Tuesday, February 19, 2013

สรุปโลกสรุปธรรม

ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละลูก จะได้ขาดตัวเลย ขาดตัว ขาดตอนเรียกว่ามันตัดขาด ขาดตัว ขาดตน แต่ถ้ายังอะไรกับอะไรอยู่ มันจะเรียกว่าสันตติอยู่ตลอด ปะติดปะต่อเชื่อมโยงนั่นแหละ คือเนื้อหาของการจุติ หรือปฏิสนธิในกิเลสตัณหาทั้งหลาย

ฉะนั้นที่มันตื่นอยู่แล้วเนี่ยลูก ตื่นแบบที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วเนี่ย  นี่เรียกว่าสว่าง นี่แหละที่เรียกว่าตื่น ที่ตื่นแบบดอกไม้บานล่ะ  ทีนี้ถ้าลูกไปคุมซะหน่อยเดียวเท่านั้นแหละ ไปคุมความตื่นสักนิดนึง.. ประคองความตื่นสักนิดนึง มันก็ไม่ใช่ดอกไม้บาน มันก็ดอกไม้หุบ มันหุบ คือไม่อยู่แล้วไงลูก ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว ตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานเลย ตรงต่อเนื้อหา ไม่ติดไม่ขัด ไม่ข้องไม่คาไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่เหนี่ยว ไม่รั้ง ไม่เอ๊ะ ไม่อ๊ะ ไม่นั่น ไม่นี่ ไม่ยึกๆยักๆ แล้วก็ นอกเหนือเหตุ นอกเหนือผล ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นผล ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นปัจจยการใดๆ

เรียกว่าด้วยว่านอกเหนือการยึดติดอยู่แล้ว เรียกว่าหลุดอยู่แล้ว นี่ถ้าไม่หมายถึงตื่นอยู่แล้วนี่  เดี๋ยวลูกก็ไปคอยตื่นอีก  พอไปคอยตื่นปุ๊ป  มันก็ไปมีตัวเองเข้าไปคอยตื่น เดี๋ยวก็เรียบร้อยเลย ตัวเองเป็นของหนักอยู่แล้วมันจะตื่นจริงไหมหละ นี่ของท่านนี่ อริยะพุทธอรหันต์นี่  ตื่นอย่างเบิกบาน ตื่นโพล่ง ตื่นไม่มีอะไรกดทับความตื่น ถ้าลูกไปจิ้ม ไปจ้องไปประคองความตื่นนิดเดียว  แล้วจะไปเรียกไอ้ตัวประคองความตื่นมันเป็นลักษณะของการไปกดทับความตื่น แล้วมันจะโพล่งได้อย่างไร   มันจะไร้ขอบเขตได้ยังไง  มันจะจ้าได้ยังไง ไม่ได้

ทีนี้ว่าอยู่แล้ว มันตื่นอยู่แล้วไงลูก  ไอ้อยู่แล้วนี่ลูกไม่ต้องไปห่วงแล้วว่ามันจะตื่นแบบไหน ถ้าตื่นอยู่แล้วลูกไม่ต้องไปมัวจับผิดจับถูก เช็คอิน เช็คเอ้าท์ เช็คเข้า เช็คออก ไปมัวสแกน มันแบบนู้นแบบนี้จนกลายเป็นตัวยุ่งไปซะเอง ไม่ต้อง เรียกว่าตื่นแบบเบ็ดเสร็จ ตื่นแบบเด็ดขาด ตื่นแบบขาดตัวเลย ตื่นอยู่แล้วเนี่ยลูก  แล้วก็แบบไม่อยู่แล้ว ไม่อะไรอะไรอยู่แล้ว พอไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว  ก็เรียกว่า  ปราศจากตัณหา ปราศจากอุปาทานเลย ไม่เป็นอวิชชา โมหะตัณหา อุปาทานอีกต่อไป ตรงต่อเนื้อหาพุทธอรหันต์ พระนิพพานอยู่แล้วลูก ไม่ใช่ไปอะไรอยู่

ซึ่งมันไม่เกี่ยวเลย  กับลืมตา หรือหลับตา ไม่เกี่ยว ยืนเดิน นั่งนอน คู้เหยียด เคลื่อนไหว ไม่เกี่ยวเลย ไม่เกี่ยวเลย ตื่นอยู่เองแล้ว ไม่อยู่เองแล้ว ฉะนั้นมันก็ไม่เกี่ยวกับการที่ลูกจะไปฟิตอยู่กับอะไร เอาการจดจ่อ เอาจิ้มเอาจ้อง ไปจดจ่อ จิ้มจ้องกับสภาพหนึ่งสภาพใด ก็ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวเลยลูก นั่นแหละว่าออกจากอุปาทานจริงๆ เรียกว่าไร้อุปาทานจริงๆ

ลูกจะรู้จักอุปาทานแต่ชื่อ มันไม่สำเร็จประโยชน์ เรื่องของการดับทุกข์แล้วก็พ้นทุกข์หรอกลูก แต่รู้จักโดยเนื้อหา ฉะนั้นโดยลีลาของอุปาทานตั้งแต่ลูกจดจ่อลงไป จดจ่อรู้ลงไป จิ้มจ้องรู้ลงไป  ตั้งรู้ตั้งเห็นลงไป มันทั้งนั้นแหละลูก ลีลาอุปาทานทั้งนั้น

