Saturday, February 16, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#22

สัจธรรมนั้นพิสูจน์ไม่ได้ด้วยการรู้ การเห็น การใคร่ครวญ หรือการคิดพิจารณาใดๆ
เพราะการกระทำทั้งหลายเหล่านี้ล้วนหาได้เป็นไปเพื่อการตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมไม่

หากแต่ว่า การรู้ การเห็น การใคร่ครวญ การคิดพิจารณาทั้งหลายล้วนนำไปสู่
ปัญญาในเชิงตรรกะ ทิฏฐิความเห็นความหมายในการปรุงแต่งว่าสิ่งนั้นจริงสิ่งนี้ไม่จริง
ซึ่งสิ่งที่เป็นผลทั้่งหลายเหล่านี้ ก็ยังไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมอยู่ดี
รังแต่จะก่อให้เกิดมานะในการหารู้หาเห็นสัจธรรมต่อไปไม่จบสิ้น
แล้วที่สุดก็ได้แต่ทิฏฐิ ปัญญา ความเห็นความหมายที่มีต่อสัจธรรมเท่านั้น

ดังนั้นการที่บอกว่าสัจธรรมต้่องพิสูจน์ด้วยตนเองนั้น มันไม่ใช่การเอา "ตนเอง" ไปรู้ไปเข้าใจอะไร
แต่ให้ปลงเสียซึ่งความเป็น "ตนเอง" ในความรู้ ความเห็น ความหมายใดๆ
แล้วมันก็จะ "ตรง" เป็นเนื้อหาเดียวกับสัจธรรมอันว่างจากตัวตนไปเองโดยอัตโนมัติ

---------------------------------------------------------------------------------------

นักปฏิบัติและครูบาอาจารย์จำนวนมาก
เข้าใจว่าสัจธรรมนั้นเป็นผลจากการปฏิบัติที่ตรงทางเท่านั้น
จะเอามาพูดให้คนที่ไม่ปฏิบัติหรือแม้แต่นักปฏิบัติฟังไม่ได้
...ซึ่งนี้คือความเข้าใจที่ผิด

สัจธรรมที่แท้จริงนั้นมันไม่ได้ขึ้นกับผลของการปฏิบัติอะไรเลย
เพราะสัจธรรมนั้นเป็นความจริงอยู่ตลอด
ไม่ว่าใครจะหลงไปปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ตาม
จะหลงเอาว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ตาม

ความเข้าใจผิดทั้งหมดนั้น ก็เป็นผลมาจากการไปตั้งธงเอาไว้ว่าเราหลง
ก็เลยไปย้ำอุปาทานว่าหลง ต้องล้างโมหะอวิชชาให้หมด
แล้วจะได้รู้แจ้งแห่งสัจธรรม

โดยไม่รู้ความจริงว่า ทั้งหมดที่หลงไปปฏิบัติอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น
มันก็เป็นความหลงไปอุปโลกน์เป้าหมาย อุปโลกน์ผล อุปโลกน์ทาง อุปโลกน์วิธีการ
แล้วก็หลงพยายามไปบนความที่ทุกอย่างมันอนัตตา(ว่างเปล่าจากตัวตน)อยู่แล้ว
และความพยายามนั้นก็จะโมฆะโดยตัวมันเองตลอด(ทุกขัง)อยู่แล้ว

ถ้าพูดว่าไม่ควรเอาสัจธรรมมากล่าวเพราะมันเป็นผลของการภาวนา
แล้วที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจธรรมเอาไว้นั้น...คืออะไรเล่า?

