Tuesday, February 19, 2013

พลังแห่งชีวิต

ถอดความไฟล์เสียง
“พลังแห่งชีวิต”
เทศนาธรรมแก่เยาวชน
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน  2553  ณ วัดร่มโพธิธรรม
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

วันนี้ลูกไม่ต้องสวดนะ  เดี๋ยวจะได้ฟังสัจจธรรมแล้วก็อาศัยจิตนี้ให้ผ่อนคลาย  ปิดหนังสือเลย  ปิดหนังสือเลยลูก  ปิดหนังสือเลย  วันนี้ไม่ต้องสวดมนต์เดี๋ยวลูกฟังอย่างเดียวพอแล้วนะ  แล้วก็ใช้ความตื่นตัว..ตื่นใจ  เก็บ..เก็บเลย  เออ..แล้วนั่งตัวตรงๆเต็มที่ซิลูก  ให้ตัวตรงเต็มที่เลย  เอามือวางไว้สบายๆ  ไม่ต้องสำรวมมือลูก  เอาวางไว้สบายๆพาดไว้ที่หัวเข่าก็ได้  หงายมือก็ได้  คว่ำมือก็ได้  ตัวตรงๆแล้วไม่ต้องหลับตาลูก..ไม่ต้องหลับตา  วันนี้หลวงพ่อจะให้เนื้อหาสัจจธรรมไปเลย  ไม่ต้องหลับตาลูก  ลืมตาปกติธรรมดาเลย  แล้วลูกฟังนะ..ลูกฟังหลวงพ่อ....แล้วก็ตามที่ฟังนั้นเลย  ไม่ต้องจดจ่อ..จิตไม่ต้องจดจ่อกับความรู้สึก..ไม่ต้องจดจ่อกับตัวเอง  ปล่อยให้มันกว้างขวาง.........แบบผ่อนคลาย.......ผ่อนคลายแบบกว้างขวาง  นั่งให้ตัวตรงไว้เรื่อยๆเลยลูก  อย่างอหลังนะลูกนะ  ถ้างอหลังแล้วลูกจะจมอารมณ์ง่าย..ลูกจะจมอารมณ์  คำว่าจมอารมณ์ก็คือซึม  ลูกรู้จักใช่มั้ย..ซึมน่ะ..นั่นแหละเรียกว่าจมอารมณ์  อย่าซึมอย่างเดียวลูก..อย่าซึม...อย่าซึม  อันนี้เรียกว่าโดยเนื้อหาสัจจธรรมที่ลูกเรียกว่าพึ่งพาอาศัยได้  เอาไปใช้ได้กับการใช้ชีวิตอยู่

ตื่นลูก..อย่าซึม  พอมันจะซึมขึ้นมาลูกก็ตื่นเลยนะ..ตื่น..ตื่นพร้อม..ตื่นโพล่ง..ตื่นปลอดโปร่ง  อันนี้เรียกว่าให้เป็นเนื้อหาของสัจจธรรมเลยลูก  คือความตื่นพร้อมเรียกว่าสติสัมปชัญญะ..ความตื่นพร้อม  สติสัมปชัญญะก็คือความตื่นพร้อมลูก  ไม่ใช่ซึม..ไม่ใช่ซึม..ถ้าซึมเค้าเรียกว่าขาดสัมปชัญญะ  อย่าซึม..กว้างกว้างลูก..กว้างกว้าง..กว้างกว้างลูก..กว้างกว้างเอาไว้ลูก  อย่าซึมอยู่แค่ตัวเอง  อย่าซึมอยู่กับตัวเอง..กว้างกว้างเอาไว้ลูก  สิ่งนี้ลูกสามารถเอาไปใช้ตลอดชีวิตเลยนะลูกนะ  การไม่แช่..การไม่ซึม..การไม่จมในสภาวะตัวเอง  ในอารมณ์ตัวเองเนี่ยลูก  อันนี้เค้าเรียกว่าเป็นอำนาจแห่งธรรม  อำนาจแห่งสติสัมปชัญญธรรม  มันเป็นพลังแห่งชีวิตลูก..เป็นพลังแห่งความตื่น  ชีวิตที่มีแต่ความตื่น  ชีวิตที่มีแต่ความปลอดโปร่ง  ชีวิตที่มีแต่..เค้าเรียกว่าความเบิกบาน  มันไม่เหงาหงอย..เรียกว่าแช่มชื่น..ไม่เหงาหงอย..ไม่ซึม  เค้าเรียกว่าจิตไม่เป็นอบายภูมิ  ลูกซึมครั้งนึง  จิตก็เป็นอบายภูมิครั้งนึง  เรียกว่า..เสื่อม   ลืมตาเต็มที่เลยลูก..ลืมตาเต็มที่..เออ..นั่นแหละมันจะได้ช่วยตื่น  อย่าไปหยีตา..อย่าไปหรี่ตา..อย่าไปหยีตาลูก