แล้วผลมันก็ให้ปรากฏชัดคือ เวทนา ถ้าตั้งกับมันมากๆ จิ้มกับมันมากๆ  จดจ่อกับมันมากๆ  ซ้อนรู้ซ้อนเห็นกับมันมากๆ  ปุ๊ป  มันจะเริ่มซึม ประการแรก เวทนาเริ่มอืด เริ่มซึม เริ่มหนัก เริ่มตึง ถ้าคนไหนจริงจังมากๆ จดจ่อมากๆ ก็  เริ่มแน่นคอหอย แน่นหน้าอกจุกตรงนั้น จุกตรงนี้ หนักหัว  หนักขมับอะไรไปทั่ว ทั้งนั้นผลก็ปรากฏชัดคือทุกข์ เมื่อลูกสร้างเหตุที่ทุกข์ ทุกข์ก็ปรากฏชัด ในเมื่อมันตื่นแล้วนี่ลูก ไม่ต้องไปจิ้มซ้อนลงไปอีก ไม่ต้องไปเพ่งหาความจริง ความเท็จต่อไปอีก   เพราะว่ามันตัดทิฏฐิไปแล้ว  มันตัดทิฏฐิไปแล้ว มันตัดปัญญาไปเรียบร้อยแล้ว มันตัดตัวปัญญาเองไปเรียบร้อยแล้วไม่ใช่เอาปัญญาไปตัดอะไร   เข้าสู่เนื้อหาตรัสรู้เรียบร้อยแล้ว ตื่นแล้ว แบบไม่อยู่แล้ว เนี่ยลูก แบบไม่อะไรอะไรอยู่แล้ว เนี่ยเรียกว่ามันตัดอยู่แล้ว เรียกว่ามันเป็นปัญญาชนิดตัดปัญญาเองอยู่แล้ว ไม่ใช่เอาปัญญาไปตัดอะไรแล้วเหลือปัญญา มีปัญหาในปัญญาเอาไว้อยู่ ไม่ใช่

อันนี้มันตรงต่อว่างอยู่แล้วที่สุด ตรงๆเลย นั่นแหละลูก ตื่นอยู่แล้วลูก แล้วมันจะโพล่งพร้อมของมันเอง แต่ถ้าลูกไปคอยตื่น เขาเรียกว่าคอยตื่นแบบบุคลิก คลิกเอาเองแล้วมันจะตื่นแบบจุ้มๆ ตื่นเฉพาะตรงนี้ ตื่นเฉพาะตรงนั้น เขาเรียกมันไปคา ไปประคองอาการ มันไม่จ้าออก  ต้องทำมือให้ดูด้วย งั้นไม่รู้ อันนี้ตื่นแบบไร้ขอบเขตลูก จะเข้าสู่ระบบสูญ  จะเข้าสู่ความเป็นจริงที่เรียกว่าสุญญตาวิหารธรรม  ว่างอยู่แล้ว ๆ ๆ ลูก ปราศจากขอบเขตอยู่แล้ว  ไร้ขอบเขตอยู่แล้วๆๆ  เนี๊ย จะเป็นสิ่งที่สรุปให้กับทุกสภาพธรรม เรียกว่า สติ สมาธิ  ฌาน ญาณ  ปัญญา มันจบให้นั่นเอง  มันไม่ต้องไปเฝ้า  มันไม่ต้องไปคอยรักษา ไม่ต้องคอยไปเจริญ  มันอยู่แล้ว  ตื่นก็อยู่แล้ว  ไม่ยึดก็อยู่แล้ว  มันไม่หลงก็อยู่แล้ว คือไม่อยู่แล้ว สรุปตรงที่ไม่อยู่แล้ว  มันก็จบเดี๋ยวนั้น  เรียกว่าสรุปมรรค  สรุปผล  ตรงต่อนิพพาน  นี่มัวแต่แบกมรรค แบกผลอยู่  เจริญมรรค  เจริญผลอยู่  มันไม่ยอมสรุป มันก็ไม่ยอมยุติกิจสักที  มันก็แหม....   มันนิพพานอยู่แล้ว  แต่จะพยายามจะไปนิพพาน  มันเลยไม่รู้ไปไหนกันแน่  นิพพานไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก มันก็ว่างอยู่แล้ว  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  ก็เล่นสร้างนิพพานโดยจินตนาการ ในความนึกความคิด ว่าอย่างงั้น อย่างงี้ ไปนิพพาน ทัวร์นิพพาน โดยไม่รู้ไปไหนกันแน่  ไม่ใช่ โดยการไปการมาหรือการอยู่ ลูก ไม่อยู่แล้ว

