Sunday, February 17, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#27

ไม่ใช่การไปคอยจบให้กับสภาวะไหน
ไม่ใช่ที่่จะจบลงตรงสภาวะแบบใด
และไม่ใช่จะไปทำให้อะไรจบ
เพราะสุดท้าย สภาวะทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่ "อนัตตา" อยู่แล้วตลอด
แล้วสภาวะธรรมมันจะไปตรงนิพพานได้ยังไง ในเมื่อนิพพานนั้นไม่ใช่อะไร
ไม่ใช่แม้กระทั่งสภาวะแบบไหน ไร้ตัวตนในทุกสภาวะ ไร้ลักษณ์ไร้รูปที่จะเป็นอะไร
สภาวะธรรมทั้งหลายล้วนเป็นธรรมโดยธรรมของมันเองอยู่แล้ว
ไม่มีอะไรที่วิเศษมากกว่านั้นอีกแล้ว
ดังนั้นจึงไม่มี"ใคร"ไปบรรลุธรรม ไม่มี"ใคร"ถึงธรรม ไม่มี"ใคร"ตกกระแสธรรม
ดันไปทึกทักเอาจากคำสอนที่ฟังดูดีแต่เลื่อนลอยทั้งนั้น

ถ้านักปฏิบัติมัวแต่ประมาณเอาว่านิพพานเ็ป็นแบบนั้นแบบนี้
มันก็เป็นเพียงการหลงอุปาทานลงในสภาวะใดสภาวะหนึ่งว่าคือ นิพพาน
อุปโลกน์นิพพานหลอกตัวเองเพราะทำมามากแล้ว
เลยตอบแทนตัวเองด้วยการถึงนิพพานสักที
นิพพาน..มะเหงกสิ แค่คิดว่าตัวเองจบแล้วก็ยังหลงเลย

------------------------------------------------------------------------

แม้จะพิจารณาสรรพสิ่งทั้งหลายให้สรุปลงสู่พระไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้แล้วเป็นล้านๆครั้ง...แต่ทำไมถึงยังไม่จบ?

ก็เพราะการพิจารณานั้นก็เป็นเพียงการปรุงแต่งจนกลายเป็นทิฏฐิในธรรม
เป็นปัญญาที่หลงปรุงแต่งและเข้าใจไปในความเป็นสมมติของธรรมที่มันว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้ว
ทั้งทิฏฐิและปัญญาที่ปรุงแต่งขึ้นก็ยังมีตัวตนเข้าไปกระทำเอาทั้งนั้น...แล้วมันจะจบได้ยังไง

ก็ปลงทิ้งเสียซึ่งทิฏฐิ ปัญญา และความหลงเข้ัาไปรู้ของตน มันก็จะว่างจากตัวตนในธรรมไปเอง
นั่นแหละคือสัจธรรมแท้ๆที่เรียกว่า นิพพาน อันไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดใดๆได้เลย

-----------------------------------------------------------------------

โดยความเป็นจริงแล้ว โลกนี้ไม่เคยมีปัญหา
ไม่เคยมีใครมีปัญหา ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาอย่างแท้จริง
ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาจึงไม่ปรากฏมีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
จะมีก็แต่วิบากกรรมที่เราเองไปมองว่ามันเป็นปัญหา
เพราะมันก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคือง ไม่ได้ดั่งใจ
แล้วก็มีกรรมใหม่ที่เราคิดเอาเองว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหา

สังสารวัฏนี้จึงไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากการหลงทำกรรมและใช้วิบากกรรม
ซึ่งกรรมทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่ได้ช่วยให้ใครได้อะไร หรือสำเร็จอะไรจริงอยู่แล้ว
เพราะที่สุดแล้วกรรมทั้งหลายทั้งปวงก็จะต้องคืนคลายตัวมันเองอยู่ตลอด
เป็นโมฆะกรรมตลอด ไม่ว่าเราจะต้องการหรือไม่ก็ตาม

ก็ไม่ต้องทำกรรมอะไรเพิ่มเพื่อแก้ไขอะไรอีกแล้ว
เพราะมันก็เป็นเรื่องที่สูญเปล่า เหนื่อยเปล่า และสุดท้ายก็ว่างเปล่าตลอด
เหลือทิ้งเอาไว้ก็เพียงความวังเวงในใจเท่านั้น

เมื่อเข้าใจสัจธรรมความเป็นจริงตามนี้แล้ว
ก็ไม่ต้องทำอะไรหรือปฏิบัติอะไรเพิ่มเพื่อให้หลุดพ้นอีก
ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามธรรมของมันเอง
ให้ปลงใจ..หมดใจที่จะเริ่มที่จะจบแบบไหน
เพราะที่สุดแล้ว แม้แต่ใจก็ไม่ใช่ของเรา...ก็ไม่ต้องดิ้นรน
แล้วมันก็จะคืนคลายออกจากกรรมของมันเอง จบของมันเอง
หลุดพ้นของมันเอง นิพพานของมันเอง ทุกธาตุ ทุกธรรม

No comments:

Post a Comment