Thursday, February 14, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#11

ผู้ถาม: ขอกราบเรียนถามคำถามที่สืบเนื่องจากบทความนี้ (ถ้าไม่มีตัวดู ตัวรู้ เราจะปลง จะตัดได้อย่างไร?) นะครับว่า ถ้าเราปล่อยแม้แต่การฝึกจิตที่เป็นตัวเรานี้ จุดแตกต่างระหว่างคนฝึก กับคนไม่ฝึกอยู่ตรงไหนหรือครับ? แบบนี้แปลว่าเราไม่ทำอะไร หรือไม่ปฏิบัติก็ได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการ "ปล่อยวาง" ตั้งแต่แรกแล้ว? บทความนี้เข้ามาโดนตรงใจผมพอดีเลยครับ แต่ต้องรบกวนถามอีกครั้่งเพื่อความเข้าใจมากขึ้น ขอบพระคุณครับ

Paramita Mamaki: เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ(เห็นตรง)แล้วว่าไดๆล้วนไม่ยึดกันอยู่แล้ว(อนิจจัง) เสื่อมในตัวมันเอง(ทุกขัง) และว่างอุปทานในการหลงยึดว่ามีตัวตนจริงๆ(อนัตตา) ทุกอย่างก็ตรงเอง สติ สมาธิ ปัญญา ฯลฯ ก็จะสัมมา แบบอัตโนมัติ และบริสุทธิ์เพราะปราศจากตันหา(เจตนาในการเข้าไปฝึกแบบมีเป้าหมายให้ตัวเองบรรลุ) ก็วางใจเอง ไม่ต้องดิ้นรนในการต้องมี ต้องเป็นแบบใหนอีก ก็จะดับเย็น(นิโรธ) สอดคล้องกับนิพพานอยู่แล้วไปเอง

Admin:
คนที่ปฏิบัตินั้นก็เพราะหลงไปปฏิบัติ หลงในธรรม มันก็เป็นอัตตาในธรรม คนธรรมดาทั่วไปที่หลงโลก เขาก็ยึดก็หลงแบบโลกๆ ทั้งสองประเภทถือว่าก็ยังหลงไปยึดในความที่ไม่มีอะไรเลย ก็เพราะทุกอย่างนั้นล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เสื่อมไปโดยตัวมันเอง และไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แม้กระทั่งความที่เราหลงคิดว่าเป็นตัวเรานั่นแหละ

เมื่อรู้และเข้าใจสัจธรรมแล้วก็วางใจ จะจิตแบบไหนใจอย่างไรก็ช่างมัน ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้าไปทรง ไม่เข้าไปปรับแต่ง ไม่ต้องดิ้นหนีดิ้นสู้ ไม่ไหลตามมัน แล้วมันจะคลายออกจากความเป็นอัตตาไปเองเมื่อเราไม่ใส่เจตนาในการบังคับจิตเข้าไป ถึงจุดหนึ่งมันก็จะละสักกายทิฏฐิไปเอง ทุกกระบวนการที่เกิดขึ้นจึงไม่มีผู้เข้าไปกระทำเอา และไปเร่งมันก็ไม่ได้ มันจะคลายออกตามวาระของมันเอง เพียงแต่ไม่ต้องไม่ตั้งเอากับอะไรเอาไว้เท่านั้น นี่คือเนื้อหาของสติปัฏฐานสี่ที่แท้จริง ไม่ใช่ไปตั้งดูตั้งรู้อย่างที่นิยมฝึกปฏิบัติกันครับ

ผู้ถาม: แบบนี้มันเป็นผลจากการฝึกมาช่วงนึงหรือเปล่าครับ จนจิตมีปัญญา สามารถรู้แบบไม่ปรุงแต่ง ไม่แทรกแซง ไม่ดิ้นหนึ แต่สำหรับช่วงแรกๆ ของการฝึก (แม้ช่วงกลางๆ ก็ด้วย) ถ้าไม่ "ตั้ง" อะไรไว้เลย แล้วเราจะ "ฝึก" อะไรล่ะครับ

ผู้ถาม: ขอกราบเรียนอีกครับ ด้วยความเคารพ ว่าทุกคำถาม ถามเพื่อนำไปใช้จริงๆ มิได้ตั้งแง่ถกเถียง ต้องขออภัยล่วงหน้าอีกครั้ง