ถ้าลูกคอยอยู่นิดหนึ่ง  อย่างคอยอยู่กับปัจจุบันนิดเดียว ก็เป็นปัญหากับปัจจุบันแล้ว  ยิ่งพยายามที่จะเข้าถึงอะไรซักอย่างหนึ่งก็ยิ่งเป็นปัญหา  ในการดิ้นรน กระเสือก กระสนไปแล้วลูก    จะเป็นปัญหาในสภาพไหนก็ตามที่มันเป็นปัญหาหมด  ไม่ว่าเป็นสมุทัยหมด  เป็นเหตุปัจจยการแห่งทุกข์ทั้งหมดเลย   งั้นยุติเหตุ คือไม่ใช่ตรงไปสร้างเหตุ  ไม่ใช่ตรงค้นหา  ไม่ใช่ตรงพยายามจะเข้าถึงอะไร มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว   ฟังให้เข้าใจตรงๆ  อย่างนี้แล้ว  คำว่าอนิจจัง มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  ๆ ๆ  แล้วจะไปเข้าถึงอะไรอีก... จะไปเข้าถึงอะไรอีกล่ะลูก หรือจะไปหลุดจากอะไรอีกล่ะลูก  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว คำว่าอนิจจังเนี๊ย  เป็นเนื้อหาของอนิจจังทั้งหมด ไม่ใช่..การยึดติดอยู่แล้วลูก  แล้วลูกจะไปหลงหลุดจากอะไร  เอาอะไรไปหลุดจากอะไรล่ะลูก  ถ้าเอาอะไรไปหลุดจากอะไร  แล้วมันจะเหลืออะไร  หลุดจากสิ่งหนึ่งแต่ยังเหลือสิ่งหนึ่ง  เหลืออะไร โมหะ ความหลง หน่ะสิ คิดว่าอะไรหลุดจากอะไรหรือ  ไม่ใช่ จบนะลูกนะ  สัมมาทิฐิ ได้บทสรุปแล้วจบเลย  อย่ามัวไปหลงเดินมรรคอยู่  เมื่อสัมมาทิฐิไม่ได้บทสรุปมันก็หลงคาแต่มรรคเดินแต่มรรคอยู่นั่นแหละ   พอสัมมาทิฐิจบนะ ได้บทสรุปจบนะ  มรรคทุกข้อจบตามหมดเลย  รวดเดียวๆ  ๆ จบตามหมด เอาอะไรไปหลุดจากอะไร  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้วลูกก็ให้ตรงต่อความเป็นจริงอย่างนี้เอาไว้   ต่อไปก็เลิกดันทุรังไปเอง  เลิกดันทุรังถูลู่ถูกังไปเอง  ไม่เป็นหรอกทั้งกิเลสทั้งธรรมะลูก  มันไม่ใช่ทั้งหมดหน่ะลูก  เลิกหลงไปเอง  มุ่งเอาธรรมมันก็เป็นกิเลสในธรรม  เพราะว่าสรุปแล้วมันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  ลูกก็จบแล้ว  ต่อไปก็ไม่ต้องไปหลงสุข หลงทุกข์ให้มันยุ่ง  ต่อไปก็ไม่ต้องหลงลำบาก หลงสบายให้มัน สาละวน ต่อไปก็ไม่ต้องไปหลงยากหลงง่าย  หลงฟูมฟาย ไม่ต้องเลิกหลง ทุกอย่างมันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  ลูกจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับอะไรอีกต่อไปแล้ว  มันไม่มีหรอก  มันไม่เนื่องด้วยแม้กระทั่งตัวมันเอง  มันไม่ใช่แม้กระทั่งตัวมันเองอยู่แล้วนี่ลูก  มันไม่มีความเป็นตัวมันเองอยู่แล้ว  ดังนั้นไม่ต้องไปหาหรอก ขอเวลาส่วนตัวหน่อยนะ  อย่างงี้มันจ้า ตลอดเลยลูก  เรียกว่า โพล่งอยู่แล้วตลอด  จ้าอยู่แล้วตลอด  ไร้ขอบเขตอยู่แล้วตลอด

เรียกว่า ปราศจากการยึดติดอยู่แล้วตลอด  ไม่ใช่ว่าเราไม่ยึด  มันไม่ยึดอยู่แล้ว หยุดหลงเข้าใจผิด  ไม่งั้นก็หลงอยู่นั่นแหละ   เดี๋ยวเราได้ชั้นนั้น  เดี๋ยวเราถึงชั้นนี้  มันจะไปชั้นไหนล่ะ  ไปชั้นโมหะชั้นเดียวที่เห็นๆ  อยู่  เห็นอยู่ไปชั้นโมหะอยู่ชั้นเดียว   เราถึงชั้นนั้น เราถึงชั้นนี้  เราได้ชั้นนั้น  เราได้ชั้นนี้  เราบรรลุชั้นนั้น  เราบรรลุชั้นนี้ ที่เห็นๆ  อยู่มีแต่ชั้นโมหะชั้นเดียว   ใครจะไปบรรลุอะไรล่ะลูก  มันทุกอย่างมันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  มันไม่ใช่ใครเป็นผู้บรรลุ  ท่านตรัสรู้ให้ตรงๆ  อยู่แล้ว  แต่เรามันดันอยากรู้มากไปเอง  หารู้มากไปเอง  เสือกรู้มากไปเอง เสร็จแล้วก็เลย  ทุกข์เพราะรู้มากไปซะเอง  อย่างนั้นเค้าจะบอกไว้ทำไม  ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน  เค้าบอกไว้มันก็ไม่ผิดเพี้ยนเค้าหรอก  อันนี้ที่มันไม่ยากเพราะมันตัดซะรู้ๆๆ  มันไม่ใช่ตรงรู้หรือไม่รู้  ไม่ใช่ตรงอะไรอยู่แล้วลูก  ชัดเจนหน่อย  ไปหลงปฏิบัติกันซะจนเป็นเวรเป็นกรรมไปหมด ติดตัวปฏิบัติ  สร้างแต่กรรมซ้อนธรรม  กรรมซ้อนธรรม  มันธรรมโดยธรรมอยู่แล้ว   ไอ้ธรรมโดยธรรมอยู่แล้วมันนอกเหนือการยึดติดอยู่แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง  แล้วมันก็ปราศจากความหมายอยู่แล้ว เรียกว่าอนัตตา  คือมันไม่มีความหมายอยู่แล้ว  ความเป็นอะไรอยู่แล้ว  เรียกว่าอนัตตา  คือมันไม่มีความหมายโดยความเป็นอะไรอยู่แล้ว  ไม่ใช่ธรรมนั่น สมมติขึ้นพูด  แม้แต่ธรรมก็ไม่มี  ความหมายโดยความเป็นธรรมเหมือนกัน  ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  ทุกสิ่งทุกอย่าง

