Friday, February 15, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#19

ถึงที่สุดแล้ว มันก็ไม่มีใครที่จะต้องสละอะไรอีกต่อไป
ก็อย่าเผลอเอาอะไรไปเสียสละอะไรอีก
ไม่อย่างนั้นมันก็จะมีผู้สละและสิ่งที่สละออกอีกเกิดขึ้นทันที

ทุกอย่างมันสละตัวมันเองอยู่แล้ว ในทุกๆขณะที่ผ่านไป
ก็เพียงแค่ปล่อยให้มันเป็นเป็นไปตามธรรมแบบนั้นอยู่เอง
นั่นแหละ คือการสละที่แท้จริง

------------------------------------------------------------------------------

ไม่ว่าจะอยู่ในวัดหรือนอกวัด มันก็ไม่มีความแตกต่างอะไร
ก็ถ้ามันว่างอยู่แล้ว อยู่ตรงไหนก็วัด
วัดอันเป็นเนื้อหาที่ว่างจากตัวตนอยู่แล้วตลอด

แต่หากอยู่ในวัดแล้วยังคิดว่ามันดีกว่าข้างนอกวัด นั่นก็หลงไปยึดแล้ว
อย่างนี้เรียกว่าอยู่วัดแต่ไม่ถึงวัด
เป็นแค่การแบกตัวตนเข้าไปอาศัยวัดอยู่เท่านั้น

ก็ว่างเอาไว้นั่นแหละ แล้วมันจะเป็นวัดไปเอง

------------------------------------------------------------------------------

คนส่วนใหญ่ยังหลงคิดเอาเองว่าการมีสตินั้นทำให้ชีวิตไม่เป็นไปตามกรรม
ก็เลย "พยายาม" ที่จะมีสติอยู่ตลอดเวลา โดยหารู้ไม่ว่า สิ่งนั้นคือการมีตัวตนบนสติ
คือไปทรงรู้เอาไว้เพื่อที่จะได้มีสติตลอดเวลา แบบนี้ก็ยังเป็นกรรมบนสติอยู่

ในความเป็นจริงแล้วสติเองก็เป็นเพียงสิ่งอาศัยชั่วคราวเท่านั้น ไม่ต่างจากสภาวะธรรมอื่นๆ
คือมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา ไม่เป็นตัวตนอยู่แล้วตลอด
ผ่านมาผ่านไปไม่ต่างจากอารมณ์ ความรู้สึกทั้งหลาย
การทรงสติตลอดเวลาจึงไม่ช่วยให้ใครพ้นทุกข์ เพราะมันก็เป็นทุกข์โดยตัวมันเองอยู่แล้ว

แต่ให้ปลงแม้กระทั่งสติ แล้วสติมันก็จะทำงานไปอย่างอัตโนมัติ ตามธรรมชาติธาตุธรรมของมันเอง
คือรู้แต่ไม่มีความหมายในรู้นั้น รู้แล้วไม่ติดรู้ รู้แล้วไม่หลงรู้ ทำงานของมันเองโดยไม่ต้องบังคับ
ไ่ม่ใช่ไปหลงบังคับให้ตามดูตามรู้ตลอดเวลา หลงปรุงแต่งมีความหมายกับการรู้นั้นๆ
ก็"ใคร"เล่าจะไปตามดูตามรู้ได้ ถ้าไม่ใช่ "เรา" ที่ซ้อนเข้าไปในรู้เสียเอง

สติที่ทำงานไปตามธรรมชาตินี้แหละคือ สัมมาสติ ที่แท้จริง
ส่วนสติที่ไปบังคับให้เกิดนั้น คือ มิจฉาสติ เท่านั้น

-------------------------------------------------------------------------------------

สัจธรรมนั้นไม่ต้องพิสูจน์ตัวมันเองกับใครหรือกับสิ่งใด
เพราะสัจธรรมนั้นมันเป็นความจริงอยู่เองแล้วตลอดไม่มีเว้น
ไม่ว่าสัตว์โลกจะหลงไปมากเท่าใด สัจธรรมก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ก็มีแต่สัตว์โลกนั่นแหละที่พยายามจะพิสูจน์ว่ามันเป็นจริงตามโลกียวิสัยอันคับแคบแห่งตน
ความจริงที่ได้จากการพิสูจน์ตามผัสสะอายตนะความปรุงแต่งทั้งหลายแห่งตนนั้น
ก็คือโลกียธรรม เป็นเพียงทิฏฐิแง่มุมต่อสัจธรรม ไม่ได้ช่วยให้ใครพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริงเลย

มันเป็นเพียงความพยายามที่จะใช้มายาสมมติไปพิสูจน์มายาสมมติ
เป็นเพียงการใช้มายาสมมติที่จะออกจากมายาสมมติเท่านั้น
แล้วมันจะพบความจริงได้อย่างไร เพราะแม้กระทั่งตัวตนที่หลงพิสูจน์อยู่ก็มายาทั้งนั้น

ให้ปลงมายาการแห่งสมมติทั้งหลายลงเสีย แล้วจะแจ้งตรงต่อสัจธรรมไปเอง
สัจธรรมจริงแท้ทะลุทะลวง ไม่ติดขัดข้องคาในสมมติทั้งหลาย
สัจธรรมนั้นก็คือ นิพพาน นั่นเอง

No comments:

Post a Comment