Monday, February 18, 2013

ตัดห่วง

ถอดความไฟล์เสียง
“ตัดห่วง”
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

ตัดห่วงตัวเองลูก  เค้าเรียกว่าไม่ต้องห่วง  คำว่า “ ตัดห่วง “ ก็คือไม่ต้องห่วง..ห่วงรู้..ห่วงเห็นอะไร  นี่ก็ไม่ต้องไปห่วงรู้..ห่วงเห็น  ไม่ต้องห่วงนึก..ห่วงคิด เรียกว่า..ตัดนึก..ตัดคิด..ตัดห่วงในความนึก..ความคิด  ไม่ต้องห่วงในเรื่องสัญญา  จะจำได้หรือจำไม่ได้  ลูกก็ไม่ต้องไปขุดไปคุ้ย  เรียกว่าตัดห่วงในตัวเอง  ไม่ต้องห่วงที่จะต้องนึกแบบไหน  ต้องคิดแบบไหน  เรียกว่าตัดความนึก..ตัดความคิด   ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องรู้แบบไหน  รู้อย่างไร  เขาเรียกว่าตัดห่วงในวิญญาณสัมผัส  ตัดห่วงในรู้  ตัดห่วงในวิญญาณสัมผัส  ไม่ต้องห่วงตรงที่จำอะไรได้หรือจำอะไรไม่ได้  เขาเรียกว่า  ตัดห่วงในสัญญา  ไม่ห่วงในความจำ  ก็หมดภาระในการแบกในสัญญา  หมดภาระในการแบกในความนึก..ความคิด..ความปรุงแต่ง  หมดภาระในการแบกในวิญญาณการรู้..การเห็น..การสัมผัสทั้งหลาย

ฉะนั้นโดยเนื้อหาที่ไม่ห่วงนี้ คือ ไม่ต้องไปเจริญ  ก็คือการที่มันวางโดยตัวมันเองอยู่แล้ว...นั่นเอง  เขาเรียกว่ามันวางโดยตัวมันเองอยู่แล้ว..นั่นเอง  ปกติเราก็จะวนเวียนอยู่ในเบญจขันธ์  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ที่เรียกว่ากาย  ที่เรียกว่าความรู้สึกที่เรียกว่าความจำ  ที่เรียกว่าความนึก  ความคิด  จินตนาการ  และที่เรียกว่ารู้..เห็น  เห็น..รู้น่ะ  เราจะมาหลงวนอยู่ในสิ่งเหล่านี้  ที่เรียกว่าในเบญจขันธ์เป็นปกติเลย  เรียกว่าห่วงในตัวเอง  ห่วงรู้ก็คือคอยรู้อยู่เรื่อย  เขาเรียกว่าห่วงในการรู้  มีห่วงในการรู้  มีห่วงในวิญญาณสัมผัส  ต้องคอยรู้อยู่เรื่อย  รู้นั่น..รู้นี่  รู้นี่..รู้นั่น  รู้ไหนไหน..รู้อะไรอะไร  ก็คอยรู้อยู่เรื่อย  เรียกว่าเป็นตัณหาเป็นอุปาทาน  วนเวียนกับการรู้  วนเวียนกับวิญญาณสัมผัส  ถึงตายแล้ววิญญาณออกจากร่างไปแล้ว  มันก็ยังวนเวียนอยู่กับการรู้เหมือนเดิม  เขาเรียกว่ามันมีห่วงในตรงนี้  ห่วงในตัวเอง
ถ้ามีห่วงในเรื่องของความคิด  เอาแต่คิดอยู่เรื่อย  คอยคิดอยู่เรื่อย..คอยจินตนาการอยู่เรื่อย  คอยคิดอยู่เรื่อย..คอยจินตนาการอยู่เรื่อย  อย่างนั้น..อย่างนี้..จะดีจะไม่ดี  ก็คิดมันไปเรื่อย  จินตนาการมันไปเรื่อย  ปรุงแต่งทางความคิดไปเรื่อย  นั่นเขาเรียกว่า  ห่วงสังขารห่วงความปรุงแต่งในจิต
ถ้ามีห่วงในสัญญา  มีห่วงในความจำก็ขยันขุดคุ้ยอดีต..อนาคต..ปัจจุบัน  ขยันขุดคุ้ย..ขยันตอกย้ำ..ขยันให้ความหมาย  อย่างนั้น..อย่างนี้  อย่างนี้..อย่างนั้น  เขาเรียกว่า  ตอกย้ำสัญญาความจำ  อันนี้เค้าเรียกว่ามันมีห่วงในสัญญา  เป็นวังวน  เขาเรียกว่า  วังวนในตัวเอง

