Friday, February 1, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#1

โลกเล็กลงไม่ใช่เพราะอินเตอร์เน็ต แต่เป็นเพราะ"อัตตา"ของคนนั้นใหญ่ขึ้นต่างหาก

----------------------------------

การเผยแพร่ธรรมทั้งหลายเพื่อวัตถุประสงค์แอบแฝงของตน แม้ผลที่ได้จะดี แต่ก็ล้วนเป็นกรรมทั้งนั้น

----------------------------------

สัจธรรมแท้นั้นไม่ต้อง marketing แต่อย่างใด เพราะสรรพสัตว์ต้องการอยู่แล้วทุกตัวตน ไม่ต้องออกแรงขาย

ส่วนพวกที่เนื้อหาไม่ใช่สัจธรรมแท้ นั้น สังเกตง่ายๆ คือทำ marketing กันเต็มสูบ ทำ PR กันเต็มพิกัด เพราะเนื้อหาไม่ใช่ของแท้ ก็เลยต้องใส่สีตีไข่ กระตุ้นตัณหาของผู้คนไปเรื่อย แบบนี้ก็เป็นกรรมครับ

-----------------------------------

ความโลภ เกิดจากตัณหาที่ได้รับการสนอง
ความโกรธ เกิดจากตัณหาที่ไม่ได้รับการสนอง
ส่วนตัณหานั้นเกิดจาก ความหลงไปว่าสรรพสิ่งในโลกนี้มีค่ามีความหมาย มีความแตกต่างระหว่างดี-เลว ถูก-ผิด สุข-ทุกข์
ดังนั้นการที่จะพ้นจากทุกข์ได้ มันจึงไม่ใช่การประหารกิเลสตัวใด แต่ก็ให้ละให้ปลงเสียซึ่งอวิชชาอันเป็นเบื้องต้น ซึ่งก็คือ "จิต" นั้นเสีย แล้วสัจธรรมความจริงแห่งพระนิพพานก็จะปรากฏขึ้นเอง

-------------------------------------

อย่ายึดติดกับอะไร เพราะอะไรๆมันก็ยึดไม่ได้ทั้งนั้น วางใจ

-------------------------------------

สมาธิหรือความสงบระงับที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะการเข้าไปทำใจทำกายแบบไหน

แต่ให้ละซึ่ง "ความพยายาม" ทั้งปวงที่จะปฏิบัติกายปฏิบัติใจอย่างไร แล้วมันจะเป็นสมาธิไปเอง

นี่คือเนื้อหาของสมาธิที่แท้จริง...

-------------------------------------

ฝากถึงเหล่าคนจิตอาสาทั้งหลาย

สิ่งที่พวกท่านทำกันอยู่นั้นเป็นการไปมีส่วนในวิบากกรรมของผู้อื่น ดังนั้นก็อย่าเอาใจเข้าไปแบกใครให้เป็นภาระอะไร เพราะเขาเหล่านั้นก็แบกทุกข์ของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปแบ่งทุกข์เขามาใส่ใจเรา

ช่วยเราก็ช่วยไป แบบไม่อะไร แบบไม่ต้องยึดว่าเขาจะต้องดูแลช่วยเหลือตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้ ควรจะมีสำนึกแบบนั้นแบบนี้ ไม่ต้องไปเอาคนอืนมาเป็นประมาณ ไม่ต้องคาดหวังอะไรจากใคร เพราะคนมันก็มีหลากหลายภพภูมิ จะไปยึดดี ยึดเลวไม่ได้ ก็ช่างมัน ทุกผู้ทุกนามล้วนมีกรรมของตน อย่าไปแบกกรรมใคร อย่าไปค้ำกรรมใคร เสียสละแล้วก็ให้แล้วไปไม่ต้องเก็บมาเป็นอารมณ์ตกค้างกันอีก ถ้าทำได้แบบนี้งานอาสาก็ไม่ใช่งานหนักอะไรอีกต่อไป

-------------------------------------------------------

จริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเบียดเบียนกัน การแก่งแย่งชิงดีกัน ท่ามกลางภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ล้วนเป็นกรรมที่ทุกรูปนามเคยกระทำต่อกันมาแล้วทั้งนั้นนับชาติไม่ถ้วน

ดังนั้น ก็ไม่ต้องไปโทษใครว่าชั่วว่าเลว เพราะทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกรรมและวิบากกรรมทั้งนั้น มันไม่มีความหมายว่าดีว่าเลวอะไรจริงๆหรอก