อันนี้หลวงพ่อกำลังให้ตรงต่อเนื้อหาของธรรมนะลูกนะ..ของพระธรรม  ก็คือเมื่อวานก็ได้บอกไปแล้วว่า  พระธรรมก็หมายถึงความไม่ยึดติดน่ะ  ในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง  พระ..ก็คือความไม่ยึดติด  ธรรม..ก็หมายถึงสรรพสิ่ง  ดังนั้นถ้าแปลทั้งสองพยางค์เข้าด้วยกันแล้วก็คือพระธรรม คือความไม่ยึดติดในสรรพสิ่งทั้งหลายนั่นเอง  สรรพสิ่งทั้งหลายก็หมายถึง..ความไม่ยึดติดนั่นเอง  ฉะนั้นบุคคลใดที่เข้าถึงพระธรรม  ก็หมายถึงเข้าถึงความไม่ยึดติดนั่นเองลูก  สละแล้วซึ่งสรรพสิ่ง  สรรพสิ่งก็คือความไม่ยึดติด  สละแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง..ไม่ข้องอะไร..ไม่คาอะไร..ไม่แวะ..ไม่เวียนกับอะไร  แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป  ไม่อะไรกับอะไร..ไม่อะไรกับอะไร..ไม่อะไรกับอะไรลูก  ไม่จมปลัก..ไม่ดักดาน..ไม่ซึม..ไม่เซ่อกับอะไร  ไม่เหงา..ไม่หงอย  นั่นแหละลูก..ตื่นเอาไว้ลูก  ตื่นพร้อมลูก..ตื่นตัว..ตื่นใจ..ตื่นนอก..ตื่นใน..ตื่นโพล่ง..ตื่นกว้างขวาง  มันเป็น..พลังแห่งชีวิต..ลูก  ชีวิตที่ตื่น..ชีวิตที่เบิกบาน..ชีวิตที่แช่มชื่น..ที่แช่มชื่น  ชีวิตที่มันจะไม่ลงสู่อบายภูมิลูก

คำว่า..อบายภูมิ..ก็คือภูมิเสื่อม  มีด้วยกันทั้งหมดสี่ภูมิ  หนึ่งก็คือ..เปรต  สองก็คือ..อสูรกาย  สามคือ..สัตว์เดรัจฉาน  สี่ก็คือ..สัตว์นรก..ลูก   เค้าเรียกว่า..อบายภูมิสี่  ถ้าจิตดวงไหนได้พลาดพลั้งลงไปสู่อบายภูมิแล้ว  ก็ถือว่าถูกดองอยู่ในสภาพของทุกข์อย่างยาวนาน.......เค้าเรียกว่าใช้วิบากในเรื่องของการเสวยอารมณ์ทุกข์อย่างเดียว

อย่างภูมิ..อสูรกายเนี่ย  พอตายจากความเป็นมนุษย์ลงไปเนี่ย  ลูกตายตรงไหนอยู่ตรงนั้นเลย  เค้าเรียก..ภูมิอสูรกาย  สาเหตุที่เป็นภูมินั้นก็เพราะว่า  หนึ่ง คือ ไม่เข้าวัดเข้าวาลูก  ไม่ทรงศีล..ทรงธรรมอะไรเลย   บุญทานก็ไม่ทำ  การให้..การเสียสละก็ไม่ทำ  มีแต่หมกมุ่น..มัวเมา  ชอบเที่ยวกลางคืน  ชอบเล่นการพนัน  ชอบคบแต่เพื่อนฝูงที่สำมะเลเทเมา  ที่มีแต่คึกคะนอง  ที่มีแต่เล่น  ที่มีแต่ใช้ชีวิตสะเปะสะปะ..ไร้สาระลูก  คบเพื่อนไม่ดี  ชอบเที่ยวกลางคืน  ชอบการละเล่นทุกสิ่งทุกอย่าง  เค้าเรียกมัวเมากับการละเล่น  มัวเมากับการละเล่นลูก  จิตหมกมุ่น..หมกมุ่น..หมกมุ่น..หมกมุ่น..หมกมุ่นแต่เรื่องมืดๆ  พอละสังขารตรงไหนอยู่ตรงนั้นเลยวิญญาณ  ตายป่าอยู่ป่า  ตายเขาอยู่เขา  ตายแม่น้ำก็อยู่ในแม่น้ำเลย  ตายที่ถนนอยู่ที่ถนนหนทางเลยลูก  ตายในคลับก็อยู่ในคลับ  วิญญาณไปไหนไม่ได้  เค้าเรียกว่า..ภูมิอสูรกาย..ภูมิเสื่อม  ได้ยินกันอยู่ทั่วไป  รถชนตรงนั้นวิญญาณก็อยู่ตรงนั้น  ไปไหนไม่ได้  พวกนี้ก็คือหมกมุ่น  ใช้ชีวิตหมกมุ่น..มืดมิด  ชอบเที่ยวกลางคืน  หมกมุ่นกับการเที่ยวเตร่  เสเพลกลางค่ำกลางคืน  กลางวงกลางวันไม่ยกเว้น  แล้วก็ชอบการละเล่นมากเกินไป  แล้วก็หมกมุ่นกับการเล่นมากเกินไป  เล่นการพนัน  เล่นกีฬงกีฬาก็ไม่ยกเว้นนะลูก  มันเล่นแบบหมกมุ่น  ไม่ได้เล่นแบบผ่อนคลาย  มันหมกมุ่น..เล่นเกมส์อย่างงี้  มันหมกมุ่นไงลูก  มันผ่อนคลายไม่เป็น  แล้วก็คบแต่เพื่อนฝูงที่โขมงโฉงเฉง  คบแต่เพื่อนที่เรียกว่าเสเพล..เสเพล..อะไรก็ไม่รู้  เค้าเรียกว่า..มันไม่มีสาระ  มันไม่มีประโยชน์  ทำให้เกิดความเกียจคร้านในหน้าที่การงาน..สิ่งที่อยู่..สิ่งที่อาศัย  เค้าเรียกว่ามันทำให้เป็นคนที่ขี้เกียจขี้คร้าน  นอนก็ตื่นสาย  งานการไม่ค่อยจะเอา  เรื่องส่วนรวมเรื่องหมู่คณะอะไรนี่ไม่สนใจ  ความขี้เกียจขี้คร้านก็ครอบงำ  ตายตรงไหนอยู่ตรงนั้นน่ะ  ตายตรงไหนอยู่ตรงนั้น  พอละสังขารไปแล้ว  วิญญาณก็เหมือนมนุษย์ธรรมดา  แต่พออยู่นานๆเข้าในภูมินั้นน่ะ  วิญญาณก็เรียกว่ารูปลักษณ์ของวิญญาณก็เปลี่ยนสภาพไปกลายเป็น..ปีศาจ  มีเขี้ยวออก..มีหูยาว..มีหูใหญ่  ตาก็เหมือนกับไม่ใช่ตา  บางทีก็หางโผล่  มันสารพัดมันอยู่นานมากๆเข้ามันก็แปรสภาพ  เพราะมันอยู่ด้วยความกดดันอารมณ์ก็เลยแปรสภาพ  เวทนา..ทุกขเวทนาก็เลยแปรสภาพให้เกิดภาวะรูปลักษณ์อันเรียกว่าอัปลักษณ์มากขึ้น  เรียกว่า..ปีศาจ..ปีศาจ  นั่นก็มีจริงเค้าเรียกว่า..ภูมิอสูรกาย..ไปจากที่หมกมุ่น

