Saturday, February 16, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#21

ไม่มีใครต้องคลายอะไร เพราะมันคลายของมันเองอยู่แล้วตลอด
ไม่มีใครต้องสละอะไร เพราะมันสละตัวมันเองอยู่แล้วตลอด
ไม่มีใครต้องจบอะไร เพราะมันจบตัวมันเองอยู่แล้วตลอด

ทุกสรรพสิ่งล้วนเสื่อมไปโดยตัวมันเองอยู่แล้ว(ทุกขัง)
ไม่เป็นตัวตนอยู่แล้ว(อนัตตา)
แล้วจะมีใครต้องปฏิบัติเพื่อดับอะไร
แล้วจะมีใครต้องดิ้นรนเพื่อดับอะไร..ไม่มี

นี่คือรหัสนัยแห่งการจบกิจ
คือไม่มีใครต้องทำอะไรเพิ่มเติมอีกเเล้ว
ก็แค่ปล่อยให้มันเป็นธรรมโดยธรรมของมันเอง
ปล่อยให้ทุกอย่างคลายตัวมันเอง
แม้กระทั่งกรรมก็เป็นเพียงสภาวะธรรมที่ไม่ใช่อะไร
แ้ล้วจะมีใครต้องกลัวอะไร?

ไม่ต้องไปเร่งรีบให้ใครคลายให้
ไม่ต้องไปเร่งรีบให้ใครจบให้
มันจบของมันเองอยู่แล้วตลอด
คลายของมันเองอยู่แล้วตลอด

"เรา"นั่นแหละที่หลงไม่ยอมจบไปเสียเอง
สุดท้ายก็โดนตัณหาตลบหลังเอาแบบไม่รู้ตัว
ก็เลยกลายเป็นอุปาทานบนความว่าง เป็นการมีตัวตนไปว่าง
แต่ไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริงแห่งพระนิพพานที่ว่างจากตัวตนอยู่แล้วตลอด

-------------------------------------------------------------------------

ไม่มีมหาบารมีองค์ไหนที่จะใช้วิธีตอกย้ำอุปาทานของเหล่าสรรพสัตว์แล้วช่วยให้หลุดออกจากอุปาทานนั้นหรอก
เพราะทั้งหมดมันก็แค่ไปหลงติดหลงหลุดทั้งนั้น ก็มีแต่สัตว์นั่นแหละที่หลอกสัตว์กันเอง
ในความเป็นจริงนั้นมันไม่มีใครติดใครหลุดจริงอยุ่แล้ว อย่าไปให้เขาหลอกเอาอีกก็แล้วกัน

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ความเรียบไร้ที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ที่ว่างตลอด
ไม่ใช่ที่โปร่งโล่งเบาหรืออึดอัดขัดเคือง
ไม่ใช่ที่การไม่ปรุงแต่งหรือปรุงแต่ง
ไม่ใช่ที่การไร้หรือไม่ไร้
ไม่ใช่ที่ทุกข์หรือสุข
ไม่ใช่ที่นิพพานหรือสังสารวัฏ
ไม่ใช่ที่ไร้หรือไม่ไร้
หมดการให้ค่า่เพราะไร้ตัวตนจะตีค่าอะไร
หมดตัณหาที่จะพุ่งไปเพราะมันไม่มีค่าอะไร
นี่คือที่สุดของความธรรมดาสามัญแห่งพระนิพพาน

------------------------------------------------------------------------------------------------

โลกใบนี้ไม่มีทางที่ใช่
ไม่มีทางที่ถูก
ไม่มีทางที่ผิด
ไม่มีทางหนึ่งเดียว
ไม่มีทางของเธอ
ไม่มีทางของฉัน

เมื่อมันไม่มีทางอะไร จุดมุ่งหมายก็ไม่ปรากฏมี
ก็เป็นเพียงแต่ความหลงไปเท่านั้นว่ามี ว่าเป็น ว่าไป

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ไม่ต้องเพื่ออะไร
ไม่ต้องหาเหตุผล ไม่ต้องให้เหตุผลว่าทำไม
เพราะมันก็เป็นเพียงอุปาทานที่ซ้อนลงไปเท่านั้น
แล้วมันก็จะดำเนินไปโดยไร้ผู้ดำเนิน
ไร้ซึ่งจุดหมาย และไร้ซึ่งหนทาง

ว่างจากตัวตนในท่ามกลางทางที่หลงคิดว่าเป็นทางนั้นทันที

--------------------------------------------------------------------------------------------------

จิตเองก็เป็นการปรุงแต่งไปบนโมหะอวิชชา ดังนั้นก็ไม่ต้องเอาจิตไปวางอะไร ปล่อยให้มันคลายของมันเอง วางของมันเอง ก็แค่ปล่อยเท่านั้น

-------------------------------------------------------------------------------------

ทุกสรรพสิ่งล้วนมีและเป็นไปโดยธรรมชาติเดิมของมันอยู่แล้ว
กรรมก็ส่วนของกรรมเอง ไม่ต้องไปตอกย้ำว่ามีกรรม
ไม่ต้องไปหาเหตุว่ากรรมดีหรือกรรมเลว
ไม่ต้องไปอุปาทานว่ามีกรรมหรือมีเวรอะไรอีก
เพราะมันก็แค่อุปาทานเอาเองทั้งนั้น เป็นอุปาทานซ้อนไม่จบสิ้น

เพราะถ้าไปอุปาทานว่ามีกรรม มันก็จะอุปาทานว่าตัวเองต้องเสวยกรรม
แล้วก็อุปาทานไปแก้กรรม เสร็จแล้วก็อุปาทานเช็คกันอีกว่ายังเหลือกรรมอีกเท่าไหร่

แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ยังไม่ใช่อะไร เป็นเพียงการหลงติด และหลงไปหลุดเท่านั้น
ไม่มีทางที่กรรมจะลดลงได้เลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นจากการสาละวนไปแก้นั่นแหละ
เพราะอุปาทานว่ามีกรรมก็เป็นกรรม ไปอุปาทานว่าแก้กรรมได้ก็เป็นกรรม

แล้วมันจะมีตรงไหนที่ว่างเว้นจากกรรมได้อีกเล่า?
ก็ตรงที่ว่างไร้จากตัวตนนั่นแหละคือการว่างเว้นจากกรรมโดยบริบูรณ์อยู่แล้ว
ว่างเว้นจากตัวตน มันก็ไม่มีผู้กระทำ ไม่มีผู้เสวย ถึงที่สุดแล้ว กรรมก็ไม่ใช่อะไร
เป็นเพียงกระแสธรรมที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลง เสื่อมลง และไม่มีตัวตนจริงอยู่แล้วตลอด
แค่เพียงอย่าเอาตัวตนไปอุปาทานลงไปเท่านั้นมันก็จบของมันเองอยู่แล้ว

No comments:

Post a Comment