Thursday, February 7, 2013

วิญญาณ...เฮี้ยน!!

จั่วหัวตอนให้ดูตลาดๆไปงั้นแหละ 555

สำหรับตอนนี้จะพูดถึงเรื่องของวิญญาณขันธ์ ตัวเอ้แห่งสังสารวัฏ ซึ่งนิยามที่เราเคยอ่านพบในตำราเล่มไหนๆเกี่ยวกับมันก็ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นกว่าเดิม เพราะส่วนใหญ่เขียนเอาไว้ว่า วิญญาณขันธ์คือจิต หรือตัวรู้ จนกระทั่งหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตได้เทศน์เรื่องนิพพาน เรื่องวิญญาณขันธ์อย่างละเอียด ชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครอีกแล้วที่จะรู้ถึงความลี้ลับแห่งจิต และรหัสนัยแห่งพระนิพพานได้มากเท่ากับท่านอีกแล้ว

วิญญาณขันธ์นั้นคือธาตุรู้ที่มีโมหะและอุปาทานเคลือบอยู่ (ผมใช้คำว่าเคลือบจะได้เห็นชัดๆ ว่ายังไงๆแค่รู้ขึ้นมาก็หลงแน่นอน) ซึ่งโมหะนั้นทำให้การรู้ไปบนธาตุ บนสภาวะต่างๆ แล้วเกิดความหมาย เกิดความเชื่อมโยงเป็นเหตุปัจจัยขึ้นมา ซึ่งบิดเบือนจากสัจธรรมความเป็นจริงที่ว่ามันไม่มีอะไรยึดติดกับอะไรอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเนื่องด้วยอะไรอยู่แล้ว การรู้ไปบนโมหะนี้หลวงพ่อเรียกว่า "หลงรู้"  ซึ่งถ้าจะอุปมาให้เห็นภาพก็เหมือนคุณใส่แว่นตาที่มีเลนส์สีแดงอยู่ คุณก็เห็นทุกอย่างเป็นสีแดง ครั้นพอจะให้ดูสีอื่นคุณก็จะบรรยายสีนั้นๆออกมาผิดเพี้ยนไปหมด นี่แหละครับคือลักษณะของอำนาจโมหะที่ครอบงำเราอยู่ ทำให้เราหลงคิด หลงเชื่อว่าตัวเรามีจริง

พอมีโมหะแล้วไงครับ มีโมหะแล้วก็จะเริ่มปรุงแต่งไปต่างๆนานา เริ่มจากมีจิตเป็นตัวเราขึ้นมา แล้วสรรพสิ่งทั้งหลายก็เกิดขึ้นพร้อมๆกันหมด แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันก็ผิดหมดนั่นแหละ แล้วก็ไม่รู้ว่าผิดด้วย จากเดิมที่เป็นธาตุรู้เปล่าๆก็กลายเป็นวิญญาณขันธ์ พอเกิดเป็นวิญญาณขันธ์ก็กลายป็นทวิภาวะ เกิดเป็นผู้รู้(นาม) ไปดูสิ่งที่ถูกรู้(รูป) จากนั้นจึงมีอายตนะหรือช่องทางการรับรู้เกิดขึ้นเพื่อให้รับรู้สภาวะหรือธาตุต่างๆได้ครบถ้วน ตามมาด้วยผัสสะ ที่ใช้ในการรับรู้สิ่งต่างๆที่กระทบผ่านช่องทางอายตนะทั้งหลาย จากการรับรู้ที่บิดเบือนผิดพลาดด้วยอำนาจความหลงนี่เองที่ทำให้เกิด คติ อคติ คือเกิดการเลือกว่าอันนี้ชอบ อันนี้ไม่ชอบ เกิดเป็นเวทนาขึ้นกับความหมายในสิ่งต่างๆ คราวนี้มันก็จะเกิดเป็นตัณหาในสิ่งที่ชอบ เกิดเป็นวิภวตัณหาในสิ่งที่เกลียด(เรียกรวมๆว่าตัณหา) พอเกิดทิฏฐิ ทัศนะขึ้น จึงเกิดการยึดติด(อุปาทาน)ในสิ่งที่ชอบและเกลียด (หมายความว่าชอบหรือเกลียดมันก็ยึดทั้งสองฝั่งพร้อมๆกันอยู่แล้ว)

พอยึดมากๆเข้าก็เกิดเป็นการพุ่งไปของการหลงรู้อย่างต่อเนื่องเป็นสายของเจตสิก (เจตสิกถือเป็นชีพจรของสังสารวัฏ) จนเกิดเป็นภพหรือสภาวะของชีวิตตามลักษณะมโนกรรมของวิญญาณขันธ์นั้นๆขึ้น(ซึ่งทั้งหมดมี 31 ภพภูมิ) จากนั้นก็มีการเกิด(ชาติ)เป็นตัวเป็นตนมีกายขันธ์ขึ้นมา แล้วก็เติบโต แก่ตัวลง(ชรา) จนกายขันธ์ดับสูญไป(มรณะ)ตามอำนาจแห่งอนิจจัง แต่ด้วยความที่ยังหลงไปบนโมหะของวิญญาณขันธ์ ก็จะทำให้มีการเกิดอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จบ