มีห่วงในเวทนาก็เอาแต่ตอกย้ำความรู้สึก  คอยแช่กับความรู้สึก  คอยเสวยกับอารมณ์  คอยแช่กับอารมณ์  เสวยสุข..เสวยทุกข์  แช่สุข..แช่ทุกข์  แช่สบาย..แช่ไม่สบาย  เค้าเรียกว่าเข้าไปอิงอาศัยกับมัน  คอยเสวยอยู่เรื่อย  คอยเสาะแสวงอยู่เรื่อย  คอยแช่อยู่เรื่อย  นั่นเค้าเรียกว่ามีห่วงในเวทนา  คอยอินกับความสุข  คอยอินกับความทุกข์  คอยอินกับความสบาย  คอยอินกับความไม่สบาย  ทั้งทางกายทางจิตนั่นแหละเขาเรียกว่ามันมีห่วงในเวทนา  มันเข้าไปแช่เข้าไปเสวย  คำว่าไปอินนั่นน่ะ

มีห่วงกับกาย  ก็สาละวนวนเวียนกับกาย  ปลายผมจรดปลายเล็บเท้า  จนถึงช่องว่างในกระดูก  สาละวนกับอิริยาบถทางกาย  สาละวนกับการอยู่  การเดิน..การนั่ง..การนอน..การคู้..การเหยียด..การเคลื่อน..การไหว  สาละวนกับการประดับประดากาย  ต้องพิถีพิถันประดับประดา  ตกแต่งกายอย่างนั้น..อย่างนี้  เขาเรียกว่ามีห่วงทางกาย  กว้างศอก..ยาววา..หนาคืบ  พิถีพิถัน  ปกติก็จะวนเวียนอยู่ในตัวเองแบบนี้  เขาเรียกว่า ห่วงในตัวเอง  นี่เราไม่ต้องรวมไปถึงห่วงหมู ห่วงหมา ห่วงกา ห่วงไก่ ห่วงมด ห่วงแมว ห่วงนกหนูปูปีก  อะไรที่เลี้ยงเอาไว้  ไอ้นั่นมันห่วงแบบหยาบๆ  ห่วงพะรุงพะรัง  ห่วงที่อยู่  ห่วงที่อาศัย  ห่วงการอยู่  ห่วงการกิน  ห่วงที่นั่งที่นอน  ห่วงในทรัพย์สิน  ห่วงในทรัพย์สมบัติต่างต่างนานาประการ  ห่วงในการจะต้องเกี่ยวข้องมีเป็น  สัมผัสสัมพันธ์ในการงานทั้งหลายทั้งปวง  อันนั้นมันห่วงที่หยาบๆ  มันหยาบมาก  มันเป็นปลายเหตุของห่วง

ปฐมเหตุของห่วงก็เริ่มห่วงในตัวเองน่ะแหละ  มันวนเวียนกับการวกวนในตัวเอง..วกวนในตัวเอง..วกวนในตัวเอง  ห่วงรู้..ห่วงเห็น  ห่วงนึก..ห่วงคิด  ต้องนึก..ต้องคิด  ต้องรู้..ต้องเห็น  เขาเรียกว่ามันติดห่วงตลอด  สาเหตุดังนั้นเองก็เลยทำให้ต้องวนเวียนในสิ่งนั้น  วนเวียนจุติในสิ่งนั้น  วงเวียนก่อเกิดกำเนิดในสิ่งนั้น  ห่วงในอะไรมันก็เป็นอุปาทานในสิ่งนั้น  มันเข้าไปจับ..เข้าไปเกาะในสิ่งนั้น  ก่อนที่มันจะไปเวียนว่ายตายเกิด
ในภูมิ ในภพ ในชาติทั้งหลายเนี่ย  ในธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ  ทั้งหลาย  มันก็ห่วงในวิญญาณสัมผัสก่อน  ห่วงในจิตในใจของตัวเองก่อน  มันไม่ยอมวางรู้..วางเห็น  แล้วมันก็ไป

