแท้ที่ไม่มีใครหลงเป็นเจ้าของ หลงไปบังคับ
มันก็รู้เองเป็นปัจจุบันอยู่แล้ว รู้เองดับเองโดยไม่ปรุงแต่ง รู้เองโดยไม่อุปาทาน
รู้แบบนี้เองที่เรียกว่าสติอริยะหรือสติดั้งเดิมแท้ของธาตุรู้ตามธรรมชาติ

แต่พอเข้าไปฝึกเอามันก็เลยพ่วงการปรุงแต่งในรู้เข้าไป
เลยมีตัวเราซ้อนในรู้ พยายามจะบังคับให้มันรู้เป็นปัจจุบัน

ก็มันเป็นปัจจุบันอยู่แล้ว พอไปฝึกมันเข้ามันก็เลยเกิดเป็นตัณหาขับเคี่ยว
อยากจะรู้เป็นปัจจุบัน กลายเป็นการพยายามปรุงแต่งในรู้ให้เป็นปัจจุบันแทน
มันจึงมีแต่เพ่งกับเผลอ มีแต่อุปาทาน มีแต่การเลือกสภาวะ
มีแต่หลงแบ่งแยกว่าอันนี้เป็นปัจจุบัน อันนั้นไม่เป็น

หลงประเมินผล หลงวัดผลเองเสร็จสรรพ
แถมหลงไปส่งการบ้าน ให้หลงแก้สภาวะที่ไม่ใช่เราจนไปกันใหญ่
ก็ทำไมไม่หลงว่าเป็นอรหันต์ไปด้วยซะเลยเล่า

ก็ตัวตนที่ซ้อนลงไปในรู้นั้น มันเงอะงะงี่เง่า ไม่อัตโนมัติของมันเอง
จะฝึกให้ตายแล้วตายอักกี่ชาติมันก็ยังไม่ใช่สติอริยะ...ที่ว่างจากตัวตนในการกำหนดรู้
สติที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงนั้น ไม่ใช่สติฝึกเอาได้แต่อย่างใด
แต่ให้ปลงตัวเองที่ซ้อนลงบนสติเสีย สตินั้นก็จะหมดการปรุงแต่งในรู้
หมดอัตตาซ้อนในรู้ หมดความเห็นความหมายในรู้ หมดสักกายทิฏฐิในรู้
นั่นแหละคือ เนื้อหาสัจธรรมแท้ที่ว่างจากตัวตนในอะไรๆ แม้กระทั่งในรู้เอง
แล้วมันก็จะเป็นปัจจุบันของมันไปเอง โดยที่ไม่มีเราเข้าไปขับเคี่ยวให้เป็นปัจจุบัน

----------------------------------------------------------------------


พุทธะ กับ มาร?

มีผู้คนมากมายเห็นพุทธะในภาพ
มีคนมากมายที่เห็นมารในภาพ
มีคนมากมายที่เห็นมารกำลังทำลายพุทธะ

แล้วที่เห็นนั่น เห็นจริงหรือ?
เพราะไม่ว่าจะเห็นพุทธะหรือเห็นมาร
ก็ล้วนหลงปรุงแต่งเอาจากอุปาทานทั้งนั้น
เป็นการเห็นเอาจากโมหะอวิชชา
เป็นการเห็นอันเนื่องด้วยสักกายทิฏฐิ
จึงเกิดเป็นพุทธะขึ้น จึงเกิดเป็นมารขึ้น
ก็เลยหลงอยากจะก่นด่ามารเพื่อปกป้องพุทธะ
หลงอยากจะกำจัดมารเพื่อรักษาพระศาสนา
โดยไม่รู้ว่าโดนมารหลอกเอาแล้ว
มันหลอกให้อุปาทาน มันหลอกให้หลงไปในทิฏฐิ
ก็เลยติดกับดักของมารอยู่ในสังสารวัฏ เพื่อที่จะเกลียดชังมันไปเรื่อยๆ
ก็เมื่อหลงไปกับมารแล้ว เธอทั้งหลายก็จะไม่ตรงต่อเนื้อหาพุทธะเสียเอง
นั่นแหละคือการบั่นทอนพระศาสนาจากภายในอย่างที่มารต้องการ

ก็ให้มันว่างเสียจากทิฏฐิความเห็นว่าเป็นมารหรือพุทธะ
ก็ให้มันว่างไปเสียจากความเห็นความหมายใดๆไม่ว่าดีหรือเลว
เพราะเพียงแค่หลงไปรู้ หลงไปมีความหมายขึ้นมา มารก็แทรกแล้ว
เมื่อว่างจากทิฏฐิความเห็นความหมายเมื่อใด
เธอทั้งหลายก็จะแจ้งเองว่าไม่มีใครทำลายใคร ไม่มีใครดี ไม่มีใครชั่ว
แล้วเธอทั้งหลายก็จะตรงต่อเนื้อหาแห่ง พุทธะที่แท้จริง ไปเอง
โดยไมต้องไปคอยแสวงหาจากที่ไหนอีกเลย

No comments:

Post a Comment