Thursday, February 21, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#30

ไม่มีใครต้องเสียใจกับสิ่งที่ยึดไม่ได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน
ไม่มีใครมีธุระอะไรกับสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน
ไม่มีใครที่จะต้องหนีจากอะไรในเมื่อมันก็ไม่เคยมีใครต้องทนรับอะไรอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน

แต่เพราะความหมายที่ถูกปรุงแต่งซ้อนลงไปบนธรรมชาติแห่งความเ็ป็นจริงนั้นเองที่มันหลอกลวง
มันสร้างมายาว่ามีเราอยู่ตรงนี้...
มายาที่ทำให้หลงเอาว่า เรารู้ เราเห็น เราได้ยิน เราสัมผัส
มายาที่ทำให้หลงเชื่อมโยงเอาว่า สิ่งทั้งหลายที่เรารับรู้นั้นมันเป็นจริง
มายาที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิดอย่างสูญเปล่าไม่รู้จบ
มายาที่ทำให้หลงปฏิบัติ หลงวิ่งหนี หลงดิ้นรน
หลงพยายามที่จะหลุดพ้นจากทุกข์..ที่มันก็ไม่ใช่ของใคร
หรือแม้แต่มายาที่ทำให้เข้าใจไปว่า "เรา"บรรลุธรรมแล้ว
ทั้งหมดก็เพียงแค่หลงไปยึดว่ามันเป็นของเราไปเอง...ก็เท่านั้น

ดังนั้นจงอย่าเอามายาแห่งตนไปพยายามออกจากความหลงว่าเป็นตน
เพราะมันจะถูกหลอกซ้อนหลอก หลงซ้อนหลง วนเป็นเขาวงกตอยู่อย่างนั้น

ก็เพียงแค่ไม่ต้องไปตั้งเอาความเห็นความหมายอะไรกับสิ่งที่เห็น
ไม่ต้องไปตั้งเอาความเห็นความหมายในสิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่สัมผัส สิ่งที่รับรู้
ซึ่งความเห็นความหมายทั้งหลายที่ซ้อนลงบนความเป็นจริงนั้นเองที่เป็นกับดักแห่งตน

และเมื่อไม่ไปตั้งเอาความหมายอะไรกับภาพมายาทั้งหลาย
ม่านมายาแห่งความหลอกลวงที่ตนสร้างขึ้นก็จะจางคลายออกไปเอง
และเผยให้ได้แจ้งตรงต่อสัจธรรมความเป็นจริงที่ถูกมายาปิดบังเอาไว้เอง

----------------------------------------------------------------------

ตอนเกิดก็เกิดคนเดียว
ตอนตายก็ตายคนเดียว
ไอ้ที่อยู่ตรงกลางน่ะ...มันชั่วคราว
ดังนั้นก็ไม่ต้องไปดราม่าให้มันมากเกินไป

----------------------------------------------------------------------

ในเมื่อทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้ว...จะเอาใครไปปฏิบัติ?
ในเมื่อทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้ว...จะเอาใครไปทำสมาธิ?
ในเมื่อทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้วแม้กระทั่งสติ...จะเอาใครไปเจริญสติ?

ในเมื่อทุกอย่างมันหลุดพ้นโดยตัวมันเองอยู่แล้วตลอด(ทุกขัง)...แล้วจะเอาใครไปหลุดพ้น?
ในเมื่อสติเดิมแท้นั้นมันรู้ของมันเปล่าๆบริสุทธิ์อยู่แล้ว...มันจะทำสติขึ้นมาได้อย่างไร
...แล้วที่สติเจริญขึ้นมานั้นเป็นสติของใคร?

ไอ้ส่วนที่เป็น "ใคร" ซึ่งอุปโลกน์ขึ้นมาทำ มาปฏิบัติ มาเจริญสติ มาเจริญสมาธิ
มาสวดมนต์ มาเดินจงกรม มากำหนดหายใจเข้าออกนั้นมันคือ"ใคร" รึ..ถามหน่อย?
ตอบให้ไม่ต้องคิด เพราะคิดไปก็ออกทะเลส่วนตัวอยู่เรื่อย
ไอ้"ใคร"ที่ว่า มันก็คือความหลงเห็นว่าเป็นตัวตนนั่นเอง
ไปหลงหยิบฉวยอาการแห่งผัสสะอายตนะทั้งหลายมาก่อรูปขึ้นเป็น "อัตตา"
เชื่อมโยง โยงใยกันอีนุงตุงนังจนกลายเป็นตัวตนขึ้นมา ทั้งๆที่จริงๆตัวตนนั้นก็ไม่มีจริง
นักปฏิบัติทั้งหลายจึงได้แต่มัวเมา มั่วซั่วกันอยู่กับการเจริญ "สักกายทิฏฐิ" ไปเรื่อย
สังโยชน์ข้อแรกที่อยากจะละทิ้งนักหนา ปฏิบัติกันให้ตายก็ทิ้งอะไรไม่ได้หรอก
ได้แต่หลงว่าทิ้ง หลงว่าหมด หลงว่าบรรลุ หลงว่านิพพานเอาเองทั้งนั้น
ที่แท้ก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากตัวเองเลย

กล้าไหมเล่าให้มันหมดตัวตนที่ซ้อนลงในผัสสะอายตนะทั้งหลาย
กล้าไหมให้มันหมดตัวตนที่หลงปรุงแต่งในธรรมทั้งหลายทั้งปวงเพียงเพื่ออยากจะ "รู้เรื่อง"
เพราะสักกายทิฏฐิมันก็คือทั้งหมดของตัวตน ซึ่งบังพระนิพพานอันว่างไร้จากตัวตนอยู่
ก็ปล่อยให้กายและจิตมันคืนสู่เนื้อหาธรรมเดิมแท้ของมันเอง
ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องดิ้นที่จะสร้างเหตุปัจจัยใหม่
แล้วธาตุธรรมทั้งหลายมันก็จะนิพพานของมันเอง โดยที่เราไม่มีสิทธิ์เข้าไปทำอะไรเลย

No comments:

Post a Comment