Friday, February 15, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#16

ความเป็นอัตตาตัวตนนั้น อาศัยการเจริญหรือดำเนินไปบนอายตนะทั้งหลายในการสืบต่อ

ก็ปลงทิ้งเสียซึ่งตัวตนที่ซ้อนลงไปบนอายตนะทั้งหลาย
มันก็จะตรงต่อความดับว่างของตัวตนไปเอง ไร้ตัวตนบนอายตนะใดๆแม้กระทั่งจิต
นั่นแหละคือนิพพานในท่ามกลาง

--------------------------------------------------------------------------------------------

จับผิดก็ได้ผิด จับถูกก็ได้ถูก สะใจก็แค่นั้น
แต่ก็ไม่เห็นมีใครขึ้นจากหลุมที่เรียกว่าสังสารวัฏได้สักคน
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะทะเลาะกันหาห่าอะไร

--------------------------------------------------------------------------------------------

การนั่งสมาธิ หรือ เดินจงกรมไม่ได้ช่วยให้ใครพ้นทุกข์
เพราะ "ใครคนนั้น" ที่มัวแต่หมกมุ่นนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมอยู่
ก็ยังติดคาอยู่กับความพยายามที่จะพ้นทุกข์อยู่ตลอด
มันก็เลยไม่พ้นทุกข์เสียที
ก็ความพยายามนั้นแหละ คือทุกข์เสียเอง
ปล่อยเลยกับทุกสภาวะ เพราะไม่มีทุกข์อะไรเป็นของใครจริงอยู่แล้ว

--------------------------------------------------------------------------------------------

สัมมาทิฏฐิคือแจ้งแล้วว่ามันไม่ใช่อะไร แจ้งแล้วว่าความดับว่างจากตัวตนเป็นเช่นไร แล้วมันจะรู้เองว่าจะไป "กระทำ" อะไรต่อไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ก็ต้องปลงทิ้งแม้กระทั่งสัมมาทิฏฐิเหมือนกัน อริยมรรคคือการคลี่คลายออกจากตัวตนคืนสู่ความไม่มีอะไร หมดทิฏฐิในธรรมทั้งหลายหรือว่างจากตัวตนในธรรมไปเอง

--------------------------------------------------------------------------------------------

นับจากอดีตกาลอันไกลโพ้นหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ จนมาถึงวันนี้ ณ วินาทีปัจจุบันนี้
ก็ยังไม่มีใครหรือจิตดวงใดเลยที่จะสามารถแบ่งแยกออกไปเป็นเอกเทศจากความเป็นหนึ่งเดียวแห่งพระนิพพานได้เลย...ได้แต่หลงว่ามันแบ่งแยกได้...ก็เท่านั้น

จะให้ตื่นจากความหลงที่ปิดบังคลุมเครือแล้วแจ้งตรงต่อพระนิพพานอันเป็นหนึ่งเดียวอยู่แล้วได้นั้น
จึงไม่ใช่การเข้าไปทำอะไรเพื่อที่จะกลับสู่นิพพานหรือเข้านิพพานอีก
ก็ปล่อยเลย ให้หมดเชื้อตัณหาในการบังคับทุกสภาวะแม้กระทั่งใจ
แล้วมันจะแจ้งในสภาวะปัจจุบันไปเองว่า ตัวเราเองก็ไม่มีจริง หลงไปเองทั้งนั้น

---------------------------------------------------------------------------------------------

จะเฝ้ัาดูกายก็เป็นทิฏฐิกับกาย
จะเฝ้าดูจิตก็เป็นทิฏฐิกับจิต
จะเฝ้าพิจารณาธรรมก็เป็นทิฏฐิในธรรม
จะเฝ้าเจริญปัญญาก็เป็นทิฏฐิในปัญญา

ทิฏฐินั้นคือทั้งหมดทั้งมวลของตัวตน ไปเจริญมันจะพ้นตัวตนได้อย่างไรเล่า
ก็ปลงเลยซึ่งทิฏฐิ ปล่อยทุกสภาวะให้มันเป็นไปเองโดยไม่ต้องไปบังคับ
แล้วมันจะหมดตัวตนในรู้ในเห็นเชิงโลกียวิสัยไปเอง
แจ้งตรงต่อพระนิพพานทันที

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้ที่พร้อมตายจริงๆนั้น ไม่ใช่ผู้ที่ตระเตรียมเรื่องทางโลกไว้ดีพร้อมแล้ว ทว่ายังมีห่วงในใจอยู่
ผู้ที่พร้อมตายจริงๆ คือผู้ที่หมดห่วงในอะไรๆบนโลกนี้แล้วนั่นแหละ

People who are READY to die are not those who have already prepared for all the things they would leave behind. Instead, these people still have concerns in their minds.
People who are REALLY ready to die are those who have no more worries of everything in this world.

Translated by: Thinada Koi Piamphongsant

------------------------------------------------------------------------------------------------

การกล่าวสัจธรรมนั้น ไม่ใช่เป็นการกล่าวจากความอุปโลกน์ตนว่าเป็นอะไร

ไม่ใช่การกล่าวสัจธรรมจากความเป็นพุทธะ มหาพุทธะ หรือความเป็นพระโพธิ์สัตว์ มหาโพธิสัตว์ ฯลฯ

แต่การกล่าวสัจธรรมนั้นมาจากที่ "ว่างจากตัวตน" ว่างจากการเข้าไปแบกสถานะใดๆทั้งปวง

แล้วเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะขนานนามว่า "พุทธะ" ไปเอง ไม่ใช่คอยอุปโลกน์ตนให้เป็นอะไรในการโปรดขึ้นมาอีก

To enlighten the truth to sentient beings should not be carried out with a perception that the truth are to be said from 'ME' who is SOMEONE important...

The truth should not be said from the point of which I AM an Enlightened Person, Great Enlightened person, or Bodhisattva, etc.

But the truth should be said from an 'Empty of Self', free from all 'bounded duties or responsibilities'...

Consequently, those sentient beings will name 'YOU' an 'Enlightened Person'...no need to invent one's own self to be SOMEONE when enlightening others…

Translated by: Thinada Koi Piamphongsant

No comments:

Post a Comment