ทีนี้ความตื่นตัว..ความตื่นใจ..ตื่นพร้อมเนี่ย  ช่วยได้ลูก  พอมันตื่นตัว..ตื่นใจ..ตื่นตัว..ตื่นใจ..ตื่นโพล่ง..ตื่นโปร่ง..ตื่นโล่ง.. ตื่นกว้างขวาง  ไม่ซึม..ไม่แช่อารมณ์  ไม่งมอยู่กับตัวเอง  เห็นอะไรก็แล้วไป  รู้อะไรก็แล้วไป  รู้ไปกับการเห็น..รู้ไปกับการได้ยิน..ได้ฟังอย่างนี้..รู้แล้วตามไป..อันนี้....ไม่   แล้วไป..แล้วไป..อย่างเดียวกับ..การรู้..การเห็น  ไม่ใช่ตามรู้..ไม่ใช่ตามเห็น  แต่ให้แล้วไปกับการรู้..การเห็น..ให้เร็ว  อันนี้มันจะกันอบายภูมิได้หมดลูก  จะไม่ไปลงสู่ภูมิเสื่อม..อบายภูมินั่น

บางทีก็อีกภูมิ  บางทีก็ไปเกิดเป็น..สัตว์เดรัจฉาน..อย่างนี้  มันก็ไปจากการที่จิตมันไม่รู้คุณ..ไม่รู้โทษลูก  หมกมุ่นแต่สิ่งที่เป็นโทษ  ประพฤติตนเองอยู่แต่สิ่งที่..เป็นโทษ..เป็นโทษ..เป็นโทษน่ะ  ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ  ทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ  ทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ  ต่อปากต่อคำพ่อแม่..ครูบาอาจารย์  ใจหงุดหงิด..งุ่นง่าน..ฟุ้งซ่าน..อิจฉาริษยา..พยาบาท  ปฏิฆะอยู่ในใจ..ไม่พอใจ..ไม่พอใจ..ไม่พอใจ  ชอบไม่พอใจ..ชอบปฏิฆะในใจ  ชอบหงุดหงิดในใจกับบุคคลอื่นกับสิ่งมีคุณทั้งหลาย  พูดจาในสิ่งที่เป็นการเสียดสี  พูดจาในสิ่งที่เป็นการให้ร้าย  พูดจาในสิ่งที่เป็นการมดเท็จ..ปดมดเท็จ  เรียกว่าปั้นน้ำเป็นตัว  ชอบพูดโกหก..ชอบพูดเล่น..ชอบพูดล้อเลียน  กิริยาพฤติกรรมทางกายขาดความเคารพ..ขาดความอ่อนน้อม..ขาดความอ่อนโยน  ไม่มีสัมมาคารวะต่อสิ่งที่มีคุณทั้งหลาย..คุณพ่อคุณแม่..คุณพี่คุณน้อง..คุณเพื่อนสนิทมิตรสหาย  ก็ไม่ยกเว้น  เรียกว่าประพฤติในสิ่งที่ไม่ควรประพฤติไงลูก  ลงสู่ภูมิของ..เดรัจฉานหมด

บ้างก็เล่นไสยศาสตร์  เค้าเรียกส่วนหนึ่งก็เป็นการเล่นไสยศาสตร์  เค้าเรียกทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ  พฤติกรรมในสิ่งที่ไม่ควรจะแสดง  เอาลูก..ยืดตัวตรงตรงไว้..ตรงตรงไว้  มันจะได้ตื่น..เครื่องช่วยตื่น..ตัวตรงตรง  ตาลืม..เปิดกว้างลูกนะ  ลูกไม่ต้องไปฝึกสติอะไรให้มากหรอก  แค่ลูกตื่นตัว..ตื่นใจ  ตาปกติ..กายปกติ  แค่นี้ก็สติสัมปชัญญะแล้ว  อย่าแช่อารมณ์..จำไว้........หลวงพ่อบอกว่า..อย่าซึม..จำไว้นะ  อยู่ตรงไหน..อย่าซึม  เดินข้ามถนน..อย่าซึม  รถมันจะชนเอา  นั่งอยู่ศาลาพักร้อน..อย่าซึม  หลังคามันอาจจะร่วงหล่นใส่ได้ลูก  หรือนั่งอยู่ข้างถนนดีๆ  ราชรถอาจจะเข้ามาเกยได้ลูก..อย่าซึม..อย่าซึม  ฉะนั้นเราก็กันภูมิของเดรัจฉาน  ที่เราจะไม่ไปจุติในภูมินั้นลูก

