Saturday, February 16, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#20

ผู้ใดพยายามที่จะจับฉวยความจริงแห่งสัจธรรม ด้วยปัญญา ด้วยการพิจารณาใคร่ครวญ วิตก วิจัย เชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผลในเชิงตรรกะ ตีความให้ค่า แยกแยะธรรมด้วยทิฏฐิและทัศนะของตน

ผู้นั้นก็จะจับฉวยได้เพียงทิฏฐิตนอันเป็นมายาแห่งการปรุงแต่งเท่านั้น จะไม่สามารถเข้าถึงความจริงแท้แห่งสัจธรรมได้เลย

ก็ให้มันว่างปลงเสียจากทิฏฐิและปัญญาอันเป็นความปรุงแต่ง แล้วมันก็จะแจ้งตรงต่อสัจธรรมไปเอง

--------------------------------------------------------------------------------------------------

ความตึงเครียดของผู้คนนั้น ไม่ได้เกิดจากเหตุอื่นใดเลยนอกจากตัวเอง
ก็เพราะไปมีตัวเองในทุกอย่างทุกเรื่อง เอาทุกอย่างมาแบกไว้เอง
เอาทุกอย่างมาเป็นความรับผิดชอบของตน เอาทุกอย่างมาใส่ใจไปเสียเอง
เอาคำพูดคนอื่นมาเป็๋นภาระเสียเองเสร็จแล้วก็หนักไปเอง
แต่ก็ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมถึงเครียด ถึงได้คับแค้นอยู่ตลอดเวลา

ก็ให้เข้าใจว่าทุกดวงจิตทุกดวงวิญญาณ ทุกสรรพสิ่ง ทุกสภาวะ
ล้วนแล้วเต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเองอยู่แล้ว
แต่พอมีตัวเรา ทัศนะของเราซ้อนลงไปมันก็เลยไม่ดี ไม่พอใจไปเสียเอง
เรียกว่าหลงบ้าบอไปเอง
สิ่งต่างๆมันก็เป็นแบบนั้นของมันอยู่แล้ว
แม้จะไม่มีเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือรับรู้ก็ตาม

ดังนั้นก็ให้ปลงใจในธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่มันเป็นธรรมโดยธรรมอยู่แล้วตลอด
เลิกแบก เลิกห่วง ให้หมดใจกับสิ่งทั้งปวง นั่นแหละคือความพ้นทุกข์ที่แท้จริง

---------------------------------------------------------------------------------------------------

จิตนั้นคือการอุปาทานในรู้ ในวิญญาณขันธ์ เป็นการปรุงแต่งบนตัวมันเอง จึงเป็นจิตขึ้น
ดังนั้นไม่ต้องไปควานหาจิตหนึ่ง เพราะจิตหนึ่งก็ไม่ใช่อะไร ไม่งั้นมันจะเป็นอุปาทานซ้อนลงไปอีก

เนื้อหาแห่งองค์พุทธะจริงๆนั้น มันว่างจากความเป็นจิต ว่างจากตัวตนซ้อนลงในจิต
ไม่ใช่การไปทำจิตให้ว่างจากอะไร จิตมันก็เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของมันอยู่แล้วโดยธรรม โดยอนัตตาธรรม

แต่ถ้าไปทำจิตให้ว่าง มันก็คืออุปาทานบนความปรุงแต่งว่าว่างนั่นแหละ
แล้วจะเอาอะไรปรุงแต่งเล่า ถ้าไม่ใช่ตัวตน ที่อุปโลกน์จิตหนึ่งขึ้นมาหลอกตัวเอง

----------------------------------------------------------------------------------------------------

ไอ้ที่ชอบพูดกันว่า ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธานน่ะ มันก็ไม่จริง
ใจหรือจิตมันก็อนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว หลอกตัวเอง

ก็แล้วใครเล่าที่อยู่ที่ใจ ใครเล่าที่ใหญ่ ใครเล่าที่เป็นประธาน
ก็ "ตัวกู" นี่ไงที่หลงเป็นประธานอยู่ หลงทำกิริยาอยู่ แล้วก็เป็นกรรม รับวิบากไปเสียเองทุกเรื่อง
ทีนี้ยังอยากจะใหญ่ที่ใจกันอีกไหมเล่า ท่านประธานที่เคารพ

---------------------------------------------------------------------------------------------------

ใครๆก็ว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ...พูดแล้วก็เจ๋งดี
ก็ถ้ามันเจ๋งที่ใจจริงๆ มันคงไม่ทุกข์ใจหรอกจริงไหม
มันคงไม่บ้าบอไปเรื่อยหรอกจริงไหม
มันคงไม่ต้องไปพยายามฝึกมันหรอกจริงไหม

ก็เห็นว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ด้วยพูดกันอย่างมั่นใจ
แต่เหตุใด โดนใจตนลากไปปู้ยี่ปู้ยำกระทำชำเราทางอารมณ์อยู่ตลอด
ตอบได้ไหมล่ะเธอ?

ก็เพราะมันไปยึดเอาใจว่าเป็นใจของเรา
ก็เลยต้องดิ้นรนเพื่อจะเอาใจมัน
ทำทุกอย่างเพื่อบำรุงบำเรอมัน
จะดี จะบ้าตอนไหนไม่บอกกล่าว
พอมันทุกข์ก็เสร็จมัน
แล้วตกลงว่าอะไรอยู่ที่ใจกันแน่?

จะบอกให้นะเธอ...
ทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ใจหรอก
แต่เป็น "ตัวกู"ของเธอนั่นแหละที่ดันไปอยู่ที่ใจ
มันก็เลย เต้น เล่น ร้อง ดิ้น อึดอัด บีบคั้น ดีใจ เสียใจ
บ้าบอตอนที่มันเปลี่ยนแปลงไป
บ้าบอทุกครั้งที่มันไม่ได้ดั่งใจ

นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าใจไม่ใช่ของเธอ เธอเพียงอาศัยมันชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
จะให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสทางใจ ก็เพียงอย่าไปยึดในอารมณ์ใดของใจ
ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง ทุกอารมณ์ ทุกสภาวการณ์ ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องขัดขืน
ให้มันผ่านไป ผ่านตลอดเหมือนไฟเขียวตรงสี่แแยก
ไม่ต้องค้นหาความหมาย ไม่ต้องค้นหาเหตุและผล
เพราะนั่นก็ถูกใจมันตลบหลังเอาแล้ว ทุกสภาวการณ์ของใจก็ช่างมัน
ช่างมันนี้ไม่ใช่ให้ละอะไร แต่ปล่อยให้มันผ่านไปๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เมื่อไหร่ที่คลายออกจากการยึดในจิตในใจของตน
เมื่อนั้นมันก็จะว่างจากตัวตนในจิตไปเอง
เมื่อนั้นก็จะไม่มีอะไรมาแบ่งแยกเธอกับสรรพสิ่งทั้งหลายอีกต่อไป
หมดความเป็นเธอ หมดความเป็นอะไรๆ
จึงหมดความขัดแย้ง หมดความบีบคั้น
นั่นแหละคือศานติสุขที่แท้จริง ที่เรียกขานกันว่านิพพาน

No comments:

Post a Comment