Tuesday, February 5, 2013

ทิ้งดิ่ง

เราทุกคนล้วนเกิดมาตัวเปล่า
ไม่มีใครมีเสื้อผ้าติดตัวกันมาแม้แต่ชิ้นเดียว
แม้แต่สายสะดือยังถูกตัดทิ้ง

การเกิดนั้นไม่ใช่ความงอกเงย
ไม่ใช่การเจริญเติบโต
แต่เป็นการดิ่งเวหาจากที่สูง
โดยมีพื้นเบื้องล่างเป็นความตายที่รอทุกคนอยู่
ส่วนเวลาที่เหลือนั้นก็เหมือนกับนาฬิกาทรายที่เหลือทรายน้อยลงเรื่อยๆ
ชีวิตของเราจึงมีแต่ความกระเสือกกระสนดิ้นรนไปข้างหน้า
ราวกับพยายามใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดก่อนจะตกกระทบพื้น
แต่เมื่อวินาทีสุดท้ายของชีวิตมาถึง มันก็เป็นเพียงความว่างเปล่าที่จับต้องไม่ได้
และชีวิตทั้งหมดที่ผ่านไปก็คือความหลอกลวง

เราทุกคนดิ้นรนเพื่อที่จะกางร่มให้กับตัวเองและคนใกล้ชิด
ดิ้นรนให้พ้นไปจากความตายที่อยู่เบื้องล่าง
ดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองไม่ทุกข์จนเกินไป
ดิ้นรนให้ตัวเองและครอบครัวมีความสุข
ดิ้นรนเปลี่ยนเป้าหมายไปเรื่อยๆเพื่อให้ลืมความตายที่รออยู่เบื้องล่าง
รักษาตนให้มีชีวิตรอด
แต่สุดท้ายสิ่งต่างๆก็เหมือนกับการวักน้ำมาถือเอาไว้ด้วยมือสองข้างนั่นแหละ
คือมันไม่เหลือติดมือเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียว
และความตายก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

เมื่อเรายิ่งดิ้นรน ความทุกข์ความกังวลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราก็ตายกันทุกคนเป็นของแน่นอน
ในเมื่อเราทุกคนเท่ากันตรงจุดนี้
แล้วทำไมถึงจะต้องมานั่งกังวลด้วยเล่า?

ความกังวลเหล่านี้เองที่ทำให้ทุกข์ต่างๆในชีวิตถูกขยายใหญ่ขึ้น
ยิ่งกังวลมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งถูกมันเฆี่ยนตีมากขึ้นเท่านั้น
แล้วเราก็พยายามหาทางออก หาทางแก้ปัญหาใหม่ๆให้กับตัวเอง
โดยไม่รู้ว่าทางเลือกเหล่านั้นจะนำปัญหาใหม่มาให้อย่างไม่สิ้นสุด

และที่สุดแล้วทุกๆคนก็ตกกระทบพื้นตายด้วยความทุกข์ทรมาน
ตายด้วยความห่วงหาอาวรณ์
ตายด้วยความค้างคาใจ
ตายด้วยความที่คิดว่าตัวเองยังไม่อยากจะจบ
แล้วก็ไปเริ่มต้นดิ่งเวหากันอีกรอบ
รอบแล้วรอบเล่าที่ต้องกระโดด
รอบแล้วรอบเล่าที่ต้องตกลงบนพื้น
ตายอย่างทรมาน

ทางเดียวที่จะหลุดพ้นไปจากการดิ่งเวหาสู่ความตายแบบไม่รู้จบนั้นก็คือ
เลิกกังวลกับทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเสีย
ยังไงมันก็ตายเหมือนกันอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็ว

ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อชดเชยความรู้สึกกลัว
ไม่ต้องไขว่คว้าหาหลักประกันอะไรให้กับชีวิต

เพราะยิ่งเรายึดกับอะไรบางอย่างเพื่อความอุ่นใจ
มันก็จะยิ่งทุกข์ทรมาน
มันก็จะยิ่งกลัว
มันก็จะยิ่งค้างคาใจ
แล้วมันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันอะไรให้กับชีวิตของเราได้จริงแม้แต่อย่างเดียว
เพราะความรู้สึกสุดท้ายก่อนหมดลมก็คือไม่มีอะไรช่วยเราได้จริงแม้แต่อย่างเดียว

เลิกห่วง เลิกกังวลแม้กระทั่งชีวิตของคนในครอบครัว
เราทุกคนล้วนต่างคนต่างเกิด
และตอนตายก็เช่นกัน
อย่าเอาความกังวลของเราไปถมทับคนอื่นให้เป็นภาระอีก
ไม่มีใครสมควรจะแบกใคร
เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหา
แต่เป็นการสร้างปัญหา
สร้างทุกข์ให้เพิ่มขึ้นทั้งเขาทั้งเรา
ซึ่งมันไม่มีวันจบสิ้น

และสุดท้าย
เลิกห่วงเลิกกังวลกับความตายที่รออยู่ข้างล่าง
จะตายอย่างไร
จะตายเมื่อไหร่ก็ช่างมัน
ไม่ต้องไปให้ค่าว่าตายดีหรือไม่ตายดี เพราะมันก็ตายเหมือนกัน
เมื่อใดก็ตามที่เราหลุดพ้นจากความห่วงหาอาวรณ์เหล่านี้ได้แล้ว
ความตายที่รอเราอยู่ก็จะไม่มีความหมายในการเป็นความตายอีกต่อไป

และเมื่อใดก็ตามที่หลุดพ้นจากความหมายแห่งความตายนั้นแล้ว
การเกิดก็หมดความหมายไปด้วยพร้อมๆกัน

นี่คือทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง

No comments:

Post a Comment