อ่อนน้อม..สัมมาคารวะ  กับเพื่อนฝูง..พ่อแม่ครูบาอาจารย์..ญาติสนิทมิตรสหาย  เพื่อนรุ่นน้อง..เพื่อนรุ่นพี่  เราคารวะเหมือนกันหมดลูก  เราอ่อนน้อมซึ่งกันและกันหมด  เรียกว่าเราไม่แสดงพฤติกรรมที่เป็นการอันไม่ควรหรือหยาบกระด้าง  จะทำให้เราเป็นมนุษยชาติที่สุขุมชาติมากขึ้น  ดีงามมากขึ้นลูก  เคารพนะ..คารวะนะ  อย่าใช้วาจาที่สำมะเลเทเมา..กระโดกกระเดก  หรือวาจาที่หยาบกระด้างต่อกันและกันลูก  หรือกิริยาที่หยาบกระด้างต่อกันละกัน  ไม่ว่าเพื่อนรุ่นน้องเพื่อนรุ่นพี่  คนอายุน้อยกว่าหรือคนอายุมากกว่า  ให้เคารพซึ่งกันและกันทั้งหมด  แล้วลูกก็จะกันภูมิของเดรัจฉานครอบงำตัวเองได้ลูก  ไม่ไปสู่..ภูมิเดรัจฉาน

สิ่งไหนที่เป็นสิ่งที่มีคุณสูงสุด  คุณพ่อคุณแม่  คุณพระพุทธเจ้า  คุณพระธรรม  คุณพระสงฆ์  คุณครูบาอาจารย์ทั้งหลาย  ลูกก็อย่าได้แตะ  แม้ความรู้สึกที่ไม่ดีเพียงเล็กน้อย  หงุดหงิดกับท่าน..รำคาญกับท่านเนี่ย..อย่า  คุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนกัน  หน้านิ่วคิ้วขมวดกับท่านเนี่ย..อย่าลูก  นิดนึงก็อย่า  มันทำให้เราสามารถลงสู่ภูมิของเดรัจฉานได้หมด  เกิดเป็นแมวก็ได้  เกิดเป็นสุนัขก็ได้..ลูก  เรื่องคุณเบื้องสูงทั้งหลายอย่าวิจัย..อย่าวิจารณ์  คุณพ่อคุณแม่อย่าไปวิจัยวิจารณ์  คุณพระพุทธเจ้า..พระธรรม..พระสงฆ์  อย่าไปบริภาษ..อย่าไปวิจารณ์..อย่าไปประมาทด้วยวาจาลูก  สิ่งมีคุณทั้งหลายทั่วๆไป  สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  เห็นพุทธรูปองค์นี้..เห็นพุทธรูปองค์นั้นที่วัดนี้..วัดนั้น..ที่นั่น..ที่นี่  สิ่งประดิษฐานตรงนั้น..ตรงนี้  ก็อย่าไปวาจาพล่อยๆวิตก..วิจัย..วิจารณ์  ให้เกิดกรรมกับตัวเอง  ให้เคารพอย่างเดียว  ให้อ่อนน้อมอย่างเดียวต่อบุคคลและต่อสถานที่   แล้วลูกก็จะกันภูมิเดรัจฉาน  ไม่เกิดกับตัวเอง  เรียกว่าไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ  แม้ความรู้สึกนึกคิด  แม้คำพูด  แม้กิริยาพฤติกรรมก็อย่าให้เกิด..อย่าให้ก่อขึ้นมา

ฉะนั้นลูกก็อาศัยความตื่นนี่แหละ..ตื่นพร้อมลูก..ตื่นกว้างขวาง..กว้างขวาง  อย่าแช่อยู่แค่ตัวเอง  อย่าซึมอยู่แค่อารมณ์ลูก  ให้โปร่งเอาไว้..ให้โล่งเอาไว้  มันจะได้แบบ..แล้วแล้วไป..ทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่เอามาปรุงแต่งต่อ  แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป..ไม่เอามาปรุงแต่งต่อลูก  ไม่เอามาฟุ้งซ่านต่อ  แล้วไปกับการเห็น..แล้วไปกับการรู้ลูก  แล้วไปกับสิ่งสัมผัสได้ยิน..ได้ฟัง  ภายนอก..ภายใน  แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป..ผ่านให้หมด..เรียกว่าพาส (pass) ตลอด..พาสตลอด..พาสตลอด..พาสตลอด..ผ่านตลอดลูก  อย่าเอามาฟุ้งซ่าน..อย่าเอามากักขัง..อย่าเอามาปรุงแต่งในใจลูก  อย่าเก็บเอามา..อย่าเอามาเป็นตะกอนตกค้างในใจตัวเอง..ทุกสิ่งทุกอย่าง  ในสรรพสิ่ง..ในสรรพธาตุ..ในโลก..ในสังสารวัฏนี้  เรียกว่ายึดไม่ได้ทั้งหมด  ลูกก็ให้ตรงต่อพระธรรม..ตรงต่อพระธรรม  ก็คือความไม่ยึดติดในสรรพสิ่งนั่นเอง  ความไม่ยึดติดนั่นเองลูก  ทุกอย่างก็คือไม่ยึดติด