ผู้ถาม: เพราะสำหรับปุถุชน แบบผม จิตไม่ตั้งมั่นเอาซะเลย ส่วนใหญ่ของการปฏิบัติจะเป็นการเหม่อลอยซะส่วนใหญ่ วันๆ นึงมันก็ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากซักเท่าไหร่เลยครับ

Admin:
การแจ้งในสัจธรรมนั้นไม่ขึ้นกับการฝึกใดๆ ที่คิดแบบนั้นก็เป็นทิฏฐิที่บังสัจธรรมอยู่ คือคิดว่าตัวเองยังดีไม่พอที่จะบรรลุ ตัวเองยังเป็นบัวในน้ำอยู่ ยังไม่พ้นน้ำ ตัวเองเลว ตัวเองชั่ว ศีลยังไม่ครบ สมาธิยังไม่ดี สติยังรั่ว ฯลฯ สารพัดจะนึกขึ้นมาบังตัวเอง ทั้งๆที่สัจธรรมนั้นส่งตรงสู่จิตอยู่แล้ว

ขณะที่องคุลิมาลบรรลุธรรมนั้น ท่านเหนื่อยที่วิ่งตามพระพุทธเจ้าจนปลงหมดแล้ว คือท่านยอมแล้ว จึงเปิดใจที่จะฟังพระพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ พระพุทธเจ้าท่านจึงให้สัจธรรมประโยคเดียว องคุลิมาลจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ทันที

ก็ช่วงที่องคุลิมาลวิ่งไล่พระพุทธเจ้าอย่างเอาเป็นเอาตายนั่นแหละคือพระองค์ท่านให้องคุลิมาลใช้กรรมในส่วนสุดท้ายที่จะบังสัจธรรมจนหมด แล้วจึงให้สัจธรรม ท่านจึงบรรลุฉับพลัน

ถามว่าศีลท่านครบไหม?...ก็ไม่
ถามว่าท่านทำกรรมฐานมาก่อนไหม?..ถ้าจะนับการวิ่งไล่พระพุทธเจ้าเป็นกรรมฐานก็พอจะได้นะ

มนุษย์เรามันหลงกันมาอยู่แล้ว ทำกรรมฐานกันมาอยู่แล้ว อย่างเช่นตอนมีสติ สมาธิจดจ่อในการทำงานนั่นแหละ คือกรรมฐาน แล้วจะต้องทำอะไรอีก?

ในเมื่อไม่มีใครจริงๆ(อนัตตาอยู่แล้ว) แล้วเราจะเอา "เรา" ไปฝึกใครได้เล่า

เนื้อหาสติปัฏฐานจริงๆก็คือให้ปลง ให้ละเจตนาในการใช้ธาตุขันธ์ไปเลย ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติ ไม่บังตับ ไม่ปรุงแต่งกรรมซ้อนลงไป แล้วนั่นแหละมันก็จะเป็นธรรมที่โดยธรรมอยู่เองแล้วทันที พอไม่ทำกรรมซ้อนลงไป กรรมเก่ามันก็จะคลายตัวมันเองออกมา ไอ้ที่หลงว่าเป็นอัตตาก็จะคลายตัวมันเองออกมาจนเนื้อหาเดิมแท้ที่ประภัสสรอยู่แล้ว แจ้งออกจากเมฆหมอกของโมหะมาเอง

ก็ฟังสัจธรรมให้เข้าใจ ขอขมากรรมบ่อยๆ และหยาดน้ำเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะคลายออกจากอุปาทานในธาตุขันธ์ไปเอง

Admin: ที่พูดกันว่าต้องนับหนึ่งปฏิบัติธรรมเนี่ย ถามจริงๆว่าตอนนี้เราอยู่ที่ศูนย์หรือที่สิบ?

มันไม่ต้องไปนับหนึ่งอะไรหรอกครับ มันหลงไปเริ่มไปจบ เพราะโดยความเป็นจริงแล้วมันจบอยู่แล้วแม้จะเริ่มหรือไม่เริ่มก็ตาม

ที่ให้ปลงนั้นก็เพราะว่าเรามันเลยหนึ่งมานานแล้ว การที่จะแจ้งตรงต่อนิพพานซึ่งเป็นสุญญตาธรรม คือว่างจากตัวตน "ศูนย์" ตัวตนนั้น คุณคิดว่าจะต้องทำอะไรเป็นพิเศษอีกเล่า?

