Friday, February 15, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#18

ทุกข์ทั้งหลายนั้นล้วนมีอยู่แล้วในสังสารวัฏ
ทุกข์ที่ว่านี้คือความเสื่อมไปโดยตัวมันเองของสรรพสิ่งสรรพธรรมทั้งหลาย

พระพุทธเ้จ้าจึงไม่ได้สอนให้ใครไปดับทุกข์ของตน
เพราะมันดับโดยตัวมันเองอยู่แล้วตลอด และทุกข์ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงด้วย

และถึงแม้ว่าเราจะพยายามเข้าไปดับทุกข์ด้วยความเพียรมากแค่ไหน
มันก็ยังมี"เรา"ที่คอยไปก่อภพก่อชาติ เพื่อที่จะดับทุกข์อยู่เสมอ
สุดท้ายแล้วมันก็ไม่เคยที่จะดับทุกข์ได้จริงเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะโดยความเป็นจริง..."เรา" นั้นไม่มีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
หลงไปเองทั้งนั้น

จะตื่นออกจากความหลงได้ก็ต่อเมื่อ "หยุด" ที่จะพยายามแบบไหนอย่างไรในการที่จะดับทุกข์นั่นแหละ
...คือยอมมันให้หมดใจในทุกสภาวะที่ผ่านมาผ่านไป
ไม่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งมัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุและผลอะไรก็แล้วแต่
ก็ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดเองเป็นเอง ไม่ต้องหาคำอะไรมาอธิบายอะไรอีก
เพราะนั่นคือตัวตนที่ซ้อนลงไปบนสรรพธรรมทั้งหลาย ก่อให้เกิดอัตตาในปัญญา อัตตาในทิฏฐิ

แล้วมันก็จะคลายจากความเป็นตัวตนที่ซ้อนลงในสรรสิ่งสรรพธรรมทั้งหลายไปเอง
เมื่อความเป็น "เรา" คลายออกจากสรรพสิ่งสรรพธรรมทั้งหลายแล้ว
คลายออกจากทิฏฐิและปัญญาทั้งปวงแล้ว

มันก็จะแจ้งไปเองว่าจริงๆแล้วโลกธาตุนี้ไม่ใช่อะไรเลยแม้กระทั่งความทุกข์
นี่คืออิสรภาพจากทุกข์ที่แท้จริง ที่เรียกขานกันว่านิพพาน

-----------------------------------------------------------------------------------

ไม่ต้องอุปโลกน์ใครหรืออะไรขึ้นมาโปรดสัตว์อีก
เพราะแค่ที่เป็นอยู่นี้มันก็ยึดกันมากเกินไปแล้ว

-----------------------------------------------------------------------------------

สัจธรรมนั้นไม่ใช่ตรงที่คำพูดหรือบทความที่เป็นสมมติบัญญัติ
นั่นเป็นเพียงร่องรอยแห่งทิฏฐิที่สมมติขึ้นมาล้างแง่มุมทิฏฐิเท่านั้น
ไม่ใช่ระบบการศึกษาหรือเอามาอ่านมาฟังเพื่อปัญญาอะไร
สัจธรรมทั้งหลายจึงไม่ใช่สิ่งที่จะมายึดติดอะไรได้เลย
การพูดสัจธรรมจึงไม่ใช่การสร้างแง่มุมหรือหลักการใหม่ๆให้ยึดอะไรอีก

ก็ถ้ายึดเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นอุปาทานในธรรมทันที
แม้สัจธรรมเองก็ต้องปล่อยทิ้ง ไม่ต้องยึดอะไรอีก
แล้วมันจะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมไปเอง นั่นคือว่างจากตัวตนในทุกสิ่ง
...นิพพาน

------------------------------------------------------------------------------------

ก็ปล่อยให้ทุกสภาวะเป็นไปตามธรรมของมันเอง แม้แต่กิเลส ตัณหา อุปาทานทั้งหลายที่เรามีความรังเกียจอยากจะกำจัดมันก็ตาม

เพราะสุดท้ายในความเป็นจริงแห่งสัจธรรม มันก็ไม่ใช่อะไร ให้วางใจ ปลงใจ ไม่ต้องไปพยายามแก้ไขอะไร ไม่ต้องพยายามไปดับอะไร ให้หมดใจกับทุกเรื่อง ไม่ต้องอะไรกับมัน แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะดับไปเอง เนื่องจากคลายออกจากสภาพความเป็นตัวเอง ซึ่งเรียกว่าเหตุอันเป็นตัวตนที่ตั้งแห่งทุกข์ดับลง ผลในบั้นปลายที่เป็นกิเลส โมหะ ตัณหา อุปาทานทั้งหลายมันก็จะดับลงเอง ไม่ใช่ไปสาละวนเอาต้นเหตุไปดับอาการที่ปลายเหตุอยู่ แบบนั้นมันจะจบได้ยังไงเล่า

แต่ถ้าเราไปยุ่งวุ่นวายกับมันเข้า ไปพยายามที่จะกำจัดมัน พยายามที่จะดับมัน ใช้กำลังตัดมัน มันก็จะมีตัวเราซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เป็นตัวตั้งอันเป็นฐานของทุกข์ โทษ โมหะ ตัณหา อุปาทาน ทั้งหลาย เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลาในการที่จะกระทำการต่างๆนั้นให้จบ ซึ่งมันก็ไอ้สังสารวัฏอันเดิมๆนั่นแหละ

ปลงเลย เลิกให้ค่ากับสรรพสิ่งทั้งหลาย เลิกมีเงื่อนไขกับสิ่งต่างๆ แม้กระทั่งเงื่อนไขว่าจะตรงหรือไม่ตรงต่อธรรม แล้วมันก็จะจบโดยตัวมันเอง แบบที่ไม่มีเราเข้าไปจบให้กับอะไร เพราะทุกอย่างล้วนเป็นธรรมโดยธรรมอยู่แล้วทั้งสิ้น

No comments:

Post a Comment