ฉะนั้นลูกก็แล้วไปให้เร็วที่สุด  สิ่งที่เห็นทั้งหลาย..สิ่งได้ยิน..ได้ฟังทั้งหลาย  ใจก็อย่าไปจดจ่อ..อย่าไปงม..อย่าไปซึมกับอะไร  อย่าไป ณ จังงัง..ณ จังงง..กับอะไรลูก  อย่าไปงงกับอะไร  อย่าไปหาสงสัยกับอะไร  อย่าไปหาลังเลกับอะไร  ให้แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป  กว้างยิ่งกว่า..กว้างยิ่งกว่า..โปร่งยิ่งกว่า..โล่งยิ่งกว่า..โล่งยิ่งกว่าอะไรอะไร  กว้างยิ่งกว่าอะไรอะไรไปเลย  นั่นแหละเรียกว่าให้มันแล้วไป..แล้วไป..ทุกสัมผัส..ทุกผัสสะ..ของสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

ยืดตัวขึ้นตรงตรงซิลูก..ตรง..ตื่น.....ตื่นตลอด..........ไม่เลือกกลางวัน..กลางคืน  ตื่นตลอด....ลูก  นั่นแหละแล้วก็ตื่นแบบกว้างขวาง.........คือ..อย่าแช่..อย่าแช่..อย่าซึม..อย่าซึม..ลูกกว้างกว้างออกไปเนี่ย  กว้างกว้างออกไปนั่นแหละ..อย่าซึม..อย่าซึม  อย่าอยู่ที่อารมณ์ซึมลูก.....จำไว้นะ  อย่าอยู่ที่อารมณ์ซึม..อย่าแช่กับอารมณ์  แล้วลูกก็จะกันภูมิของเดรัจฉานได้เลยลูก  กันภูมิของอสูรกายได้เลย

คำว่า..ภูมิเปรต..นี่เค้าเรียกว่าภูมิหนึ่งในอบายภูมิสี่  ภูมิเปรต..มันก็ไปจากความอยากเกินไป  ชีวิตอยู่ด้วยความอยาก..ลูกฟังนะ  ไม่ต้องไปอยากอะไรทั้งนั้นเลยลูก  แล้วไป..กับการเห็นตลอด  แล้วไป..กับการรับรู้ตลอด  แล้วไป..กับการได้ยิน..ได้ฟังตลอดลูก  อย่าอยาก.......อย่าไปเจริญความอยาก  ความอยาก..ทำให้เป็นเปรตลูก  อยากมากก็เปรตมาก  อยากน้อยก็เปรตน้อย  ทุกเรื่องก็ไม่ต้องอยากลูก  ทุกเรื่องคือไม่ต้องไปอยากมัน  แล้วลูกจะไม่มีเชื้อของ..ภูมิเปรต..ครอบงำตัวเอง  จะไม่ถึงซึ่ง..ภูมิเปรต  เปรตนั่นมีหลายชั้นภูมินะ  มันก็ไปจาก..ความอยาก..ทั้งนั้น  ไปจากความละโมบโลภมาก..ทั้งนั้น  คิดจะเอา..คิดจะได้..คิดจะเอา..คิดจะมี..คิดจะเป็น  จ้องแต่จะเอา..จ้องแต่จะเอา..จ้องแต่จะมี..จ้องจะให้มี..จ้องจะให้เป็น  ให้ได้..ให้เป็น..ให้ได้..ให้เป็น..ให้มี..ให้เป็น  มันก็ไปจาก..ความอยาก..ความโลภ..นะลูกนะ  ทุกประเภทของความอยาก..ความโลภ..มันนำพาสู่..ภูมิของเปรตทั้งนั้นลูก

ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต้องอยาก  ไม่ต้องไปอาลัยอาวรณ์กับมัน  ไม่ต้องไปอยากมี..อยากเป็นกับมัน  ไม่ต้องไปอยากได้กับมันลูก  แล้วแต่จะเกิด..จะเป็น  แล้วแต่จะเกิด..จะเป็น  ชีวิตแล้วแต่จะมี..จะเป็น  แล้วแต่จะมี..จะเป็น  ไม่ต้องไปอยากตามใคร  ไม่ใช่เห็นใครมี..อยากมีตามเขา  เห็นเขาเป็น..อยากเป็นตามเขา....อย่าลูก  มันจะเข้าสู่ภูมิวิถีของเปรตเลย  เราไม่ต้องไปสร้างเชื้ออบายภูมิ..ภูมินี้ขึ้นมา  ฟังดีดีนะ  ลูกจะได้เรียกว่าเป็นมนุษยชาติที่บริบูรณ์ด้วยเนื้อหาของสัจจธรรม

