Sunday, February 17, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#25

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่มีชื่อ ไม่มีรูป ไม่มีนามอยู่แล้ว
เรียกว่าธรรมเดิมแท้นั้นบริสุทธิ์โดยตัวมันเองอยู่แล้วตลอด
แม้ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะกำหนดเรียกธรรมทั้งหลายว่า เป็นกรรมบ้าง
เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นเวทนาบ้าง เป็นจิตบ้าง เป็นกายบ้าง ฯลฯ

แต่ธรรมเดิมแท้ทั้งหลายก็ไม่เคยแปดเปื้อนสมมติบัญญัติหรือทิฏฐิ
ที่สรรพสัตว์ทั้งหลายหลงไปปรุงแต่งเอาเอง ตู่เอาเองแม้แต่น้อย
มันก็ยังคงเป็นธรรมเดิมแท้ที่่บริสุทธิ์ไร้การแปดเปื้อนของมันอยู่อย่างนั้นตลอดกาล
ไม่ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะหลงแยกแยะ จำแนกหรืออุปาทานในธรรมไปกี่กัลป์กี่กัปป์ก็ตาม

-------------------------------------------------------------------------------------------

การศึกษานั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการอ่าน การปฏิบัติ การสังเกตจากประสบการณ์จริง หาข้อมูล เชื่อมโยงความหมาย วิเคราะห์จดจำ ปรับปรุง แก้ไข จัดหมวดหมู่ข้อมูล แล้วสั่งสมเป็นปัญญา

อันปุถุชนนั้นมีพื้นฐานของโมหะ อวิชชา ความหลงเป็นพื้นฐาน เป็นตัวตั้งต้นของสังสารวัฏ การที่จะเอาตัวเราเข้าไปศึกษานั้นก็จะเป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนโมหะทิฏฐิ สิ่งที่ศึกษาได้คือโลกียปัญญา ซึ่งเป็นกระบวนการเชื่อมโยงหาตรรกะ หาเหตุผลเอามาสนับสนุนในสิ่งที่ตนเชื่อ ซึ่งก็ตั้งอยู่บนโมหะทิฏฐิและสร้างให้เกิดความวกวนในธาตุขันธ์ กายใจทั้งนั้น พูดง่ายๆคือเมื่อไหร่ที่มี "ตัวเรา" เข้าไปอ่านทำความเข้าใจ หาความหมาย ตีความ วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ พิจารณา สิ่งที่ได้ก็เป็นเพียงโมหะทิฏฐิ หรือทิฏฐิบนความหลงเท่านั้น และกระบวนการศึกษาโดยตัวมันเองก็คือการเจริญสังสารวัฏ ไม่ใช่สัจธรรมความเป็นจริงที่ มันไม่มีอะไรจีรัง บังคับไม่ได้ และไม่เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว ตามกฏไตรลักษณ์

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกฏไตรลักษณ์แล้ว จะเอาอะไรไปศึกษาอะไรได้เล่า นอกจากหลงไปเอง?!!

การได้ยินได้ฟังสัจธรรมแท้ๆนั้น ถือได้ว่าเป็นการเข้าถึงโลกุตรปัญญา อันเป็นบทสรุปรวบยอดของปัญญา อันเป็นเครื่องพาให้พ้นทุกข์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านโลกิียปัญญา อย่างที่เรียกว่า บรรลุฉับพลัน ก็มาจากโลกุตรปัญญาที่ถูกสรุปลงเป็นเนื้อหาสัจธรรมแล้ว พอได้ยินได้ฟังเนื้อหาสัจธรรมตรงๆ โดยไม่ตั้งทิฏฐิขึ้นมาคิดวิเคราะห์ วิจัยวิจารณ์ ความลังเลสงสัย ความยึดติด ตัณหา โมหะทั้งหลายก็จะคลายออกจากจิตทันที เมื่อจิตปราศจากโมหะครอบงำ เนื้อหาเดิมแท้ก็จะแจ้งออก แบบที่เรียกว่า "รู้แจ้ง" นั้น ไม่ได้หมายความว่า รู้ทุกอย่างอย่างกระจ่างแจ้ง แปลแบบนั้นก็จะทำให้ติดปัญญาอีก แต่คำว่า "รู้แจ้ง" นั้น ก็คือ "รู้" ที่ "แจ้ง" ออกจากความมืดมนของโมหะที่ครอบงำอยู่ ผู้ที่บรรลุธรรมจึงมีรังสีจิตที่สว่างจ้าเป็นแสงสีขาวออกทุกทิศทาง นี่คือการ "รู้แจ้ง" ในความหมายที่เป็นจริง