สรุปไว้ให้หมดแล้ว  สัจธรรมพุทธะอรหันต์  แต่เรามันไม่ฟัง ไปหาปฏิบัติกันซะจนทุกข์ ยากลำบาก  ไปสร้างแต่กรรมซ้อนธรรม ไปตอกย้ำแต่ความเป็นอยู่  นั่นธรรมะ  นี่กิเลส ทำไปทำก็โมหะตลอด  ตอกย้ำอยู่นั่น  แล้วหนักเข้าไปอีก มุ่งเอาอีก  เลือกเฟ้นเอาอีก ทำไปทำมาก็เลยเป็นโรคดิ้นตลอด  ดิ้นรนตลอด  ตัณหาอยู่ตลอด  ดิ้นรนอยู่ตลอด  ไม่ตรง   ฉะนั้น สติ สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญา ธรรมะหรือกิเลส  ทุกอย่างสรุปลงนิพพานที่เดียว ทุกอย่างมันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้วลูก  อนิจจังอยู่แล้ว  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  มันไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าธรรมะหรือกิเลส  สรุปตามความเป็นจริงอย่างเดียว แล้วก็เลิกหลงไปซะเอง  เลิกดันทุรังไปเอง  เพราะมันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  ต่อไปมันก็เลิกดันทุรังหมดนั่นแหละ

โทสะ ราคะ ตัณหา นั่นนี่อะไรต่าง ๆ ที่มันสั่งสมกันมา  เพราะมันดันทุรังมา  ต่อไปมันก็อ่อนหมดหน่ะ  มันอ่อนตัวมันเอง หมดหนะ  นั่นนี่อะไรทั้งหลาย  ความคิด ความเห็น ความหมาย นั่นนี่ มันอ่อนตัวหมดลูก  สลายหมดไม่เหลือ  เข้าใจตรงแล้วเลิกหลง ถ้าไม่งั้นนะ ถ้าลูกไปตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติมากๆ ก็เป็นกรรมซ้อนธรรม  ก็ต้องไปใช้กรรมอีก  ไปคาภูมินั้นแล้วไปคาภูมินี้  ไปปฏิบัติใช้ อยู่นั่นแหละ  นิพพานอยู่แล้วลูก  มันนอกเหนือการปฏิบัติการ  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  มันจะเรียกการปฏิบัติการไม่ได้  นั่นแหละคือสัจธรรม มันไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว  ไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  ดังนั้นมันจะเรียกการปฏิบัติไม่ได้  แล้วไม่จัดว่าเป็นกรรม  ก็ไม่อยู่แล้วไงลูก  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  จึงไม่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ แล้วจะบอกว่ามันเพราะไปเป็นการปฏิบัติกันเอง   มาพูดเอาเอง ก็เลยไปพูดเอาเอง  ว่ามันปฏิบัติกันเอง  มันปฏิบัติที่ไหนเล่า  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  มันบอกตัวมันเองเหรอว่าปฏิบัติ  ก็เลยไปบอกเอาเอง  มันไม่ใช่การปฏิบัติการ  มันไม่มีความหมายที่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละลูก  มันไม่ใช่อะไรทั้งนั้น  จึงเรียกว่าเนื้อหาสุญญตาอยู่แล้ว  คือว่างอยู่แล้ว ปราศจากความหมายอยู่แล้วทั้งหมด

