Sunday, February 17, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#28

ราคะนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ราคะนั้นเกิดขึ้นจากการไปหลงสนองตัณหาของตนซ้ำๆ
จนกลายเป็นความเหนียวหนืด เหนียวแน่น
กลายเป็นจริตที่ต้องทำบ่อยๆ จนเคยชิน
แล้วมันก็กลายเป็นสังโยชน์ที่ร้อยรัดเอาไว้ในสังสารวัฏในที่สุด

การคลายออกจากสังโยชน์จึงไม่ใช่การไปสนองตัณหาในรู้ ในเห็น ในสติ
ไปสนองตัณหาความอยากหลุดพ้นจากทุกข์ของตนในแบบโลกียปฏิบัติ
เพราะมันก็จะไปทำให้สักกายทิฏฐิเหนียวแน่นขึ้นอีก

แต่ให้ปลงในการรู้ ปลงการเห็น ปลงการเจริญสติทิ้งเสีย
ปล่อยใหัมันเป็นธรรมชาติเดิมๆของมัน
รู้ก็ของมันเอง ไม่รู้ก็ของมันเอง
หมดตัวตนไปแทรกแซงสภาวะธรรมใดๆ
ให้มันไร้การบังคับควบคุมสภาวะธรรมทั้งหลายโดยตลอด
แล้วมันก็จะคลายออกจากสักกายทิฏฐิ
คลายออกจากสังโยชน์ที่เหนียวแน่นไปเอง

------------------------------------------------------------------------------------

ไม่ต้องไปหาทางอธิบายกรรมว่ามันทำงานแบบไหนอย่างไรอีก
ไม่่ต้องพยายามหาเหตุว่าถ้าทำแบบนี้จะได้ผลแบบนี้
เพราะสุดท้ายแล้วกรรมจริงๆนั้น ซับซ้อนยิ่งกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้
และไม่มีใครที่จะสามารถควบคุมบงการกรรมได้จริง
พระพุทธเจ้าจึงทรงบอกเอาไว้ว่ากรรมเป็นเรื่องอจิณไตย
คือไม่ควรจะเข้าไปอธิบายรายละเอียดให้ยุ่งยาก
ก็ถ้าไม่หวังที่จะแก้กรรม แล้วจะไปอธิบายทำไมให้ยืดยาว

ที่สุดแล้วมันก็แก้กรรมอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว
มีแต่ต่อกรรมไปเรื่อยๆไม่รู้จบ
และไม่ว่าจะอีกกี่ภพกี่ชาติ มันก็ไม่เคยพอใจเสียที
จบไม่ลง จมไม่ลงเสียที

พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ทรงสอนเรื่องกรรมเป็นเนื้อหาหลัก
แต่ให้ปลงซึ่งเจตนากรรมเสีย มันก็จะนอกเหนือกรรมไปเอง
นอกเหนือกรรมนี้ก็คือ แม้จะเสวยกรรมอยู่ แต่มันก็หมดตัวตนไปเสวย
เป็นเพียงวิบากที่รับแต่ทางกายธาตุเท่านั้น
เป็นแค่สภาวะธรรมหนึ่งที่อนิจจังเช่นเดียวกับสภาวะธรรมอื่น

-------------------------------------------------------------------------

ไม่มีอะไรที่ดีกว่า แย่กว่า ดีที่สุด แย่ที่สุด
ทุกอย่างพอดีลงตัวอยู่แล้วโดยกรรมโดยธรรม
ความพอใจหรือไม่พอใจทั้งหลายก็เกิดขึ้นก็เพราะตัณหา
ไปมีตัวเราหลงคิดว่า หลงเห็นว่า หลงชอบ หลงชัง
แล้วก็หลงยึดเอาเป็นความรู้สึกของตนไปเองทั้งนั้น

-------------------------------------------------------------------------

ก็เห็นมีแต่คนสอนให้อยู่กับปัจจุบัน ให้รู้เห็นเป็นปัจจุบันธรรม
พอเพ่งไป ก็บอกว่าไม่เป็นปัจจุบัน
พอเผลอไป ก็บอกว่าไม่เป็นปัจจุบัน
จะมีตรงไหนอีกเล่าที่ไม่เป็นปัจจุบัน
ในเมื่อทุกสภาวะแม้กระทั่งเพ่งกับเผลอก็ยังเกิดเป็นปัจจุบัน
ตรงนั้น เดี๋ยวนั้น เป็นปัจจุบันธรรมอยู่แล้วตลอด

แม้กระทั่งหลงไปก็ยังเป็นสภาวะธรรมที่เป็นปัจจุบัน
เกิดแล้วก็ดับของมันเองตลอดเวลา บังคับมันก็ไม่ได้
ก็มีแต่ "ตัวเรา" นั่นแหละหลงไปเองว่า อย่างไหนที่ "เป็น" หรือ "ไม่เป็น" ปัจจุบัน
แล้วก็มัวสาละวน พยายามที่จะอยู่กับปัจจุบัน
ก็เลยมีแต่เป็นกรรมกับปัจจุบันไปเรื่อย
เหนื่อยก็เหนื่อยเพราะวิ่งไ่ล่ตามปัจจุบันไม่ทันเสียที

ก็ไม่ต้องไปแบบไหน อย่างไรกับปัจจุบัน มันก็เป็นปัจจุบันอยู่แล้วตลอด
ปล่อยให้สภาวะธรรมแห่งธาตุขันธ์กายใจนี้เป็นธรรมโดยธรรมของมันเอง
ปราศจากการบังคับ กดข่มสภาวะใด ให้ได้ตามใจตน
เท่านี้มันก็เป็นปัจจุบันธรรมโดยตัวมันเองอยู่แล้ว
โดยที่ไม่ต้องไปสาละวนทำำกรรมกับปัจจุบันแบบไหนอีก

No comments:

Post a Comment