สว่างไสวลูก..สว่างไสว  ไม่เป็นชีวิตที่โง่งมหรือไม่เป็นชีวิตที่งมงาย  ไม่เป็นชีวิตที่ประเภทเหมือนกับสวะลอยตามกระแสน้ำที่ว่า..ไหลตามกันไป..ไหลตามกันมา..ไหลตามกันมา..ไหลตามกันไป  โลกนิยม..ตามโลกนิยมเกินไป  ตามสังคมนิยมเกินไป  ตามเขานิยมเกินไป  ตามตัวเองนิยมเกินไป  เค้าเรียกว่า..ไม่ตาม   มันจะเรียกว่าเนื้อหาแห่งความเป็นมนุษยชาติที่เบิกบาน..บริบูรณ์ด้วยสัจจธรรม  เรียกว่าสว่างไสวไปในตัวนะ  เราก็ไม่แช่อย่างเดียว........อารมณ์  จิตไม่ซึม..ไม่แช่..ไม่ซึม ถ้า..แช่..ซึมขึ้นมาก็ระลึกถึงสิ่งที่หลวงพ่อบอกเอาไว้  ตื่น..ตื่น..ตื่นนอก..ตื่นใน..ตื่นพร้อม..ตื่นแล้วแล้วไป  ตื่นแบบ..ไม่อะไรกับอะไร  ลูกระลึกถึงประโยคนี้เอาไว้  พอมันจะซึมในตัวเองขึ้นมา  ลูกก็..ตื่น..ตื่นขึ้น..ตื่น..ตื่นกว้างขวาง..ตื่นปลอดโปร่ง..ตื่นโล่ง..ตื่นกว้างกว้างไป  ตื่นให้มันเลยไปเลยลูก  ให้มันยิ่งกว่าจังหวัดเลย  ตื่นแบบ..แล้วแล้วไป..กับทุกเรื่องเลย  อันนั้นแหละจะเบิกบาน  ลูกก็จะพ้นจากอำนาจความหดหู่..ความเศร้าหมองนะ..ในใจ  ทุกเรื่อง..ทุกเรื่องอย่าเก็บเอามาหมัก..เอามาดอง

อีกภูมิหนึ่งเค้าเรียกว่าภูมิของ..สัตว์นรก  ภูมิของสัตว์นรกเนี่ยมันไปจากความโหดของภาคพฤติกรรม  พฤติกรรมโหดเกินไป..จิตโหดเกินไป..จิตมุ่งร้ายเกินไป..จิตอคติเกินไป..จิตอิจฉาริษยาเกินไป..จิตพยาบาทเกินไป..จิตอาฆาตเกินไป  วาจานี้มุ่งทำลายเกินไป..วาจามุ่งล้างผลาญเกินไป..วาจามุ่งยุยงส่งเสริม..ยุแหย่ให้แตกแยกเกินไป  พฤติกรรมก็เหี้ยมโหดเกินไป  พฤติกรรมเบียดเบียนเกินไป  ลงสู่.......ภูมินรก..ทั้งหมด  พฤติกรรมก็มุ่งเบียดเบียนเกินไป..พฤติกรรมน่ะโหดเกินไป  เค้าเรียกมุ่งสู่การเบียดเบียนตลอดน่ะ  คุ้นเคยแต่เรื่องของการเบียดเบียน..เบียดเบียน..เบียดเบียน..เบียดเบียน..นั่นน่ะ  วาจาก็คุ้นเคยแต่เรื่องอิจฉาริษยา  พูดจาในเชิงยุแหย่..ยุแหย่..ยุแหย่..ยุแหย่..ยุแหย่..ยุแหย่  ให้ร้าย..ให้ร้ายป้ายสี  ยุแหย่..ยุแหย่.. ปั้นน้ำเป็นตัว..ปั้นน้ำเป็นตัว   เค้าเรียกว่าวาจามันโหด  มันสร้างความแตกแยก..ทำลาย..ทำลาย  ยุยงส่งเสริม..ยุยงส่งเสริม..ส่งเสริมให้ทำลายกัน..ให้เบียดเบียนกัน  เรียกว่าวาจามันโหด  ก็นำพาพฤติกรรมเหล่านี้  นำพาสู่..ภูมินรก..ทั้งหมด

ฉะนั้นหลวงพ่อและลูกหลานบริวาร..ครูบาอาจารย์..พระเณร..เถร..ชี  จึงให้ลูกทำไม.........อโหสินะ  ให้รู้จักคำว่า..อโหสิ..ทั้งวาจาและก็ใจพร้อมกันว่า  อโหสิ..อโหสิ..อโหสิ..ทุกอย่างก็คือ..อโหสิ  มันจะกันความหยาบกระด้างในเรื่องของพฤติกรรมและจิตใจที่หยาบช้าได้หมดลูก  นั่นแหละก็กันภูมิของ..สัตว์นรกแล้ว

ไม่ติเตียนใคร..ไม่ตำหนิใคร..ไม่ให้ร้ายใคร..ไม่สร้างรอยร้าวให้กับใคร..ให้กับหมู่คณะใด  ก็วาจาเราก็..แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป.. ไม่มัวมางมอยู่แค่พฤติกรรมของตัวเอง  แล้วไป.. แล้วไป  กว้างเอาไว้..โปร่งโล่งเอาไว้  ให้มันยิ่งกว่าตัวเอง..ยิ่งกว่าสรรพสิ่งเอาไว้  เรียกว่าพระธรรม  พระธรรมคือความไม่ยึดติดในสรรพสิ่งทั้งหลายนั่นเอง  ที่เราเรียกว่าพระธรรม..พระธรรม
ให้ยิ่งกว่าตัวเองเอาไว้  ให้กว้างยิ่งกว่าสรรพสิ่งเอาไว้ลูก  แล้วไป..กับทุกสิ่งทุกอย่างทุกเรื่อง  เรียกว่าความไม่ยึดติด  เรียกว่าพระธรรม..พระธรรม.........ความไม่ยึดติด  อย่าแช่..อย่าแช่  อย่าทรง..อย่าทรง  อย่าเฉิ่ม..อย่าเฉิ่ม  อย่าเฉื่อย  เราก็เตือนตัวเอง..เอาไปเตือนตัวเองแบบนี้นะลูกนะ..ทุกเวลา  ไม่เลือกกลางวัน..ไม่เลือกกลางคืน  แล้วลูกก็จะเรียกว่ามีความแช่มชื่น..มีความเบิกบานโดยเนื้อหาของสัจจธรรมตลอด......คือความไม่ยึดติดลูก  อย่าแช่..อย่าแช่..อย่าซึม..อย่าซึม  เตือนตัวเองลูก..เตือนตัวเอง  อย่าซึม..กว้างเอาไว้ลูก..ปลอดโปร่งเอาไว้..กว้างเอาไว้..ปลอดโปร่งเอาไว้ตลอด.............ลูก  ตลอด...............อย่านั่งซึม..อย่านั่งแช่..อย่านอนแช่..อย่านอนซึม..เตือนลูก