พูดไปมันก็แค่มานะของปุถุชนที่พยายามจะแลกผลของการปฏิบัติกับนิพพานนั่นแหละ
แล้วมันจะมีอะไรแลกอะไรได้เล่า ในเมื่อนิพพานนั้นคือความว่างจากตัวตน

--------------------------------------------------------------------------------------

ความตลกอยู่อย่างหนึ่งของคนสอนพระธรรมคือ ชอบไล่ให้คนอื่นไปศึกษาดูเอง
แต่หารู้ไม่ว่า แต่ละคนอ่านและตีความเนื้อหาธรรมไม่เหมือนกัน
กลายเป็นทิฏฐิต่อธรรมนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อหาธรรมเอง
หรือถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มจะสอน คนสอนก็จะสอนเข้าข้างทิฏฐิตนเอง
ที่ตีความไปในทางที่ตนติดว่า ตนเห็นว่า "ใช่"
เสร็จแล้วก็พากันหลงไปในทะเลแห่งทิฏฐิ
ไม่แจ้งในธรรมที่มันอยู่ตรงหน้าตลอดเวลาอยู่แล้วสักที
ก็ถ้าใช่มันก็จบไปแล้ว ไม่ใช่หันหัวเรือออกทะเลแบบที่เห็นกันอยู่นี้

--------------------------------------------------------------------------------------

การเห็น การรู้ การเข้าใจ นั้นมันไม่มีความแตกต่างกันในเนื้อหาอยู่แล้ว เพราะทั้งหมดก็เป็นเพียงการหลงไปปรุงแต่งเอาทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเห็นไตรลักษณ์ก็เป็นการปรุงแต่งในการเห็นในความหมายนั้นๆ
ไม่ว่าจะเข้าใจไตรลักษณ์ก็เป็นการปรุงแต่งในความหมายว่าเป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน

--------------------------------------------------------------------------------------

ในเมื่อทุกอย่าง ทุกสรรพธาตุ ทุกสรรพธรรมทั้งหลายล้วนอนัตตาอยู่แล้ว
แล้วนักปฏิบัติทั้งหลายเอาอะไรไปปฏิบัติกันเล่า

ก็เอาสักกายทิฏฐิ คือความหลงเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนนั่นแหละไปเจริญ ไปดำเนิน ไปปฏิบัติ

แล้วสักกายทิฏฐินั้นเป็นอย่างไร?

สักกายทิฏฐิก็เกิดจากการกำหนดรู้ กำหนดเห็น ผ่านทางผัสสะ อายตนะของตนนั่นแหละ
มันก็เป็นการปรุงแต่งในการรับรู้ทั้งหมด หลงปรุงแต่งว่า "เรา" รับรู้ แล้วมันก็หลงว่าเป็นตัวตน
ไม่ว่าจะกำหนด ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหวอะไร มันก็คือการที่ปรุงแต่งให้มีเราเข้าไปเป็นผู้ดำเนิน

ปฏิบัติแทบตายจะละสักกายทิฏฐิ แต่ดันหลงไปเจริญสักกายทิฏฐิเสียนี่
แล้วมันจะจบอะไรได้อีกนอกจาก พยายามที่จะจบให้ทิฏฐิตนเอง
แต่มันก็ไม่จบจริง เป็นเพียงสนองตัณหาในธรรมของตนไปวันๆเท่านั้น

จะละสักกายทิฏฐิได้ก็ต้องปลง ปลงไอ้ที่รู้ ไอ้ที่เห็น ได้ที่เห็นว่า เข้าใจว่า มีความหมายว่าให้หมดนั่นแหละ
เมื่อมันคลายออกจากตัวเองในรู้ในเห็นในการปรุงแต่งทั้งหลายแล้ว สักกายทิฏฐิก็จะคลายออกไปเอง
นิพพานนั้น มันว่างจากตัวตนในอะไรๆ ว่างจากแม้กระทั่งทิฏฐิและความเชื่อในนิพพานว่ามีอยู่จริง
เพราะโดยนัยแห่งความเป็นจริงแล้ว จุดเริ่มต้นก็ไม่มี จุดจบก็ไม่มี หลงอุปาทานในทิฏฐิเอาเองทั้งนั้น

นั่นแหละคือความตลบแตลงของสักกายทิฏฐิ ที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากปล่อยให้มันคลายของมันเอง
ปลงรู้ปลงเห็นเสีย แล้วมันจะแจ้งของมันไปเอง

No comments:

Post a Comment