ฉะนั้นตัดห่วงก็คือไม่ต้องห่วง  ตัดห่วงในตัวเองก็คือไม่ต้องห่วงในสิ่งที่เรียกว่าตัวเองทั้งหมด  รู้ก็ไม่ต้องห่วงในการจะต้องคอยรู้อะไร  นั่นแหละเค้าเรียกว่าไม่ห่วง  เขาเรียกว่าตัดห่วง  นึกคิดนี่ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องนึกคิดอะไร  เค้าเรียกว่านอกเหนือการปรุงแต่ง  นอกเหนือความคิดในใจตัวเอง  คือไม่ห่วงที่จะต้องไปนึกไปคิดอะไร นี่เรียกว่าตัดห่วงในตัวเอง  ตัดความปรุงแต่งในตัวเอง  เขาเรียกว่าเข้าสู่ความเป็นจริงคือ..ดับอยู่แล้ว  หรือเรียกว่า..วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว..นิพพานอยู่แล้ว  นอกเหนือสุข..นอกเหนือทุกข์  นอกเหนือการปรุงแต่ง  นอกเหนือการจินตนาการ

จะตอกย้ำความเห็นความหมายลงไปในสิ่งนั้น..สิ่งนี้  จนกลายเป็นสัญญาความจำขึ้นมา  ลูกก็ไม่ต้องไปห่วงให้ความหมายกับมัน  ไม่ต้องไปตีความอะไรเป็นอะไร  ไม่ต้องไปห่วงตีความ  ไม่ต้องไปห่วงในการให้ความหมาย  เรียกว่าประทับสัญญาลงไปในสรรพสิ่ง  สรรพธาตุทั้งหลาย  ในอะไรทั้งหลาย  ก็คือไม่ต้องห่วง  นี่ก็คือตัดห่วงในเรื่องของสัญญา  มันไม่มีสัญญาไง  มันไม่มีสัญญาเป็นสิ่งผูกมัดไง  มันก็ไม่ต้องทุกข์เพราะสัญญาเพราะเครื่องผูกมัด  มันไม่ต้องเป็นทาสเพราะสัญญาเพราะเครื่องผูกมัด  การที่ไปตีความให้ความเห็นความหมายผูกมัดมันโดยความเห็น  ผูกมัดมันโดยความหมายในสรรพสิ่งทั้งหลาย  จนไม่ก่อเกิดความเป็นอิสรภาพไงลูก  เรียกว่าจำกัดอิสรภาพ  อันนี้ก็ตัดสัญญา  คือไม่ต้องห่วงในการเจริญ  ไม่ต้องไปห่วงตีความ  มันก็ตรงต่อการวางอยู่แล้ว..ไปเอง  ว่างอยู่แล้ว..ไปเอง  ดับอยู่แล้ว..ไปเอง  ที่เรียกว่าดับสัญญาน่ะ

จะอารมณ์ดี..อารมณ์ไม่ดี  อารมณ์สุข..อารมณ์ทุกข์  ลูกก็ไม่ต้องไปอินกับมัน  เรียกว่าไม่ต้องไปห่วงที่จะเสวยมัน  คำว่าเสวยมันคือ  ลักษณะที่ไปอินกับมันหรือไปยึดกับมัน  หรือไปแช่กับมันนั่นเองเรียกว่า..เสวย  หรือเรียกว่า..ข้องคา  ก็ไม่ต้องไปห่วง  จะสบาย..จะไม่สบาย  ก็ไม่ต้องไปห่วงที่จะไปอินกับมัน  จะไปแช่กับมัน  หรือจะไปเอามันมาเป็นประมาณ  เป็นเครื่องอยู่...ก็ไม่ต้อง  เรียกว่าตัดเวทนา  ไม่ห่วงในเรื่องของเวทนา