ที่อธิบายมาทั้งหมดก็คือวงจรปฏิจสมุปบาท หรือเรียกอีกอย่างว่า วงจรการเกิดสังสารวัฏ ซึ่งอธิบายการเกิดขึ้นของสรรพสัตว์ทุกชั้นภูมินั่นเอง

ในระบบวิปัสสนาที่สอนๆกันนั้น สอนว่าทุกอย่างมันเริ่มต้นจากอวิชชา ซึงก็แปลกันแบบทื่อๆว่าความไม่รู้ มันก็เลยไปเจริญที่รู้กันทันที เพื่อที่จะรู้(วิชชา)ขึ้นมา หารู้ไม่ว่า อวิชชาและวิชชานั้น มีความหมายจริงๆดังนี้ครับ

อวิชชา คือ ความไม่รู้ว่าที่รู้อยู่นั้นคือ การรู้ไปบนความหลง
วิชชา คือ ความรู้ว่าที่รู้อยู่นั้นคือความหลง

แปลให้ถูกต้องแบบนี้จะรู้เลยว่าจุดจบ จุดตาย จุดที่จะตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทให้ขาดลงนั้นอยู่ตรงไหน

แต่พอระบบวิปัสสนาแปลความอวิชชาว่าคือความไม่รู้แบบนี้ มันก็เลยพยายามจะไปรู้ ไปเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงกลางสายของปฏิจสมุปบาท ทั้งๆที่การเรียงลำดับของวงจรปฏิจสมุปบาทก็แสดงไว้ทนโท่อยู่แล้วว่ามันเริ่มจากอวิชชา ก็ตัดมันทิ้งซะตั้งแต่ต้นทางเลย วงจรปฏิจสมุปบาทก็จะขาดลงทันที การไปยุ่งวุ่นวายอยู่กับสายปฏิจสมุปบาทก็คือการไปดำเนินสังสารวัฏนั่นแหละ แล้วจะหมดความเป็นสัตว์ไปได้ยังไง

สติปุถุชนที่เจริญกันอยู่ก็คือการไปเจริญรู้บนความหลงทั้งหมด  เจริญไปบนอุปาทาน มันจึงจดจ่อแคบๆอยู่ในกาย ในจิตเท่าที่มันรู้ ไม่โพล่ง ไม่กว้างออก เป็นเพียงสัมปชัญญะแบบปุถุชนเท่านั้น คือจะรู้ก็ต่อเมื่อตั้งใจรู้ มันจึงเพ่งกับเผลออยู่คลอด

ส่วน "รู้" ของอริยะนั้นเป็นธาตุรู้เปล่าๆที่ไร้โมหะ พอไม่มีโมหะ ส่วนที่เหลือของปฏิจสมุปบาทก็ไม่เกิดมีขึ้น หมดความยึดเกาะ หมดตัณหาที่จะมุ่งพุ่งไป หมดความจดจ่อจมแช่ หมดความหมายในการรู้ หมดความเป็นวิญญาณขันธ์ไปในทันที และจะกว้างขวางออกไปเอง เป็นมหาสัมปชัญญะ นอกเหนือกาย นอกเหนือจิตไปเอง รู้แบบอริยะนี้จะรู้เปล่าๆครับ "รู้"แต่ไม่มีความเห็นความหมายใดๆกับการรู้ กับสิ่งที่ถูกรู้นั้น ตรงนี้เองที่หลวงพ่อฯท่านอธิบายว่า นอกเหนือรู้เป็น เดี๋ยวเห็นมันก็จะไม่ใช่เห็น ได้ยินก็ไม่ใช่การได้ยิน สัมผัสก็จะไม่ใช่สัมผัสไปเอง หมดความหมายไปทั้งหมด หรือที่ผมเรียกว่า สมมติมันกลายเป็นกลางไปหมด(จืด)นั่นแหละครับ

เห็นไหมครับมีขันธ์ครบเหมือนกันเลยระหว่างปุถุชนกับอริยะ หากปุถุชนหมดหลง(โมหะ)ที่รู้ เมื่อไหร่ ก็ตรงเนื้อหาอริยะทันที ธาตุขันธ์เดิมเป๊ะๆ แต่หมดความหมายในความเป็นธาตุเป็นขันธ์ทันทีเหมือนกัน นั่นก็แปลว่า อริยะไร้วิญญาณครับ เพราะหมดความเป็นสัตว์ลงไปแล้ว หมดตัวดิ้นรนไปแล้ว ย่อหน้านี้จะบอกว่าอะไรรู้ไหมครับ มันคือการอธิบายว่าสัตว์ทุกตัว จิตญาณทุกดวงนั้น นิพพานอยู่แล้วนั่นเอง(หรือเรียกว่านิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้วก็ได้)

เลิกมุ่ง เลิกพุ่งไปรู้ ไม่อะไรกับการรู้ เดี๋ยววิญญาณปุถุชนก็เลิกเฮี้ยนไปเองครับ


No comments:

Post a Comment