ก็เหมือนที่องคุลีมาลฆ่าคนไปเกือบพันคนนั่นแหละ ท่านก็ไม่ได้เลวจริงอย่างที่เห็น เพราะคนเหล่านั้นก็มาชดใช้กรรมให้ท่านอย่างสมน้ำสมเนื้อกับที่เคยรุมฆ่าท่านมาเมื่อชาติก่อนๆก็เท่านั้นเอง

ถ้าเข้าใจสัจธรรมความเป็นจริงได้ตามนี้ การอโหสิกรรมต่อกันจะง่ายขึ้น และห่วงโซ่แห่งกรรมนั้นก็จะขาดลงไปเองโดยที่เราไม่ต้องเข้าไปแก้ไขอะไรเลยด้วยซ้ำ ก็ช่างมัน ให้มันแล้วๆไป

--------------------------------------------------------

เมื่อจิตเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)
แล้วจะเอาอะไรไปฝึกอะไร?

-------------------------------------------------------

ถ้าไม่ยึดติดกับอะไร แล้วจะมีอะไรให้สูญเสียอีกเล่า

--------------------------------------------------------

คำว่า "ไร้" นั้น ไม่ใช่ไร้จากความมีความเป็น
แต่ "ไร้" มันทั้ง ความมีและไม่มี
นั่นแหละ "ไร้" จริงๆ

---------------------------------------------------------

โลกียปัญญา คือ ปัญญาที่มีอัตตาตัวตนเป็นผู้ควบคุมใช้งาน เป็นเจ้าของ

โลกุตรปัญญา คือ ปัญญาที่ไม่มีอัตตาตัวตนซ้อนลงไปเป็นผู้ใช้งานในปัญญานั้น และเกิดเองเป็นเองเมื่อว่างจากตัวตน

ดังนั้น การที่จะเข้าถึงโลกุตรปัญญาได้จริง ก็ต้องปลงอัตตาตัวตนทิ้ง แล้วโลกุตรปัญญาจะปรากฏขึ้นเองอย่างอัตโนมัติ ไม่ใช่การเข้าไปเจริญปัญญาแบบที่ทำๆกันในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

-----------------------------------------------------------

ถ้าเราสอนปฏิบัติ คนมันก็ไปปฏิบัติ มันนึกอย่างอื่นที่นอกเหนือตัวตนไม่ออก มันก็เข้าไปปฏิบัติเอาทำเอาจนเกิดเป็นอัตตา เป็นกรรมกับวิญญาณขันธ์

แม้จะพร่ำสอนให้ปฏิบัติแบบไม่ต้องปฏิบัติอย่างไรมันก็นึกไม่ออกอยู่ดี อันนี้เป็นความบกพร่องของผุ้ถ่ายทอดเองเรื่องการใช้บัญญัติ ว่าตนเองก็ยังไม่กระจ่างแจ้งซึ่งสัจธรรมจริงๆ ยังสอนติดคาอยู่กับกรรมอนุสัยตนเองที่ได้เคยลองผิดลองถูกมา ได้เพียงแต่รู้เลาๆว่าเป็นแบบนี้ สภาวะธรรมเป็นแบบนี้(ทั้งๆที่นิพพานนั้นไม่ใช่สภาวะใดแม้แต่อย่างเดียว) แต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายความหลงติดขัดข้องคาในทิฏฐิ ในสภาวะต่างๆของเหล่าสรรพสัตว์ได้อย่างแท้จริง

อันนี้เป็นงานของผู้ถ่ายทอดสัจธรรม ที่ต้องถ่ายทอดให้เขาแจ้งว่าทุกอย่าง มันเป็นธรรมอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องปฏิบัติซ้อนลงไปอีก ให้ปลงกายปลงใจไปเลย วางใจไปเลย ไม่อะไรกับอะไรไปเลย มันก็ตรงต่ออนัตตาอยู่แล้ว เพราถ้าขืนไปทำเอาอีกก็จะเป็นอัตตาซ้อน หรือขึ้นมาบังพระนิพพานเอาอีก จะมาสอนว่าให้ปฏิบัติแบบไม่ปฏิบัติ ใครมันก็งงทั้งนั้นแหละ

