Saturday, February 9, 2013

น่านน้ำ(ตัณหา)หลากสี

น่านน้ำหลากสี อาจจะเป็นคำที่หลายคนไม่คุ้นเคยว่ามันคืออะไร แต่ในแวดวงการตลาดนั้น เขารู้กันดีว่ามันคือคำจำกัดความที่เอาไว้อธิบายสภาพการแข่งขันในตลาด

น่านน้ำสีเลือด หรือ red ocean นั้นเอาไว้อธิบายสภาพการแข่งขันในตลาดที่ดุเดือดเลือดพล่าน มีผู้เล่นมากมาย สินค้าแทบไม่มีความแตกต่างกัน ผู้ผลิตจึงฟัดกันด้วยระดับราคาที่ต่ำลงอย่างเดียว ผลที่เกิดคือการแข่งกันลดราคาจนเลือดสาด จนกระทั่งมีคนพยายามดิ้นรนให้คำจำกัดความตลาดใหม่ขึ้นมาโดยเรียกมันว่า blue ocean หรือ น่านน้ำสีคราม ซึ่งเปรียบเปรยว่าเป็นตลาดที่เกิดจากความต้องการ(ตัณหา)ใหม่ๆ มีผู้เล่น(ผู้ผลิตหรือให้บริการ)น้อยราย การแข่งขันน้อย เป็นสินค้าหรือบริการที่มีความเฉพาะตัว ลอกเลียนแบบไม่ได้ โดยที่ผู้เล่นในตลาดนี้สามารถทำกำไรได้สูง และอันสุดท้ายที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นแต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ นั่นก็คือ น่านน้ำสีขาว หรือ white ocean ซึ่งเป็นสภาพตลาดที่ผู้เล่นลงมาหากินกับความดีงาม ใช้ความดีเป็นผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปกับการขายของหรือบริการทำให้ผู้ผลิตหรือผู้บริการได้ภาพลักษณ์ที่ดี สะอาด สว่าง ซึ่งเปรียบเสมือนสีขาวนั่นเอง ส่วนจริงๆจะมืดหรือสว่างนั้นคงบอกไม่ได้เนาะ

โดยพื้นฐานของการตลาดนั้น ก็คือการหากินบนความอยากหรือตัณหาของผู้คนอยู่แล้ว การผลิตสินค้าและบริการไปจนถึงการเสนอขายผ่านช่องทางต่างๆคงจะไม่มีปัญหามากมายอะไรจวบจนกระทั่ง นักการตลาด นักโฆษณาและประชาสัมพันธ์หัวใสทั้งหลาย ทำหน้าที่ได้ดีเกินคาดโดยสร้างสื่อหรือกิจกรรมที่จะกระตุ้นความอยากให้สินค้าที่ตนทำตลาดอยู่ จนเกิดเป็นมายาการครอบงำผู้คนที่รับสื่อจนกระทั่งคิดว่าตัวเองต้องการสินค้านั้นจริงๆ

ดังนั้นการตลาด การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ทั้งหลายก็เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นความอยาก กระตุ้นตัณหาอุปาทานของผู้คน การตลาดไม่ว่าจะน่านน้ำสีไหนๆก็เหมือนกันคือการหาวิธีกระตุ้นตัณหาความอยากอย่างใหม่ๆของผู้คนนั่นเอง ไม่ใช่เนื้อหาที่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย

แล้วความอยากที่พิสดารพันลึกขึ้นทุกๆวันของผู้คนทั้งหลายนั้น นำไปสู่อะไรบ้าง?

ความอยากอย่างใหม่ๆนั้นก็นำไปสู่การดิ้นรนแสวงหาถึงสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายหลงคิดว่าดีกว่า ประเสริฐกว่า เจ๋งกว่า หรืออะไรก็แล้วแต่จะพาไปให้พ้นจากจุดที่ตนอยู่ แต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเพราะเมื่อไปถึงจุดที่อุปาทานลวงตั้งเอาไว้แล้ว ตัณหาอย่างใหม่จะเกิดขึ้นให้ต้องวิ่งไล่ทันที เป็นแบบนี้ไม่รู้จบ เพราะถ้าจบให้กับตัณหาของตนได้ ผู้คนทั้งหลายก็จะหยุดดิ้นรน ปราศจากทุกข์และมีความสงบสุขในชีวิตได้อย่างแท้จริง เมื่อไม่เกิดตัณหาในความต้องการอย่างใหม่ๆขึ้น ผู้ผลิตสินค้าและบริการก็จะหมดทางทำมาหากิน ตกงานกันเป็นแถวๆ

ดังนั้นไม่มีใครที่ต้องการให้ผู้คนทั้งหลายมีพ้นทุกข์จริงๆหรอกครับ เพราะมันหากินไม่ได้..ยกเว้นที่ rombodhidharma.net เพราะเราไม่ได้หากิน

อันที่จริงเพียงแค่นอกเหนือตัณหาได้ ก็จะเข้าใจไปเองว่ามันอยู่กันได้อยู่แล้ว ส่วนไอ้สิ่งดีๆทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงความอยากลวงๆที่ถูกกระบวนการทางการตลาดและโฆษณาสร้างขึ้นนั่นเอง ไม่ดิ้นไปสนองมันเรื่อยๆมันก็จะคลายออกจากตัณหาตรงนั้นไปเอง

ก่อนที่ผมจะเจอกับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะเมื่อต้นปี 53 นั้น ผมก็เป็นคนที่ชอบเดินดูของที่ห้างสรรพสินค้า แล้วก็พบว่าพอเดินจนเหนื่อยหมดแรง ขาลากเมื่อไหร่มันจะหายอยากซื้อนั่นซื้อนี่ทันที เหมือนได้เข้าใจด้วยตัวเองว่า อ้อ ธรรมทั้งหลายเมื่อถึงที่สุดของมันแล้ว มันก็จะคลายตัวมันเองโดยไม่ต้องไปทำอะไรเลย

แล้วการสนองความอยากของตนจะกลายเป็นความสุขได้จริงหรือ?