ถ้าไปลงมือทำอีกมันก็เลยแล้ว

Admin: คุณสมบัติของมโนธาตุโดยเนื้อหาเดิมแท้นั้นคือ รู้เปล่าๆ ไม่ปรุงแต่ง ไม่จำ รู้แล้วดับลงเฉยๆ ไม่ต่อเนื่องเป็นสันตติ

แต่พอหลงไปปรุงแต่งเท่านั้น มันก็เป็นจิตขึ้นมาทันที จิตนี้เองคือทั้งหมดของอัตตาตัวตน จิตที่รู้ไปตามลักษณะแง่มุมต่างๆของการรู้นั้น รวมเรียกว่า วิญญาณขันธ์ คือรู้และปรุงแต่งไปบนโมหะอวิชชา ดังนั้นจะไปฝึกจิตไม่ได้ เพราะเมื่อใดที่หลงไปทำจิต ทำสติในเชิงอัตตวิสัยซ้อนลงไปบนมโนธาตุ มันก็จะเป็นกรรม มันก็จะเป็นอ้ตตาซ้อนบนมโนธาตุ และกลายเป็นอุปาทานยึดลงในจิตว่าเป็นตัวตน

ทีนี้จะละสักกายทิฏฐิไ้ด้อย่างไรในเมื่อหลงอุปาทานในจิตเสียแล้ว...ก็ให้ปลง

Admin: การที่สอนว่าให้รู้อย่างเป็นกลางด้วยจิตตั้งมั่นนั้น คนสอนก็ยังไม่เขัาใจเนื้อหาที่แท้จริงว่า เป็นกลางจากอะไร เป็นกลางยังไง จิตตั้งมั่นนั้นมันคืออะไร

รู้ด้วยจิตเป็นกลางนั้นก้คือเป็นกลางจากอัตตาตัวตนในการรู้ ถามว่าถ้าไปบังคับให้จิตมันรู้ มันจะเป็นกลางจากตัวตนไหม?...ก็ไม่ เพราะมันมีตัวตนไปบังคับให้มันรู้ มันจึงเป็นอัตตา ทีนี้ส่งการบ้านทีไรมันก็มึดทุกที ตกลงว่าอาจารย์สอนผิดหรือศิษย์โง่?

โดยสติดั้งเดิมแท้อันเป็นคุณสมบัติของมโนธาตุเดิมนั้นมัน "รู้อย่างเป็นกลาง" เองอยุ่แล้ว ถ้าไปบังคับให้มันรู้ มันก็จะมีแต่สภาวะเป็นเพ่งกับเผลอ แต่ถ้าปลงรู้เสีย ช่วงแรกแม้มันจะซัดส่ายไปบ้างก็ไม่เป็นไรเพราะมันเป็นแรงกรรมเก่าที่เ้ข้ามากระทบ ก็ช่างมัน จะจิตแบบไหน ใจอย่างไรก็ช่างมัน จะโล่งจะอึดอัดขัดเคืองก็ช่างมัน แล้วอัตตาที่ซ้อนลงบนจิตจะคลายออกเอง สว่างเอง แจ้งตรงต่อนิพพานไปเอง

ส่วนที่ชอบไปฝึกให้จิตมันตั้งมั่นนั้นก็ผิดอีกนั่นแหละ จิตมันอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ ขืนไปฝึกให้มันตั้งมั่นในอารมณ์เดียว มันก็เป็นอัตตาเท่านั้นเอง

เนื้อหาของการตั้งมั่นก็เกิดจากการปลงตัวรู้อันเดียวกันนั่นแหละ จิตที่ตั้งมั่นของมันเอง นั้นก็คือสัมมาสมาธิ คือสมาธิที่เกิดเองเป็นเองโดยพ้นจากอัตตวิสัยในการทำเอา จะเป็นสมาธิตั้งมั่นได้ก็ต้องปลง พอปลงแล้ว สติเดิมแท้จะเป็นสติไปเอง เรียกว่ามหาสติ จะเป็นมหาสัมปชัญญะไปเอง คือรู้แบบกว้างออก ไม่จดจ่อที่ใดที่หนึ่ง เป็นสมาธิไปเอง เพราะหมดเชื้อในการยึดกับธาตุและสภาวะอันเป็นอนิจจัง ซึ่งยังให้เกิดการกระเพื่อมจากการเกิดดับตลอดเวลาของสภาวะธรรมนั่นเอง