กายจะแบบไหน  กายจะอย่างไร  ก็ไม่ต้องไปห่วงที่จะมัวพิถีพิถัน  ประดับประดาตกแต่ง..อย่างนั้น..อย่างนี้  มันก็อนิจจังตลอดเวลา  ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา  ของเน่าของเหม็นอยู่ตลอดเวลา  ชำระล้างกันอยู่ทุกวันทุกเวลา  ลูกก็ไม่ต้องห่วง  ถ้าไปห่วงมันมากจะพายุ่ง..พาพะรุงพะรัง  กายเล็กเล็ก..กายน้อยน้อย  มันก็ต้องเสียเวลาที่จะต้องมาพะรุงพะรังกับมันมากมาย  ไม่เรียบง่าย  ไม่เบา  ไม่เบากาย  สาเหตุที่กายหนักก็คือกายมันมากไปด้วยภาระ  มากไปด้วยห่วง  ห่วงทางกายทั้งหมด..รูปอนิจจัง  ฉะนั้นคำว่าตัดห่วงในตัวเอง  ก็คือ..ไม่ต้องห่วง  ไม่กังวลกับตัวเอง  มันก็จะตรงต่อ..ดับอยู่แล้ว  ตรงต่อ..ว่างอยู่แล้วทันที

ห่วงภายนอกไม่ต้องไปพูดถึง  มันตัดเองหมด  ห่วงสิ่ง ห่วงของ ห่วงหมู ห่วงหมา ห่วงกา ห่วงไก่ ห่วงแมว ห่วงนก ห่วงอะไร สัตว์ลงสัตว์เลี้ยง  วัตถุสิ่งของ  นี่มันจะเลิกห่วงไปเองทั้งหมด  ถ้ามันไม่ห่วงตัวเอง  ไอ้ที่สาละวนในตัวเอง  คือเริ่มไม่สาละวน..ไม่ห่วง  รู้ก็..ไม่ห่วง  เห็นก็..ไม่ห่วง  รู้..ไม่ห่วงรู้  เริ่มตัดรู้..ตัดเห็น  ที่เรียกว่าดับรู้..ดับเห็น  นั่นเอง  วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  ไม่ห่วงที่จะต้องไปเจริญรู้แบบไหนทั้งนั้น  เรียกว่า..ดับ...ไม่ก่อเกิด..ไม่กำเนิด..ไม่จับในวิญญาณ..ไม่ยึดในวิญญาณสัมผัส  แบบนี้ไม่ต้องไปรอให้เปลี่ยนภูมิ  เปลี่ยนชั้นหรือตายซะก่อนแล้วนิพพาน....นิพพานอยู่แล้ว..ทันที  จะได้ตรงต่อ..นิพพานอยู่แล้ว  นอกเหนือสุข..นอกเหนือทุกข์  นอกเหนือวังวน..ไม่วน  ทุกอย่างคือ..ไม่วน