เอ้า......ยืดตัวขึ้นตรงตรง  เห็นมั้ย..ซักเดี๋ยวมันก็โก่งไปเรื่อย  ซักเดี๋ยวมันก็โก่งไปเรื่อย..หลังโก่ง..ตรงๆไว้ลูก  เดี๋ยวเวลาแก่ตัวมา  หลังจะได้ไม่โก่ง  อื้ม..นั่นแหละแค่นี้ก็ตื่นแล้ว  แค่นี้ก็ตื่นแล้วลูกเนี่ยอย่างนี้

วันนี้ไม่พาทำวัตรสวดมนต์  แต่ว่าให้เนื้อหาที่เป็นสัจจธรรมตรงๆกับดวงใจของลูกหลานไปเลยนะ  บางทีการทำวัตรสวดมนต์นี่มันก็..บางครั้งมันก็ดี..บางครั้งมันก็ไม่ค่อยจะดี  เพราะอะไรรู้มั้ย  บางทีเราสวดมากเกินไป  จิตจดจ่อมากเกินไป..ก็ซึม..ซึมแล้วก็ง่วง..ง่วงซึม..ง่วงซึม  อันนี้ไม่ดี..ก็หยุดสวดไปเลย  แล้วก็นั่งธรรมดา..ยืนธรรมดา..เดินธรรมดา  อาศัยจิตตื่นเอา..ตื่นพร้อม..ตื่นพร้อม  เรียกว่าสติสัมปชัญญะ  ตื่นพร้อม..ตื่นพร้อม..เพียงเพื่อว่าไม่ให้จมอารมณ์ตัวเอง  ถ้าว่าตอนไหนจิตมันตื่นดี  จะสวดก็สวดไป..ก็ไม่เป็นไร  ถ้าสวดไปแล้ว..จิตมันไม่ตื่น..ก็อย่าไปสวด  ให้ปิดหนังสือ  ให้เลิกเลย  ยืนก็ได้..เดินก็ได้..คู้เหยียด..เคลื่อนไหว  ให้ร่างกายมันได้ปรับเปลี่ยนถ่ายเทอิริยาบถไป..เพื่อมหาสัมปชัญญะ  สัมปชัญญะแล้วมหาสัมปชัญญะ..ความโปร่งโล่ง  กันนะลูกนะ..อบายภูมิสี่..กันนะ  เคารพกันหมดเลย  อายุมาก..อายุน้อย..เราก็เคารพซึ่งกันและกัน  สัมมาคารวะซึ่งกันและกัน  อย่าว่าแต่สิ่งมีคุณสูงสุดเลยลูก  แม้แต่สหายทั้งหลาย..พี่พี่น้องน้องทั้งหลาย..เพื่อนเพื่อนทั้งหลาย..ก็เหมือนกัน  เราก็คารวะกัน..สัมมาคารวะกัน..อ่อนน้อมเข้าหากัน..อ่อนโยนเข้าหากัน  แล้วนั่นแหละคือความเป็นมนุษยชาติที่ดีนะ  เรียกว่าวัฒนธรรมที่ดีลูก  เราจะได้ไม่ลงอบายภูมินะ  แล้วก็..มีอะไรที่กระทบกระทั่งกัน  ถ้าลูกอ่อนน้อม..สัมมาคารวะ..ซึ่งกันและกันแล้วเนี่ย  มันจะไม่มีอะไรที่ขบเคี่ยวกันหรอก..มันไม่มีหรอกลูก  ที่ลูกมีความกระทบกระทั่งซึ่งกันและกันเนี่ย  กินแหนงแคลงใจกัน  อิจฉาริษยาพยาบาทกัน  อคติแก่กันและกัน  มันก็มาจากการที่เราวางตัวซึ่งกันและกันไม่ถูก..เข้าใจมั้ยล่ะ  เราไม่ได้แยบคายไว้ในใจตัวเองว่า..อ่อนน้อมเข้าหากันนะ  ทุกอย่างเราก็อ่อนน้อมเข้าหากัน..เคารพกันหมด  มีสัมมาคารวะซึ่งกันและกันหมด  อย่าไปมองข้าม..เค้าอายุน้อยกว่าเราหรืออายุมากกว่าเรา  เค้าเป็นหญิง..อย่าไปมองข้าม  เป็นชาย..อย่าไปมองข้าม  เค้าเป็นเด็ก..อย่าไปมองข้าม  ตรงนั้นที่รูปธรรม..อย่าไปดูที่รูปธรรม  ใจนี่ให้เคารพเอาไว้ก่อน  บางทีเค้ามีคุณธรรมสูงก็มี  บางทีใจเค้าดีเค้ามีคุณธรรมสูงก็มี  เคารพเอาไว้ก่อนลูก  อย่าไปล่วงเกิน..วาจาอย่าไปล่วงเกิน..อย่าไปเหยียดหยาม..อย่าไปลบหลู่  พฤติกรรมก็เรียกว่าให้แยบคายกับเค้า  แยบคายซึ่งกันและกัน  ละเอียดประณีตซึ่งกันและกัน  จิตใจก็ไม่อคติซึ่งกันและกัน  ไม่ดูหมิ่น..ดูแคลนอะไรในจิต..ในใจ  ชอบ..ไม่ชอบ..ตัดทิ้งไป  แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป   แยบคายต่อกันและกัน  อ่อนโยนต่อกันและกัน  ถ้าแบบนี้เรียกว่ามันไม่กระทบกระทั่งกันหรอก  แต่ถ้ามันมีการกระทบกระทั่งกันแล้ว  ลูกก็อโหสิในใจ..อโหสิ..อโหสิในใจ  เอาไปแก้..เอาไปกันอบายภูมิทางใจของตัวเอง