ฉะนั้นที่เป็นอยู่หนักหนาสากรรจ์อยู่ขณะนี้ ทั่วบ้านทั่วเมือง  ที่เรียกว่า  กรรมซ้อนธรรม นี่แหละลูก  มัวแต่เข้าไปทำ  กรรมซ้อนธรรมตลอด  ตัวปฏิบัตินั่นแหละตัวกรรม  ปฏิบัติดีมันก็ติดดี  ปฏิบัติไม่ดีก็ติดไม่ดี...เอาสิ ไปใช้วิบากไปซิ  ปฏิบัติก็ไปเสวยวิบากดี  ก็เสวยไปซิ ตั้งแต่มนุษย์ถึงพรหมโลก ปฏิบัติไม่ดีก็เสวยวิบากไม่ดี  ก็ใช้ไปสิ  ตั้งแต่มนุษย์จนถึงอเวจีมหานรก  ก็ตัวปฏิบัติทั้งนั้น  นิพพานอยู่แล้ว คือไม่อยู่แล้ว ไม่ใช่ตัวปฏิบัติ  ฉะนั้นจึงไม่มี ไม่ต้องไปใช้วิบากที่ไหน ไม่มี อะไรภูมิไหน ภพไหน นิพพานอยู่แล้ว  มันไม่ใช่ตรงอะไรอยู่ มันก็เรียบร้อยอยู่แล้วลูก  ไม่ไปตามไล่ใช้กรรมใช้วิบากอยู่หรอก ไม่ต้องไปตามไล่ใช้เลยลูก  บอกให้รู้เลย  บางทีเข้าตบะมาก เข้าฌาน อิทธิบาทมาก ๆ นะในฌานนะ  พอคลายหน่อยก็เลื่อนไปใช้ข้างบนต่อไปอีก  ไล่ไปเลยลูก เทวดา พรหม ไล่ไปเรื่อย ใช้กรรมในเรื่อง ญาณ  เข้าใจมั้ยล่ะ เป็นกัลล์เป็นกัปป์ จะถูกปิดอยู่อย่างงั้นเลย  เค้าเรียกคาวิบาก  ไม่ว่าตั้งแต่มนุษย์จนถึงอเวจีมหานรก ก็คาตัวปฏิบัติตัวเดียวเนี๊ยแหละ   จนถึงพรหมโลกก็ปฏิบัติตัวเดียวนี่แหละ แต่มันต่างเนื้อหากันแค่นั้นเอง  วิบากก็เลยต่างกัน  แต่ว่ากรรมตรงต่อนิพพานที่ไหนล่ะลูก  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้วลูก เมื่อลูกไปคิดมากเอาไปเปรียบเทียบมากเอง  ไปสร้างเงื่อนไขทางปัญญา  ความเห็นความหมายให้มากไปเอง  มันก็เลยพาลูกสาละวนไป  ปัญญาของตัวเองหน่ะ  มันใช้ไม่ได้หรอกลูก  มันมีแต่พาวน ไอ้ปัญญาของตัวเองๆ มันมีแต่วนลูก  ที่ไม่พาวนจริงๆ  เนี๊ย  คือมันไม่ใช่ มันไม่ใช่ตรงปัญญาของใคร มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว ไม่วนอะไร มันไม่ใช่ตรงอะไรอยู่แล้ว   มันไม่มีความหมายอยู่แล้ว เลยไม่วน พุทธะอรหันต์ สรุปให้อยู่แล้วลูก  เมื่อปัญญาลูกพอจะงอกเงยมากๆ  เข้า ท่านก็ตัดปัญญาช่วยให้เลย  คือมันไม่ใช่ตรงแบบนั้นแบบนี้ ฟังตรงแบบไหน มัวตรงอะไรอยู่  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  ไม่มีความหมายอยู่แล้ว  ท่านตัดทิฐิให้  สั้นยาว ไปหลงยาว  หลงสั้นอยู่  หลงสั้น หลงยาวอยู่ ที่นี่ไม่อยู่แล้วเนี๊ย ตื่นก็อยู่แล้ว  ไม่ก็อยู่แล้วเนี๊ย  มันไม่ไปคอยสั้น  คอยยาว  คำว่าไปคอยสั้นคอยยาว คือ ไปมัวเพ่งรู้เพ่งเห็น  เพ่งนึกเพ่งคิด อย่างงั้น อย่างงี้ เค้าเรียก  ไปคอยสั้น คอยยาว ด้วยการปรุงแต่ง   อันนี้ไม่ต้อง   ฉะนั้นลูกก็ตรงต่อที่มันอยู่แล้ว  ตื่นก็ตื่นอยู่แล้วตลอด  ไม่ต้องไปแถม  ไม่ต้องไปตัดไปต่อ  ไม่ต้องไปแถมอะไรเข้าไปอีก  เอ๊ะก็อย่าไปแถม  อย่าไปแถมเอ๊ะลงไปนะ   สงสัยก็อย่าไปแถมลงไป ตื่นก็ตื่นอยู่แล้ว ตื่นอยู่แล้ว  ตื่นแบบแล้วเสร็จ  แบบไม่อะไรกับอะไร  อย่าไปแถมสงสัยลงไปนะ  ของแถมส่วนมาก มันก็โหล่โท้ยทั้งนั้นแหละ ไม่เข้าท่า  ไม่มีราคาอะไร แบบไม่ต้องลังเลหนะ ตื่นอยู่แล้วเนี๊ยลูก  มันจะเบิกบานเลย  เหมือนดอกไม้บานนั่นแหละลูก

