Thursday, February 14, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#14

สัจธรรมนั้น ไม่มียาก ไม่มีง่าย

เพราะถ้าคิดว่า สัจธรรมยาก ก็แสดงว่าพยายามที่จะดิ้นรนไปต่อด้วยตัณหาแห่งตน
หรือถ้าคิดว่า สัจธรรมง่าย มันก็จะไปยึดติดกับความที่ว่ามันง่ายไปอีก

โดยความเป็นจริงแล้ว สัจธรรมนั้นไม่ใช่อะไรให้ยึดถือแม้แต่น้อย
ว่างจากทิฏฐิอยู่แล้วโดยตลอด

สัจธรรมไม่เคยให้อนาคตใคร
สัจธรรมไม่เคยให้คำมั่นอะไรกับใคร
แต่ให้จบโดยตัวมันเอง ไม่ต้องยึดอะไร
...แม้แต่พระรัตนตรัย

เรื่องราวมากมายที่ต่อเติมเข้าไปล้วนแต่เป็นเรื่องของทิฏฐิเราที่มีต่อสัจธรรมเองทั้งสิ้น

ก็สรุปเอาโดยทิฏฐิแห่งตน แล้วไม่จบไปเสียเองจะโทษใครไ้ด้เล่า

ก็ต้องโทษ "ตัวเอง" นั่นแหละที่ไม่ยอมจบให้กับตัวเอง

--------------------------------------------------------------------------------------------

การมีทิฏฐิ ความเห็น ความหมาย ไม่ได้ทำให้ใครทุกข์
การคิดก็ไม่ได้ทำให้ใครทุกข์
หากเราไม่ไปยึดว่ามันเป็นของเราหรือเป็นตัวเราที่คิดที่เห็น
มันก็จะเป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาผ่านไปไม่มีความหมายอะไร
ไม่มีตัวตนในความคิด ความเห็น ความหมายนั้่นแต่อย่างใด

แต่เพียงแค่เรายึดมันว่าเป็นของเราเมื่อไหร่
มันก็จะอึดอัด ขัดเคือง บีบคั้น หวั่นไหวและเกิดทุกข์ขึ้นทันที
อย่าพยายามไปปล่อยไปวางอะไร เพราะนั่นเรากำลังหลงเอา"เรา"เข้าไปวาง
ก็ "เรา" นั้นเองที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งมวล
ไม่ว่า "เรา" จะพยายามทำอะไรให้พ้นทุกข์...ก็ล้วนเป็นเหตุแห่งทุกข์ไปเสียเองอยู่แล้ว
ก็ช่างมันแล้วมันจะคลายจากการยึดนั้นด้วยตัวมันเอง
เมื่อผู้รู้สลายไป นั้นคือความที่ว่างจากตัวตน...นิพพาน

----------------------------------------------------------------------------------------------

ไม่มี "ใคร" มีธุระอะไรกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน
เพราะทุกสิ่งล้วนอนัตตา(ไม่มีตัวตน)อยู่แล้ัว
กิเลส ตัณหา อุปาทาน ล้วนเป็นเพียงสภาวะธรรมที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่อะไร
ก็ไอ้ที่ไปพยายามดับกิเลส ดับตัณหา
หรือพยายามจะปล่อยวางให้พ้นจากอุปาทานอะไรนั่น
มันก็หลงเป็นตัณหาซ้อนตัณหาทั้งนั้นแหละ
หยุดวุ่นวายกับอะไรๆ ปล่อยให้สภาวะธรรมเป็นธรรมของมันเองก็จบแล้ว

----------------------------------------------------------------------------------

การที่จะทำให้กาน้ำเเดือดเย็นลงได้ ไม่ใช่ที่เราใส่น้ำเย็นเข้าไปในกาเพิ่ม
เพียงแค่ไม่เติมเชื้อไฟใหม่ๆเ้ข้าไป เดี๋ยวไฟมันก็มอดเอง น้ำก็เย็นลงเอง

ทุกข์ก็เหมือนกัน...

การพ้นทุกข์ มันไม่ใช่ที่การเติมความสุขเข้าไปเจือจางทุำกข์เดิมที่มีอยู่
เพียงแค่ไม่สร้างเหตุแห่งทุกข์ใหม่ๆเพิ่มเติม เดี๋ยวมันก็จะคลายออกจากทุกข์ไปเอง

----------------------------------------------------------------------------------

อย่าเข้าใจผิดคิดว่าความนุ่มนวลเห็นอกเห็นใจคือความเมตตากรุณาไปเสียหมด
เพราะหลายครั้งความนุ่มนวลที่ว่า มันก็กลายเป็นพิษหรือความไม่เด็ดขาดไปเสียเอง

-----------------------------------------------------------------------------------

ไม่ต้องพยายามไปเปลี่ยนโลกให้มันดีขึ้นหรอก
เพราะถึงที่สุดมันก็เปลี่ยนของมันเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ(และตามกรรม)
มีแต่เรานั่นแหละที่หลงไม่พอใจมันไปเสียเอง
ก็ให้จำไว้ว่าทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องชั่วคราว
มันจึงไม่มีใครต้องจริงจังกับอะไร

--------------------------------------------------------------------------------

เมื่อจิตเป็นกุศลเราก็ว่ามันเป็นจิตที่ประเสริฐ
เมื่อจิตเป็นอกุศลเราก็ว่ามันเป็นจิตที่ต่ำทราม
ไม่ว่ามันจะประเสริฐหรือต่ำทรามก็ตาม
โดยความเป็นจริงแล้ว จิตก็ไม่ใช่อะไร...
เป็นเพียงสภาวะธรรมที่ไม่มีค่า ไม่มีความหมายอะไร
มีแต่ "เรา" นี่แหละที่ไปคอยให้ค่า ให้ความหมาย
ให้ความสำคัญ แล้วก็คอยพยายามจะทำให้มันดี

นี่เองคือตัวตนในจิต หลงว่าจิตเป็นเรา ทั้งๆที่มันก็อนัตตาอยู่แล้ว
ในเมื่อความเป็นจริง จิตก็ไม่ใช่เรา จึงไม่มีใครมีธุระอะไรกับมันอยู่แล้ว
ปล่อยเลย...ก็ช่างมัน

No comments:

Post a Comment