ใจมันจะเป็นอบายภูมิอยู่แล้ว  นี่มันเกลียด..มันเครียด..มันสูญ..มันพยาบาท..มันอาฆาต..มันหงุดหงิด..มันงุ่นง่าน  มันชักจะไม่ชอบใจ..ชักจะไม่พอใจด้วย  ลูก..ให้รีบ..อโหสิ..ทันทีในใจ  รีบ..อโหสิ..ทันทีในใจลูก  อย่าปล่อยให้อารมณ์อันเป็นอบายภูมิเข้าครอบงำได้เด็ดขาด  ไม่งั้นชีวิตของลูกทั้งชีวิตเนี่ย  มันเหมือนจะเดิน..เหมือนจะเดินเข้าสู่ความมืดทันที  มันเป็นชีวิตที่มืด..อบายภูมิ..เนี่ยรู้มั้ย  อย่าให้อารมณ์ของอบายภูมิครอบงำได้ลูก

ฉะนั้นก็ให้..แล้วไป..ตลอดลูก  อย่าขังอารมณ์..อย่าแช่อารมณ์  แล้วไป..ตลอด  ให้กว้างยิ่งกว่ามันเอาไว้  โปร่งโล่งยิ่งกว่ามันเอาไว้ตลอด  แล้วชีวิตทั้งชีวิตของลูกก็จะเรียกว่าเบิกบานนะ..บริบูรณ์..โดยเนื้อหาของสัจจธรรม..ถ่องแท้ล้วนๆลูก  ไม่ใช่เป็นระบบตัณหา..ไม่ใช่เป็นระบบโมหะ..ไม่ใช่เป็นระบบอุปาทานในการเป็น..การอยู่ลูก  แต่หมายถึงสัจจธรรมล้วนล้วน  คือ..ความไม่ยึดติด..ไม่ยึดติด..ไม่ยึดติด..ไม่ยึดติด..ทุกอย่างคือ..ไม่ยึดติดลูก  ทุกอย่างก็คือ..ไม่อยาก..ทุกอย่างก็คือ..ไม่อยาก  ทุกอย่างคือ..ไม่ยึดติด  ทุกอย่างก็คือไม่ละโมบโลภมาก  ทุกอย่างก็คือไม่ละโมบลูก  ทุกอย่างก็คือ..ไม่อยาก  ให้กว้างยิ่งกว่าทุกอย่าง  ให้มันกว้างยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างลูก  ให้มันเลยไปเลย  อย่าให้มันงมอยู่กับอะไร  อย่าให้จมปลักอยู่กับอะไรลูก  เรียกว่าชีวิตที่บริบูรณ์ด้วยสัจจธรรมคือ..ความไม่ยึดติด  หรือเรียกว่าผู้ที่ตรงต่อเนื้อหาของพระธรรม..พระธรรม..พระธรรม  สิ่งทั้งหลายก็คือ..ไม่เอา  สิ่งทั้งหลายก็คือ..ไม่ยึดติดลูก  พระธรรม..พระธรรม..พระ..พระ  นะลูกนะ

เอ้า..วันนี้หลวงพ่อให้แค่นี้นะ  แล้วต่อไปลูกก็จะได้ไปเดินผ่อนคลายอิริยาบถลูก  จำไว้ว่า..อย่าแช่นะ..อย่าซึม..อย่าซึม  ตื่นอย่างเดียว..ตื่นนอก..ตื่นใน..ตื่นพร้อมนะลูกนะ  เป็นกำลังแห่งความสดชื่นเบิกบานทุกวัน..ทุกวัน..ทุกวัน..ทุกวัน
เอ้า........โส...............สาธุ.. 3 ครั้งสิลูก ( นักเรียนกล่าวตามหลวงพ่อ..สาธุ....สาธุ....สาธุ.... )
เอ้า......ทุกอย่างในสังสารวัฏนี้..จะดีก็ตาม..ไม่ดีก็ตาม  เราเป็นสิ่งเข้าไปกระทำก็ตามหรือเราเป็นสิ่งที่ถูกกระทำก็ตามลูก..อโหสิ 3 ครั้งลูก..อโหสิ  ( นักเรียนกล่าวตามหลวงพ่อ..อโหสิ.....อโหสิ.....อโหสิ..... )
ไม่เก็บเอาไว้ในใจ..นะลูกนะ......ให้มันลุล่วงไปเลย............  

                                                  +++++++++++++++++++++++                    

                                         



             

No comments:

Post a Comment