ตื่นอยู่เองแล้วเนี๊ยลูก ไม่ต้องค้นหา  ถ้าลูกค้นหามาก  ค้นหารู้ ค้นหาเห็น  เพ่งรู้เพ่งเห็นในสรรพสิ่งมาก  เดี๋ยวความลังเลก็ต้องตามมา  ความสงสัยก็ต้องตามมา  แล้วใครจะไปไล่ตอบคำถามหวัดไหวล่ะ  เต็มบ้านเต็มเมือง  ก็ตื่นแบบไม่  ตื่นแบบแล้วเสร็จ  ตื่นแบบจบกิจ  ตื่นแบบไม่ต้องไปพะว้าพะวงกับอะไร  แล้วมันไปสร้างโจทย์สร้างอะไร  ให้กับระบบธาตุขันธ์  ไม่ต้อง ตื่นแล้วๆ ไปเลยลูก  ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร อย่างงี้ตลอด  ตื่นอยู่แล้วๆๆ

ไม่ใช่ไปเจริญหลับ ไม่ใช่ไปบำเพ็ญหลับนะ ของมันตื่นอยู่แล้ว ที่มันตื่นอยู่เองแล้ว ที่มันไม่อยู่เองแล้ว อย่างเนี๊ย ที่เค้าเรียกสว่าง  อยู่แล้ว  ไม่ใช่ไปเจริญหลับ ไปบำเพ็ญหลับ ไปบำเพ็ญหลับก็คือไปจิ้มไปจ้อง ไปจดไปจ่อ นั่นแหละเค้าเรียกบำเพ็ญหลับล่ะ  คือหลับในอารมณ์ แช่ในอารมณ์  จมในอารมณ์  ถ้างั้นสรุปแล้ว คือไม่อยู่แล้วว่า  มันไม่ใช่ตัวบำเพ็ญ  มันใช่ตัวปฏิบัติซะที่ไหนล่ะลูก ก็บอกแล้วตัวอนิจจังไม่ใช่ตัวยึดติดอยู่แล้ว  มันไม่ใช่ตัวปฏิบัติ  จบเลย ที่นี้จบเลยลูก  พอลูกไปปฏิบัติเมื่อไหร่  ก็กรรมเมื่อนั้นทันที  กรรมซ้อนธรรมทันที  นี่แหละลูกเรียกว่า สว่าง  คลายออกอย่างนี้....โสๆๆ

ลูกก็อย่าอยู่แบบสงสัยอะไรนะ  แบบไม่อยู่แล้วลูก  แบบนิพพานอยู่แล้ว  แบบอยู่ไม่เอ๊ะอ๊ะกับอะไร  ไม่ต้องเอ๊ะอ๊ะกับอะไร  คือไม่อยู่ และไม่เอ๊ะ อยู่แบบไม่ต้องคอยอยู่ มันอยู่แล้ว  ถ้าเราแถมการคอยอยู่ลงไปปุ๊ป มันจะวุ่นวาย  ที่นี่ไม่ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วลูก มันจะวุ่นวายแทน   ดูกรวด หิน ดิน ทราย  ต้นไม้ ใบหญ้า  ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ  ดูสิ  มันสงสัยอะไรบ้าง  หรือเปล่า ถามมันดูซิ  มีต้นไหนเอ๊ะกับต้นไหนมั้ย ดูซิ   มีต้นไหนพยายามที่จะต้องอยู่อย่างไร  แบบไหนอย่างไร พิเศษ พิสดาร ดูซิ  ไม่มีหรอกลูก นั่นแหละ  เค้าเรียกไม่อยู่แล้ว มันไม่ใช่พยายามอยู่อีก  มันอยู่แล้ว ไม่ต้องพยายามที่จะอยู่อีก  อยู่แบบมันไม่ใช่การคอยอยู่ ไม่ใช่การคอยอยู่ของมันเอง  เรียกว่าธาตุนี้ ล้วนแล้วแต่ ว่างอยู่แล้ว  ปราศจากความหมายอยู่แล้ว ไม่มีความหมายโดยความเป็นอย่างไร  หรือความเป็นอะไรอยู่แล้ว   ฉะนั้น มี มันก็ดูเหมือนกับไม่มีอยู่แล้ว  ดูเหมือนว่าจะใช่  แต่ก็ไม่ใช่  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วไงลูก ดูเหมือนว่ามันเป็นจริง  แต่มันก็ไม่จริง  มันแค่ดูเหมือนเฉยๆ  เท่านั้นแหละลูก ดูเหมือนว่ามันจะเป็นจริง  แต่มันก็ไม่จริง ฉะนั้นทางที่ดีอย่าหลงไปดูกับมันมาก  มันไม่ใช่ตรงดู ตรงรู้ นี่มันดับก่อนดู ก่อนรู้เลยลูก  ถ้าลูกไปหลงเพ่งดูเพ่งรู้มากๆ  มันก็จะไปสู่การปรุงแต่ง วินิจฉัย  ข้อวินิจฉัยมันจะเยอะ  ลูกก็ตรงต่อไม่อยู่แล้วตลอด  ไม่ใช่ตรงที่ปฏิบัติ  ไม่ใช่ตรงที่ความเพียร  แล้วนั่นเรียกว่า  นิพพานอยู่แล้วเลย  อันนี้ก็ไม่อยู่ฐานะที่ว่ายากหรือง่าย  เพราะมันไม่ใช่ตรงตัวปฏิบัติ  สัจธรรมความเป็นจริงนั้น มันไม่ใช่ตัวปฏิบัติ  เขียนผิด กล่าวไม่ตรงต่อความเป็นจริงต่อๆ กันมา คนก็ถือเป็นตัวปฏิบัติผิดๆ กันเรื่อย  แล้วมีแต่อ้างพุทธพจน์  อ้าง พุทธะ ได้ยินมากับหูหรือเปล่า