ก็จะเอาอะไรได้จากสิ่งที่เป็นอนัตตาอีกเล่าพอได้แล้ว

Admin: ท่านใดที่มีอธิวาสนาได้มาเจอกับสัจธรรม ก็ไม่ต้องสงสัยในบารมีตัวเองอีกแล้ว เพราะมันก็เป็นแต่กรรมบังทั้งนั้น ให้เปิดใจฟังตรงๆ แล้วอัตตา ความหลง อุปาทานทั้งหลายจะคลายออกไปเองครับ

ผู้ถาม: ขอบคุณมากครับ ฟังแล้วรู้สึกว่ามัน Make sense มากๆ แต่ก็ขออนุญาติยอมรับตรงๆ เลยว่า มันแทบจะเป็นการล้างทิษฐิเก่าทิ้งไปเกือบหมดเลย จากทัศนคติที่เห็นการปฏิบัติเป็นเรื่องของการ "สะสม" กลายเป็นว่า "จะสะสมทำไม เรามีพร้อมอยู่แล้ว", จากที่ต้อง "ทำอะไรซักอย่าง" กลายเป็น "ไม่ต้องทำอะไรเลย" ฯลฯ ยอมรับครับว่า Shock เล็กๆ แต่ก็รู้สึกว่ามันตรงใจหลายเรื่อง ขอบคุณมากครับ ขอบคุณอีกครั้ง

ผู้ถาม: ขออนุญาตถามอีกนะครับ แสดงว่า สติอริยะ หรือการรู้แบบซื่อๆ นั้น เกิดขึ้นจากการเข้าใจ ไม่ใช่เกิดจากการฝึกฝน ใช่มั๊ยครับ?

Admin: สติอริยะนั้นไม่ได้เกิดจากการเข้าใจครับ สติอริยะนั้นคือคุณสมบัติของมโนธาตุดั้งเดิมแท้อยู่แล้ว มันรู้ซื่อๆ ไม่หลงไปปรุงแต่งของมันเองอยู่แล้ว

ความเป็นปุถุชนนั้นเกิดจาก "หลง" เอาว่าเป็นตัวตน ต้องใช้คำว่าหลงนะครับ เพราะทุกอณูธาตุและสภาวะทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว

ถ้ามันอนัตตาอยู่แล้ว..จะมีใครที่ไหนอีกไหมที่ไม่นิพพาน นอกจากหลงไปเอง

อัตตาจริงๆนั้นก็ไม่มีเพราะอัตตาก็เป็นอนัตตาเหมือนกัน คือเป็นอัตตาได้มันก็เสื่อมได้ คลายได้ ก็ล้วนอนัตตาทั้งนั้น

เข้าใจให้ตรงนะครับว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นไม่ใช่ธรรมคู่ แต่ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์อยู่แล้ว ไม่เ้ว้นแม้กระทั่งสัจธรรมคำสอนเเองก็เป็นเพียงสมมติอย่างหนึ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาล้างความหลง ซึ่งในที่สุดแล้วเมื่อแจ้งตรงต่อสัจธรรม สัจธรรมก็ไม่มีค่ามีความหมายอะไร

และการที่จะแจ้งตรงต่อสัจธรรมนั้นก็ต้องปลงในส่วนที่เป็นเจตนาลงทั้งหมด สติอริยะก็จะแจ้งแสดงตัวออกมาเอง พูดง่ายๆคือทุกสรพพดวงจิตนั้นอริยะอยุ่แล้วแต่ถูกโมหะอวิชชาครอบงำเอาไว้ คงเคยได้ยินว่า "จิตคือพุทธะ" หรือ "พุทธะมีอยู่ในทุกคนอยู่แล้ว" ก็ตรงนี้แหละครับ

Admin:
แล้วรู้หรือไม่ว่าอริยสัจสี่นั้น ทำไมนิโรธถึงขึ้นก่อนมรรค? แล้วทำไมมรรคจึงเป็น "อริยมรรค"?