นี่โดยปกติของสรรพชีวิตหรือสรรพสัตว์ทั้งหลาย  มนุษย์..อมนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน  ถ้าไม่เจอสัจจธรรมมันก็จะวน  ลักษณะเดียวกันหมด  มีตัวรู้เหมือนกัน  มีตัวนึกตัวคิดเหมือนกัน  มีสภาวะรู้เหมือนกัน           มีสภาวะนึกคิดเหมือนกัน  มีสภาวะสัญญงสัญญา  ความจำตีความ  ให้ความหมายเหมือนกันหมด  มีสภาพของเวทนาเหมือนกัน  สบาย..ไม่สบาย  สุข..ทุกข์มีเหมือนกันหมด  ไม่ว่ามนุษย์ อมนุษย์  ถ้าไม่ได้ฟังสัจจธรรม  ไม่ได้เจอสัจจธรรม  มันไม่มีทางออกจากสิ่งเหล่านี้  มันจะวนในลักษณะนี้อยู่  เขาเรียกว่าจำเจซ้ำซากอยู่เดิมเดิมตลอด  มีใจก็วนกับใจ  มีกายก็วนกับกาย  เรียกว่า..ห่วง  เป็นห่วงในธาตุขันธ์  เป็นห่วงในเบญจขันธ์  ก่อนที่มันจะลามปามไปสู่ภายนอก  เริ่มหมายมั่นในภายนอกตามมา  ในธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ  ทั้งหลาย  ในสิ่งอาศัยทั้งหมดทั้งสิ้น  แล้วก็เริ่มเข้าไปยึดเข้าไปเกาะ  ลามปามถึงสภาพสิ่งเหล่านั้นต่อไปอีก  จากที่ไม่เคยยึด..ก็เริ่มไปยึด  จากที่ไม่เคยติด..ก็เริ่มไปติด  จากที่ไม่เคยห่วง..ก็เริ่มไปห่วง  มันลามปามออกไปในภายนอก  ตั้งแต่มันเริ่มห่วงในตนเองเป็นประการแรก  จนมั่วไปหมด..จนเมาไปหมด..จนสะเปะสะปะไปหมด  แล้วทีนี้มันก็เริ่มบานปลายออกไปสู่ในธาตุทั้งหลาย  ภายนอกต่อไปอีก  จับนั่น..จับนี่  เกาะนั่น..เกาะนี่  ยึดนั่น..ยึดนี่อะไร  แล้วก็อุปโลกน์กันว่าเป็นหน้าที่  อุปโลกน์กันว่าเป็นความรับผิดชอบ  ไปตีความกันเอาเองทั้งนั้น  ก็มาจากไอ้ความหลงห่วงนี่เอง..หลงสร้างห่วงขึ้นเอง..หลงสร้างเครื่องข้อง..เครื่องคาขึ้นเอง  ฉะนั้นเนื้อหาของการบวช  ก็คือบวชในตัวเอง  ก็คือ..ตัดห่วงนั่นเอง  ตัดห่วงก็คือไม่ห่วง..ไม่ต้องห่วง  นั่นแหละคือบวชลูก  นั่นแหละเนื้อหาของการบวชในตัวเองน่ะแหละ  ตอนนี้ไม่ต้องไปห่วงแล้ว  จะรู้..จะเห็น  จะนึก..จะคิดแบบไหนไม่ต้องไปห่วงสร้างสถานการณ์สิ่งเหล่านี้ขึ้น  ลูกจะได้..ว่างเป็น..วางเป็น

จะรู้หรือไม่รู้  จะเข้าใจอะไรหรือไม่เข้าใจก็..ไม่ต้องห่วงที่จะไปสืบสาวมัน..ที่จะไปสืบเนื่องด้วยมัน..ที่จะไปปะติดปะต่อมัน  ก็ไม่ต้องไปห่วงเจริญ  เค้าเรียกว่าวางรู้เป็น..วางเห็นเป็น  จะดำริแบบไหน..จะดีหรือไม่ดี  จะนึกจะคิดแบบไหน  จะกุศล..อกุศลหรือไม่กุศลก็ตามที  ก็ไม่ต้องไปห่วงที่จะเจริญมัน  เรียกว่านอกเหนือทั้งกุศล..อกุศลทางความคิด  ลูกก็ตรงต่อที่..วางอยู่แล้ว..เป็น  ว่างอยู่แล้ว..เป็น  นอกเหนือความคิด..เป็น  นอกเหนือบุญนอกเหนือบาป..เป็น  นอกเหนือพฤติกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล..เป็นลูก  เรียกว่า..วางเป็น..ว่างเป็น..ดับเป็น  ไม่วนอยู่แค่พฤติกรรมทางจิต  พฤติกรรมทางความคิด  จะมีสาระหรือจะไม่มีสาระ  ลูกก็ไม่ต้องไปห่วงที่จะไปเจริญความปรุงแต่งทางความนึก..ความคิด..ความเห็น  มันก็ตรงต่อที่มันวางตัวมันเองอยู่แล้ว..ทันที