อ้างจัง  มีแต่เค้าว่ามาทั้งนั้นแหละ  เอาเขามาใส่หัวตลอด  อ้างแต่พุทธพจน์  อ้างแต่พุทธพจน์นั่นแหละ  ฟังมากับหูหรือเปล่า  ตำรามันถูกเผามากี่ครั้งแล้ว  เอาหัวขี้เลื่อยมาเขียน มารจนา มา  สังคยานาขึ้นมากี่หน  จะตรงมั้ย  จนทำให้เค้าต้องปฏิบัติ ทุกข์ยาก ยุ่งยากไปหมด ในการปฏิบัติ   แบ่งพรรคแบ่งพวก เป็นสายนั้นสายนี้ขึ้นมา มันมีที่ไหนล่ะ ดูสังฆเภทเต็มบ้านเต็มเมือง  มันมีสายซะที่ไหน  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  สัจธรรมความเป็นจริง ก็อย่างงั้นตลอด ไม่ใช่ไปมัวหลงแบ่งเผ่า หลงแบ่งพันธุ์ หลงแบ่งสายเป็นอย่างงั้น อย่างงี้ขึ้นมา ยุ่งไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง เนี๊ย.. ลูกให้ตรง ต่อสัจธรรมที่มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  ปราศจากความหมายอยู่แล้ว  ทุกสิ่งอย่าง   ไปติดตัวปฏิบัติ  เค้าเรียกดีแต่ปฏิบัติ  ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ ก็ชอบแต่ปฏิบัตินั่นแหละ  ก็เลยต้องไปตามตัวปฏิบัติ  เลยไม่นิพพานซักที  แล้วใครสรรเสริญ  ปุถุชนทั้งนั้นมาสรรเสริญเอา  ก็เนื้อหาพุทธะอรหันต์ไม่ได้มีอะไรเลย ไม่ได้เป็นอะไรเลย  ปุถุชนไปสรรเสริญเอาๆ ว่า ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ  ท่านหน่ะนอกเหนือการปฏิบัติแล้ว ไม่ใช่ตรงปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  หรือชอบปฏิบัติ ว่างอยู่แล้ว แต่ปุถุชนไปสรรเสริญทีหลัง  จนทำให้เค้าเข้าใจผิดไปหมด  ท่านรู้อยู่แล้วว่าการปฏิบัติเป็นตัวกรรม  ยิ่งทำก็ยิ่งเป็นกรรม  จะทำในส่วนไหนก็กรรมทั้งนั้นแหละ ตัวปฏิบัติ เค้าเรียกปฏิบัติตัวกรรมนั่นแหละ  ก็ต้องใช้กรรม  แจ้งในอวิชชา ก็นั่นตรงไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  ก็เรียบร้อยเลย คือสละหมด ก็เรียบร้อยเลย คือสละหมด  ก็นอกเหนือกรรม  ไม่ใช่ตรงกรรม  มันไม่ใช่ตรงอะไรอยู่แล้ว  ปุถุชนไปสรรเสริญ แบบปุถุชนสรรเสริญ  ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  ท่านปฏิบัติตรงต่อความพ้นทุกข์  อย่างงั้นอย่างงี้ ทำไปทำมา ก็กลายเป็นการยั่วยุให้คนทั้งหลายที่ไม่เข้าใจ  ก็เอ้า...  เฮโลสาระพากันอยู่นั่นแหละ ปฏิบัติกันเข้าไป   แล้วก็มาทะเลาะกัน  แบ่งสาย แบ่งพรรค แบ่งพวก ลองไปตามผู้ปฏิบัติดู รู้จักว่ามันทุกข์ขนาดไหนทุกวันนี้  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก  ลูกไปหลงสร้างกรรมซ้อนธรรมขึ้นมาเอง ลูกไปหลงสร้างกรรมซ้อนธรรมขึ้นมาเอง ทุกอย่างมันเป็นแค่เพียงธรรมโดยธรรมอยู่โดยอยู่เองแล้ว  แต่ลูกดันเข้าไปทำมัน  มันก็เลยกลายเป็นกรรมซ้อนธรรม  นั่นแหละ มันก็เลยต้องเป็นไปตามกรรม ๆ