ทุกข์คือ สภาวะที่อึดอัดขัดเคือง ทนได้ยาก (เพราะมีอัตตาตัวตนซ้อนในสภาวะที่หลงเข้าใจว่าเป็นตัวเอง)

สมุทัยคือ เหตุแห่งทุกข์ ก็คือหลงไปว่าสรรพสิ่งที่รับรู้นั้นมีจริง ก็ให้ปลงเสียซึ่งสมุทัย คือทุกสิ่งทุกอย่างก็ช่างมัน ไม่ต้องเอาอะไรมาใส่ใจ ไม่ต้องเอาใจไปผูกกับอะไร สติปัฏฐานสี่จริงๆแล้วก็คือปลง ที่สอนกันว่า "สักแต่ว่าไป" ก็คือปลง ไม่เอาอะไรกับสภาวะใดๆ ไม่ใส่เจตนาลงไปในรู้ในเห็น มันก็จะไม่ไหลไปปรุง แล้วมันจะคลายออกจากความหลงไปเอง เมื่อความหลงคลายออกก็จะแจ้งตรงต่อนิโรธก่อน จากนั้นมรรคจึงจะเดินเอง

นิโรธ หรือนิพพานคือ ความ "ว่าง" จากตัวตน หรือ "ว่าง" จากตัวตนซ้อนลงในทุกๆธาตุ ทุกๆสภาวะ

อริยมรรค คือ กระบวนการถอดถอนจากความหลง อริยมรรคนั้นพ้นไปจากอัตตวิสัย พูดง่ายๆก็คือทำเอาไม่ได้นั่นเอง ก็ต้องปลงทั้งสี่ฐาน เพราะพระพุทธเจ้าทรงบอกเอาไว้แล้วว่าขันธ์ห้าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา จะแจ้งตรงต่อนิพพานได้ไม่ใช่ไปฝึกดู ฝึกรู้ เพราะไอ้ตัวที่ไปตั้งดู ตั้งรู้นั้นคือตัวเรานั่นเอง ถ้าสังเกตดีๆ พอดูจิตขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะเห็น"ตัวเรา" ซ้อนขึ้่นมาดูสภาวะทันที ซึ่งสิ่งนี้ยืนยันได้ว่า การดูจิตที่สอนๆกันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น เป็นโลกียวิสัย แล้วมันจะนำสู่โลกุตรธรรมอย่างนิพพานได้ยังไง ก็ปลงตัวรู้(ตัวเรา)เสียเองเลย เมื่อหมดหลงว่าเป็นตัวตน มันก็จะแจ้งไปเอง

ไม่มีใครแจ้งตอนเป็นปุถุชนนะครับ แจ้งตรงต่อนิพพานแล้ว มันจะเข้าใจเนื้อหาเองทั้งหมด แต่ที่ฝึกๆกัน ศึกษากันอยู่เนี่ย มันคือความพยายามที่จะ"แจ้ง"ก่อนแล้วค่อยนิพพาน...ถามจริงๆว่ามันเป็นไปได้เหรอ?

ถ้าไปดูกันจริงๆ ในพระสูตรสำคัญอันเป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนาไม่เคยพูดเรื่องอัตตาเลย เพราะอะไรครับ?

ก็เพราะอัตตาจริงๆนั้นไม่มีไงเล่า!!!

สังโยชน์ 10 ขึ้นด้วยอะไรครับ?

สักกายทิฏฐิใช่หรือไม่?

แล้วสักกายทิฏฐิแปลว่าอะไรครับ แปลว่า ความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน หรืออธิบายอย่างละเอียดก็คือ มันไม่มีอัตตาอยู่แล้ว ทุกอย่างล้วนอนัตตาหมด มีแต่หลงกันไปว่าเป็นตัวเป็นตนเท่านั้นเองครับ

ก็ละสักกายทิฏฐิได้ มันจะแจ้งไปเองว่า อ๋อ...ุทุกอย่างมันนิพพานอยุ่แล้วนี่เอง มันไม่เคยมีอะไรเป็นอัตตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว

Admin: ก็ไปขอขมากรรมก่อนเพื่อเปิดกรรมที่มันปิดบังอยู่ แล้วก็ฟังสัจธรรมบ่อยๆ มันจะเข้าใจและคลายออกจากความหลง ความยึดติดไปเองครับ

ผู้ถาม: ขอบพระคุณมากครับ

No comments:

Post a Comment