- ไม่ปฏิบัติก็คือไม่ปฏิบัติ เพราะตัวปฏิบัตินั่นแหละตัณหา ตัณหาในนิพพาน ก็วางตัวปฏิบัติไปเลย
- รู้ด้วยจิตเป็นกลาง กลางอะไรเล่า พูดก็ไม่จบ ก็กลางจากตัวตนไง ว่างจากตัวตนไงเล่า แล้วทำได้ยังไง ก็ช่างมันกับทุกๆสภาวะนั่นแหละ จะรู้ จะดู จะเห็น จะเป็น จะได้ยิน จะสัมผัสก็ช่างมัน ก็เพราะมัน"รู้อยู่แล้ว"ของมันเอง นี่แหละคือกลางจริง ไม่ใช่เอาตัวตนซ้อนลงไปดูไปรู้แบบที่ทำๆกันอยู่ อย่างนั้นมันไม่กลางจริง

ยังมีอีกเยอะที่คนระดับครูบาอาจารย์ทั้งหลาย(ไม่รู้ใครไปตั้งให้มัน)ก็ยังสอนผิด ใช้บัญญัติผิดๆกันอยู่นั่นแหละ คนไปฝึกก็เลยไปหลงวกวนไม่รู้จบ

สอนจบก็เป็นธรรม เป็นเนื้อหาสัจธรรม แต่ถ้าสอนไม่จบก็เป็นกรรมที่จะกลับมาทำให้คนสอนหลงวกวน แม้จะได้เจอสัจธรรมแท้ก็ไม่สามารถจบให้ตัวเองได้จนกว่าจะใช้กรรมหมดนั่นแหละ

-----------------------------------------------------

ผู้ถ่ายทอดสัจธรรมไม่มีหน้าที่ไปจัดแบ่งหมวดหมู่ว่าใครอยู่บัวเหล่าไหน เพราะการถ่ายทอดสัจธรรมนั้นถ่ายทอดจากว่างสู่จิต ไม่ว่าจิตนั้นจะมีคุณภาพอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับทิฏฐิของผู้ถ่ายทอด ขอให้ได้ฟังสัจธรรมแท้ตรงๆ ก็จะได้อานุภาพในการคลี่คลายไม่มากก็น้อยตามแต่คุณภาพจิตนั้นๆไปเอง ได้มีส่วนในอธิวาสนาบารมีไปเอง

สัจธรรมไม่มียากไม่มีง่าย คนถ่ายทอดให้ยากมันก็ยาก ถ่ายทอดให้ง่ายมันก็ง่าย ที่สำคัญคือสื่อให้ตรงเนื้อหาสัจธรรม ได้บทสรุปแบบไร้แง่มุม ไร้ร่องรอยเท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นกรรมของสรรพสัตว์ว่าจะรับเนื้อหาได้หรือไม่

--------------------------------------------------------

เหตุหนึ่งที่นำความเสื่อมศรัทธามาสู่พระพุทธศาสนาก็คือ

พระสงฆ์ทั้งหลายมัวแต่ง่วนอยู่กับพิธีกรรม การสร้างระบบ วิถี วิธีการอันสลับซับซ้อนยากแก่ความเข้าใจ ยากแก่การปฏิบัติต่อคนหมู่มาก

สร้างภาพของนิพพานให้ยากเย็น ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่เข้าใจว่าพระนิพพานคืออะไร

หรือไม่ก็มัวแต่ไปเทศนาให้กำลังใจ เทศนาให้คนไปเจริญตัณหา เทศนาเพื่อให้คนไปหลงมัวเมาอยู่กับความสำเร็จทางโลก

ซึ่งในที่สุดแล้วก็ไม่ทำให้ใครพ้นทุกข์หรือสามารถสัมผัสได้ถึงอานุภาพแห่งการคลี่คลายทุกข์ได้อย่างแท้จริง

เมื่อชาวพุทธไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ตามพระประสงค์ของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธก็เลยวางตำแหน่งของพระพุทธศาสนาเป็นเพียง ยาบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเพื่อที่จะได้มีกำลังไปเจริญตัณหาทางโลกใหม่อยู่เรื่อยๆ ไม่สามารถจบให้ตนเองได้

และพระสงฆ์ในวันนี้จึงมีสถานะไม่ต่างจากนักจิตวิทยาหรือกระโถนคอยรองรับ ความอึดอัดขัดเคืองอันเกิดจากความผิดหวังในการยึดติดของชาวบ้านชั่วครั้งชั่วคราว โดยที่ไม่สามารถจบให้กับทั้งตนเองและชาวพุทธที่หวังพึ่งพิงพระสงฆ์ได้เลย

No comments:

Post a Comment