มันไม่ใช่ตรงกรรมอยู่แล้วลูก  มันไม่ใช่ตรงอะไรอยู่แล้วลูก  มันไม่ใช่อยู่แล้ว ไม่อยู่แล้ว  มันไม่ใช่ตรงอะไรอยู่แล้วลูก นั่นแหละ มันจึงค่อย จ้า ออกมา  เบิกบานออกมา  แล้วเรียกว่า คลายออกจากกรรม ทั้งหลายทั้งปวง ตรงต่อสว่างอยู่แล้วเลย  ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วเลย ไม่ใช่นิพพานอยู่ข้างหน้า ข้างหลัง  อยู่แล้วลูก  เอาปุถุชนไปชี้นำกัน โน้น อยู่ข้างหน้าโน้น นิพพานหน่ะ  รีบเดินเข้า ๆ รีบความเพียรเข้า ก็ปุถุชน ปุถุชนบอกกันเองหน่ะไม่ใช่อรหันต์บอก  พุทธะบอก ปุถุชนๆ บอกกันเอง ปุถุชนเขียนกันเอง  บอกกันเอง เพียรเข้า เพียรๆ เดี๋ยวก็ถึงๆ คางเหลืองหมด  พวกเพียรหน่ะ  เดินทุกข์ตลอด  นั่งทุกข์ตลอด  นอนทุกข์ตลอด  มีแต่ปัญหา จี้ในใจอยู่ตลอด เร่งรัดเพื่อให้ได้  ให้มี ให้ถึง ให้เป็น แล้วหารู้ไม่ นิพพานคือไม่ใช่อะไรเลย  ไม่ได้มีตัว  ไม่มีตน ไม่ได้มีรูปลักษณะ ไม่ใช่สภาวะด้วย นิพพานไม่ใช่อะไร  ไม่ใช่แม้กระทั่งสภาวะ  แล้วใครมันจะไปได้อะไรจากนิพพานตรงไหนเนี๊ย  หลอกกัน เข้าใจมั้ยหล่ะ  ฉะนั้นพวกท่านทั้งหลายก็อย่าไปหลอกเค้าอีก  ถ้ารู้ว่าถูกหลอกมา  แล้วก็อย่าไปหลอกเค้าต่อไปอีก  ไม่ใช่นั้น ๆ นะลูกนะ  ด้วยความปรารถนาดี ไม่พออยู่พอกันหรอกลูก  ไอ้แค่ความปรารถนาดี ไม่พออยู่พอกินหรอก  ที่อยากจะช่วยคน  มันต้องนอกเหนือความปรารถนาลูก  มันจึงจะสามารถช่วยเค้าได้  เมื่อลูกไปคาตัวความปรารถนาซะเองแล้ว  แล้วมันจะไปชี้ให้เค้านอกเหนือความปรารถนาตัวเค้าได้ยังไงล่ะลูก  ไม่ได้  ไม่อยู่แล้วเป็น ไม่ใช่ตรงอะไรอยู่แล้วเป็น  เรียกว่า นอกเหนือตัณหา เป็น  ลูกจะได้สะท้อน ถึงความไม่เนื่องด้วยปัญหาให้เค้าเข้าใจ ตามได้  ไม่ต้องอ้างโน้น  อ้างนี้มากหรอกลูก  อ้างจากตำรงตำรา อ้างจากประโยคนั้นประโยคนี้

มัวแต่อ้าง  ที่อ้างเนี๊ย  บ่งบอกถึงว่าตัวเองเนี๊ยไม่รู้เรื่องเลย  ไม่ได้มั่นใจเลย ไม่ได้มีการตรัสรู้  ไม่ได้มีการเด็ดขาด  ไม่ได้มีความแจ่มแจ้ง เป็นปัจจตังขึ้นในใจของตนเองเลย  อ้างนี้อยู่เรื่อย  อ้างโน้นอยู่เรื่อย  อ้างเพื่ออะไร  อ้างเพียงเพื่อให้เค้าเชื่อตัวเอง ฟังแล้วเค้าจะได้เชื่อตัวเอง เข้าท่าหน่อย  ว่ามีข้ออ้าง มันมีข้ออ้าง ไม่มันได้ออกจากปัจจตังที่แจ้งจาก ดวงจิต ดวงใจเลย  เอาแต่อ้างตำราเล่มโน้น เล่มนี้ หมวดนั้น หมวดนี้  อ้างเพียงเพื่อเค้าเชื่อตัวเองนี่นาแหละ นั้นแหละมันอย่างนี้แหละ  เค้าก็เลยลำบาก  พากันปฏิบัติลำบากไปหมด มีที่ไหนล่ะ  ธรรมะปฏิบัติแล้วทุกข์ยากลำบาก  เอาว่าสัจธรรมเนี๊ย  เมื่อไปสดับรับฟังจากพุทธะอรหันต์แล้วเนี๊ย  ทุกคนก็จะคลายออกจากทุกข์เดี๋ยวเนี๊ย ไม่ใช่ฟังธรรมะแล้วเป็นทุกข์  ฟังธรรมะแล้วดันไปเป็นทุกข์ในระยะยาวต่อไปอีก ทุกข์ต่อส่งต่อไปอีก  โดยการปฏิบัติ  มันไม่ถูก กรรมซ้อนธรรมหมด  มันผิดมานานแล้ว  มันเพี้ยนมานานแล้วลูก  มีแต่กรรมซ้อนธรรม  จริง ๆ  มันธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้ว ๆ  ไม่ยึดก็ไม่ยึดอยู่เองแล้วๆ  แต่มันไปหลงเป็นกรรมซ้อนธรรม  หลงแต่ตัวปฏิบัติ มันก็เลยไม่นอกเหนือกรรมซักที  มันก็เลยต้องเป็นไปตามกรรม.....โส...





No comments:

Post a Comment