ไม่มีทางหรอกครับ เพราะความสลับซับซ้อนของการตลาดและการโฆษณาสมัยใหม่ได้ทำให้การสนองตัณหาของสินค้าและบริการทั้งหลายพิสดารมากยิ่งขึ้น คือแทนที่จะสนองตัณหาให้เกิดความพึงพอใจอย่างที่สุดแล้วจบตรงนั้น แบบง่ายๆ สิ่งที่การตลาดสมัยใหม่ทำได้มากกว่านั้นก็คือ การพยายามสร้างความผูกพันกับสินค้าให้มากที่สุด ความผูกพันที่ทำให้คุณต้องกลับไปหาเขาเพื่อจ่ายเงินสนองตัณหาของตนที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆไม่มีวันจบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการล่อลวงให้ผู้คนทั้งหลายติดอยู่กับสังสารวัฏภายนอกอย่างลุ่มหลงมัวเมาจนแทบจะพูดได้ว่า ผู้คนสมัยนี้เป็นทาสสังสารวัฏกันไปหมดแล้ว ฟังสัจธรรมกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว

โดยธรรมชาติของตัณหานั้น ถ้ายิ่งไปสนองมัน มันก็จะยิ่งกลายเป็นจริตราคะเหนียวแน่นยากที่จะคลี่คลายได้

อาชีพทางด้านการตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่สวนทางกับสัจธรรมแห่งพระพุทธเจ้าที่มีไว้เพื่อคลี่คลายความหลงและอุปาทานในดวงจิตทั้งหลายให้ออกจากการยึดติด ให้หลุดพ้นจากเล่ห์กลแห่งโมหะอวิชชา และอุปาทานทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่อาจจะนำมาใช้ในเชิงการตลาดได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นได้ส่วนที่ดัดแปลงเอาความดีมาทำการตลาดประประชาสัมพันธ์นั้น ก็ไม่ใช่แนวทางแห่งพระพุทธศาสนาอย่างที่กล่าวอ้างขายของ แต่เป็นการสร้างอุปาทานให้ผู้คนยึดติดในความดี ยึดติดในบุญกุศลอย่างมืดมัว

อย่าคิดนะครับว่า มันก็ยังดีกว่าไปทำให้ผู้คนหลงผิดแบบอื่นๆ เพราะความลุ่มหลงยึดติดแม้กระทั่งในความดีก็สามารถนำพาให้จิตดวงนั้นๆตกลงสู่อบายภูมิได้เหมือนกัน ซึ่งกระบวนการเกิดเป็นสัมภเวสีก็มีที่มาจากอุปาทานกับบางสิ่งอย่างเหนียวแน่นนั่นแหละ แถมถ้าเอาธรรมะมาอ้างในการทำการตลาดนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าคนที่ทำแบบนั้นจะไปเกิดในภพไหนหลังจากตายลง

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทรงสอนให้ใครยึดติดกับความดีเลยแม้แต่น้อย ไม่เชื่อไปดูในพระสูตรสำคัญๆของพระพุทธศานาได้เลย พระองค์ท่านไม่ได้พูดเรื่องความดีด้วยซ้ำ พระองค์ท่านให้นอกเหนือไปเสียจากทั้งความดีความชั่ว เรื่องความดีมันเป็นเรื่องที่มาสอนกันในยุคหลังๆนี่แหละ เพราะไม่รู้แล้วว่านิพพานคืออะไร ก็เลยสอนให้ตักตวงบุญกุศลตุนเสบียงกันอย่างโลภโมโทสัน

ใครจะทำบุญทำกุศลก็ทำไปไม่ได้ขวาง แต่ไม่ต้องคิดวางแผนให้ยุ่งยากซับซ้อนหรอกนะว่าทำแบบนี้จะให้อานิสงฆ์เป็นอะไร ก็ทำไปแบบไม่อะไรนั่นแหละ มันจะได้เป็นประโยชน์เกื้อกูลกับสังสารวัฏที่มันเริ่มวิกฤตมากขึ้นได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปกระตุ้นให้คนทำความดี มีตัณหาในความดีอยู่นั่น

ก็ขึ้นชื่อว่าตัณหาแล้วมันมีแต่ร้อนกับร้อนนั่นแหละ แม้กระทั่งตัณหากับความดีมันก็ยังร้อนเหมือนกัน ไม่ต้องไปหลงแบ่งแยกว่าดีว่าเลวอะไรอีก ให้มันนอกเหนือตัณหาในดีไปเลย

ส่วนนักการตลาด นักโฆษณาก็ไม่ต้องพยายามทำความดีในแบบของตนให้มากนักหรอก เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังหลงมัวเมาอยู่กับภาพลวงในอาชีพของตนจนเอาตัวไม่รอด แล้วจะไปช่วยใครได้จริงเล่า

No comments:

Post a Comment