ไม่ต้องไปห่วงในการจะต้องมาเปรียบเทียบ  ในการที่จะต้องมาแยกแยะ  ในการที่จะต้องมาสังเกตสังกา  พิจารณา  คือไม่ต้องไปห่วงในการสร้างสถานการณ์  ไม่ต้องไปคอยสร้างสถานการณ์ทางจิต..นั่นแหละบวช..ลูก  อีกอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่าบวชใจ  บวชใจนั่นแหละ  คำว่าบวชก็คือ..ละ..หรือว่า..สละ..นั่นเอง  ก็..สละห่วง..คือไม่ต้องห่วง  ในลักษณะจิตแบบไหนก็ไม่ต้องไปเจริญ  หรือไปดำเนิน  หรือว่าไปอิน  ไปฟิค  ไปเฟ้น  ไปเน้นอะไรกับมัน..ก็..ไม่ต้องทั้งหมด..ไม่ต้องทั้งหมด  ที่มาของคำว่า..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..นั่นเอง  ที่มาของเนื้อหาโดยที่ว่า..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..นั่นแหละ  คือตัดห่วงนั่นเอง  เค้าเรียกว่า  บวชภายใน..บวชในตัวเอง..สละในตัวเอง  เค้าเรียกว่า..ละในตัวเอง  และไอ้ห่วงนอกนั้นก็หมดไปเอง  ห่วงลูก..ห่วงสามี..ห่วงภรรยา..ห่วงข้าวของ..ห่วงทรัพย์สินเงินทอง..ห่วงสมบัติ..ห่วงเพื่อน..ห่วงพี่..ห่วงน้อง..ห่วงญาติโกโหติแก่  อะไรทั้งหมด  มันหมดห่วงไปเอง  ถ้าตัวมันเองยังไม่ห่วงเลย  แล้วมันจะไปห่วงอะไร  ที่มันไปห่วงอะไร ห่วงอะไร  ก็เพราะในตัวมันเองมันห่วงเต็มไปหมด  มันก็เลยลามปามไปสู่สรรพสิ่ง  ห่วงนั่น..ห่วงนี่..ห่วงโน่น...... ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า...ต้องบวชซะที  มันจะได้เลิกพะรุงพะรัง...บวชในตัวเอง

ตัดห่วงก็คือไม่ต้องห่วง  เคยห่วงอาการรู้..อาการเห็น  ก็ไม่ต้องห่วงในการรู้..การเห็นอะไร  นอกเหนือโง่..นอกเหนือฉลาดไปซะ  อย่ามาวนเวียนอยู่แค่รู้มาก..รู้น้อย  มันนอกเหนือโง่..นอกเหนือฉลาดไปซะ  หมดห่วงในส่วนนี้ไปซะ  ในสิ่งนี้ไปซะ   วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว..วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว..ดับอยู่แล้ว

ไม่วนเวียน  เลยไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป  หมดภพ  หมดชาติ  ตัดวงจรของวัฏฏะในตัวเอง  มันจะเริ่มเป็นสังสารวัฏในตัวเองมาก่อน  ก่อนที่จะมาเป็นสังสารวัฏในครรภ์..ในไข่..ในกองมูตรคูถเน่าตามมานี่  ลักษณะของการเกิด..เกิดในครรภ์บ้าง..เกิดในไข่บ้าง..เกิดในชลาพุชะ(สัตว์ที่เกิดในครรภ์)..สังเสทชะ(สัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล ในที่สกปรกเน่าเหม็น) อะไรบ้าง..เกิดในกองมูตรคูถเน่าบ้าง  อย่างหมู่หนอนบ้าง  จุติขึ้นบ้าง..อุบัติขึ้นบ้าง..เกิดในครรภ์บ้าง..เกิดในไข่บ้าง  วัฏจักรของการเวียนเกิด  มันจะถูกตัดทันที..ลูก

