Thursday, February 21, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#31

นักปฏิบัติทั้งหลายชอบเหลือเกินที่ไปพยายามกำจัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ความโลภ โกรธ หลง
เพื่อที่ว่าตัวเองจะได้สะอาด สว่าง สงบ และพบนิพพานเสียที
หารู้ไม่ว่า ไอ้ความพยายามที่จะกำจัดกิเลสตัณหานั่นก็คือตัณหาเหมือนๆกัน

ก็ปล่อยมันในทุกสภาวะธรรม เพราะทุกอย่างล้วนอนัตตาอยู่แล้ว
แล้วจะเอาอะไรไปกำจัดกิเลส ถ้าไม่ใช่กิเลส
แล้วจะเอาอะไรไปกำจัดตัณหา ถ้าไม่ใช่ตัณหา

กิเลสตัณหาทั้่งหลายก็เป็นเพียงสภาวะธรรมชั่วคราวที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเช่นกัน
ดังนั้นก็ไม่มีใครมีกิจที่จะต้องทำอะไรให้หลุดพ้นอีกแล้ว
ก็มันหลุดพ้นโดยตัวมันเองอยู่แล้วทุกสภาวะทุกขณะ
ดับเองอยู่แล้่วทุกขณะ จบโดยตัวของมันเอง นิพพานของมันเอง ไม่ใช่เราได้ไปนิพพาน
ส่วนถ้าใครได้ไปพบพระนิพพานมาแบบเหน่งๆ ชนิดไปเห็นมากับตา
...ก็เรียกให้มารับยาที่ช่องหนึ่งด้วยนะ

------------------------------------------------------------------------------

หลายคนบอกว่าใช้ธรรมนำทาง
หลายคนบอกว่าธรรมนำให้พ้นภัย
หลายคนบอกว่าธรรมคือสิ่งสูงสุด
หลายคนบอกว่าธรรมช่วยให้หลุดพ้น
หลายคนบอกว่าธรรมช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

แต่โดยความเป็นจริงแล้ว
ธรรมไม่เคยนำทางใคร
ธรรมไม่เคยช่วยให้ใครพ้นภัย
ธรรมไม่เคยช่วยให้ใครประสบความสำเร็จ
ธรรมไม่ใช่สิ่งที่สูงสุดหรือประเสริฐสุด
และสุดท้ายธรรมไม่เคยช่วยให้หลุดพ้น

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่อ้างขึ้นต่างๆนานานั้น
ล้วนแล้วแต่เป็นทิฏฐิในธรรม
กล่าวคือ เป็นแง่มุนที่แต่ละคนมีต่อเหตุการณ์ของชีวิตในช่วงหนึ่งๆ
แล้วก็สรุปมาเป็นธรรมในความหมายของตน
สรุปแล้วก็ใช้ธรรมนั้นเป็นเครื่องมือสำหรับนำทางชีวิตตน

------------------------------------------------------------------------------

ที่รัก...ไม่มีหรอกนะใช้ธรรมดับทุกข์อะไรน่ะ
ทุกข์มันใช่ไฟไหม้บ้านซะที่ไหน
ทุกข์มันดับของมันเองโดยธรรมอยู่แล้ว

มีเรานั่นแหละที่เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการ จัดการกดข่มมัน
โดยไม่รู้ว่านั่นแหละคือการไปยึดเอาว่า "เรา" ทุกข์
ก็ช่างมันสิจ๊ะ ทุกข์ไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว จะเก็บมันไว้ทำด๋อยอะไร
ปล่อยไปเดี๋ยวมันก็ดับของมันเอง เมื่อปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง
ก็จะแจ้งไปเองว่าทุกข์ไม่ใช่เรา และไม่เคยมีเราเข้าไปทุกข์เลยแม้แต่ครั้งเดียว

------------------------------------------------------------------------------

การคอยรู้ทุกข์มันก็คือไปหลงอุปาทานในทุกข์ พออุปาทานในทุกข์ ความหลงเห็นว่าเป็นตัวตนหรือสักกายทิฏฐิก็ถูกเจริญอย่างต่อเนื่อง แต่ดันไปนึกว่าเจริญสติ เมื่อสักกายทิฏฐิเกิด โลกทั้งใบก็เกิดมีขึ้น ทุกอย่างอิงอาศัยกันเกิด นี่คืออิทัปปัจจยตานั่นเอง

จะรู้หรือไม่รู้ตรงไหนก็ช่าง เพราะทุกข์นั้นเกิดขึ้นพร้อมๆกันในทุกๆสภาวะ ถ้าไปนั่งเลือกดูเอาแบบที่ชัดๆ นั่นก็คือการกำหนดรู้ขึ้นมาแล้ว เป็นสักกายทิฏฐิในรู้แล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่ปล่อยให้สติเกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยที่มากระทบ นั่นแหละคือ สติอริยะที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ไม่ใช่ไปทรงรู้แล้วบอกว่านี่คือสติ สติแบบไปฝึกเอาน่ะ เอาไปแบกข้าวสารพอได้ แต่จะนิพพานนั้นฝันไปเหอะ

No comments:

Post a Comment