โลกุตรปัญญานั้นไม่อาจจะเรียกว่าเป็นศึกษาได้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่โลกุตรปัญญาทำงาน มันก็เกิดขึ้นฉับพลันเพื่อล้างความหลงให้ทันที เมื่อมีเหตุมากระทบ แล้วปัญญานั้นก็ดับว่างไป ไม่เก็บสะสมเป็นประสบการณ์ ไม่เก็บเป็นสัญญาหรือปัญญาเอาไว้แบบปุถุชน เป็นปัญญาที่ไม่แบก แต่จะทำงานก็ต่อเมื่อกลั่นกรองตัวเองเพื่อหล้างความยึดติดที่ยังเหลืออยู่เท่านั้น

โลกุตรปัญญานั้นเป็นปัญญาสากลของจักรวาล เป็นของกลางที่สามารถเข้าถึงได้อย่างฉับพลันเมื่อว่างจากโมหะใดๆ ดังนั้นการเผยแพร่สัจธรรมจึงไม่ใช่กระบวนการศึกษาแต่อย่างใด แต่จะสะท้อนออกจากความที่มันว่างจากตัวตนออกมาเองโดยไม่ต้องพยายาม สัจธรรมจึงจะมีอานุภาพในการล้างโมหะของผู้รับสาร

การได้ยินได้ฟังสัจธรรมจึงไม่ใช่การศึกษา แต่ก็ไ่ม่ต้องไปให้นิยามอะไรให้ติดขัดในความหมายอีก ก็แค่ฟัง เดี๋ยวสัจธรรมก็จะล้างโมหะความหลงไปเอง
และโดยความเป็นจริงแห่งสัจธรรมแล้ว ไม่มีใครเป็นอะไรหรอกครับ ไม่ใช่ที่เป็นหรือไม่เป็นอริยะ เพราะอริยะจริงๆก็ไม่ใช่อะไร

ส่วนกระบวนการที่คุณว่าเป็นกระบวนการเพื่อความปล่อยวาง เพราะความไม่ยึดมั่นนั้น เรียกว่า กลั่นกรองสัจธรรมหรืออริยมรรค คือ กลั่นกรองเพื่อล้างโมหะความเป็นสังสารวัฏให้หมดลง โดยการฟังสัจธรรม แบบนี้ก็ไม่เรียกว่าศึกษาครับ เพราะที่สุดของผู้ฟังสัจธรรมก็ไม่มีอะไร ดับว่างอย่างเดียว ไม่ต้องแบกปัญญาให้เมื่อย ไม่ต้องจำให้หนักสมอง เพราะสัจธรรมเป็นโลกุตรปัญญาที่ถูกสรุปรวบยอดมาแล้ว ฟังแล้วจบได้ทันที เป็นการส่งสัจธรรมจากจิตเข้าสู่จิตโดยตรง กระบวนการนี้ก็ไม่มีอะไรไปวางอะไร เพราะเมื่อคลายออกจากความหลงแล้ว มันจะวางของมันเอง ไม่มีตัวเราเป็นผู้เข้าไปวางอะไร
ส่วนกระบวนการถ่ายทอดสัจธรรมนั้น เป็นบารมีเฉพาะตน ไม่ได้มีกันทุกคน แต่ก็เป็นวิถีญาณที่เกิดเองเป็นเอง จากเหตุปัจจัยที่เข้ามาให้สะท้อนล้างเท่านั้น แล้วก็ดับลง เป็นโลกุตรญาณที่เชื่อมต่อกับโลกุตระปัญญาโดยตรงอย่างฉับพลัน เพื่อล้างแง่มุมทิฏฐิของผู้ฟัง ผู้อ่านเท่านั้น หากไม่มีเหตุปัจจัยใดมาให้สะท้อนล้าง ก็จะดับว่างอยู่อย่างเดียว

การสะท้อนสัจธรรมนั้นจึงไม่มีการศึกษาเข้ามารองรับ มีแต่ "ว่าง" รองรับเนื้อหา เพราะผู้เผยแพร่คือเนื้อหาสัจธรรมเสียเอง

No comments:

Post a Comment