ไอ้แค่ตัดห่วงในตัวเองคือ  ไม่ต้องห่วงในตัวเองทั้งหมด  ไม่ต้องห่วงที่จะเจริญรู้แบบไหน  เจริญนึก..เจริญคิด..เจริญเห็น..เจริญเข้าใจไม่เข้าใจแบบไหน..จำไม่จำแบบไหน..ไม่ต้องห่วงที่จะไปเจริญหรือไปดำเนินมัน  คือ..ไม่ต้อง..มันก็เลิกวนทันที  ก็เลิกวนในตัวเอง..ทันที  จะไปคอยติด..คอยหลุดแบบไหนก็..ไม่ต้อง  ไปห่วงที่จะต้องไปสร้างสถานการณ์  เป็นความเพียรขึ้นมาแบบนั้นแบบนี้  ก็..ไม่ต้องห่วง  มันก็หยุดทันที  เลิกวนทันที  ไอ้ข้างนอกมันก็หมดไปเองเลย  ห่วงสิ่งนี้..ห่วงสิ่งนั้นอะไรต่างๆ  ไม่ต้องไปหาตัดให้มันยุ่งยากในสิ่งนั้น  เรียกว่าต้นเหตุมันไม่มี  มันก็ไม่มีกิ่งก้านสาขาของมัน  ที่จะแตกแขนงอะไรออกไป  เป็นห่วงแบบนั้น..ห่วงแบบนี้  ปลีกย่อยประปรายไปเสียทั้งหมดทั้งสิ้นอะไร  มันก็..เลิก.............ไปเองทั้งหมด

ไอ้แค่ไม่ต้องห่วงในตัวเอง  มันตัดห่วงในตัวเอง  ไม่ต้องห่วงในตัวเองทั้งหมดนี่  รู้มั้ยว่าข้างนอกตัวมันก็หมดไปด้วยเช่นเดียวกัน  ไม่ได้ไปหาละนั่น..วางนี่อะไร..วางโน่นอะไร  มันยุ่งวุ่นวาย  จนกลายเป็นทะเลาะเบาะแว้งกันไป..ทะเลาะเบาะแว้งกันมา..ลูก  เพราะจ้องแต่จะไปละ..ไปวางในปลายเหตุ  มันไม่ใช่ละในตนเองนี่  มันไม่ใช่วางตนเองซึ่งเป็นต้นเหตุ  ไปวางปลายเหตุมันก็ไม่จบตาม  ไปตัดกิ่งนั้น..กิ่งนี้ก็งอก  ตัดกิ่งนี้..กิ่งนั้นก็งอกเหมือนเดิม  มันไม่ได้ตัดที่รากเหง้า

จริงจริงแล้วไอ้ตัวห่วงรู้ของตัวเองนี่แหละ  มันพาวุ่นวายไปเอง  ไอ้ตัวหลงนึก..หลงคิด..หลงรู้ตัวเอง  มันพาตัวเองวุ่นวายไปเอง  ก่อนที่มันจะไปวุ่นวายกับสรรพสิ่งต่อไปอีก  ฉะนั้นบวชที่แท้จริงก็คือตัดห่วง  ก็คือไม่ต้องห่วงในตนเองทั้งหมด  เขาเรียกว่าบวชในตัวเอง  เนี่ยแหละเนื้อหาของการบวชที่แท้จริงลูก  ไม่ใช่ตรงที่โกนผมห่มเหลือง..แล้วจบ  หรือว่าโกนผมห่มขาว..แล้วจบ  นุ่งผ้าทรงแบบผ้าขี้ริ้ว  ยาจก  แบบฤาษีชีไพร..แล้วจบ...มันก็ไม่ใช่  ถ้ามันยังห่วงรู้..ห่วงเห็นอยู่..ห่วงทรงสติ..สมาธิ..ฌาณ..ญาณ  ห่วงทรงปัญญา..ทรงความเข้าใจอยู่..มันก็ไม่จบ  มันยังมีห่วงในธาตุในขันธ์อยู่  ถึงมันจะไม่ครบเบญจขันธ์  ไม่ครบขันธ์ห้ามันอาจจะเหลือซักสี่..หรือสาม..หรือสอง..หรือหนึ่งขันธ์  ยังห่วงอยู่ในขันธ์หนึ่งขันธ์ใด  ยังทรงอยู่ในสภาพขันธ์หนึ่งขันธ์ใด...มันก็ไม่จบ  การบวชนั้นมันไม่จบ..ลูก  มันยังบวชไม่จริง  ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องรูปแบบ..ประเพณีรีตองเลย  มันยิ่งกว่าขี้เถ้าขี้ไคลซะอีกลูก  มันไม่ได้อยู่ในเนื้อหาสาระของบวชเลยซักนิดเดียว  อุปโลกน์กันเอาเอง..รูปแบบทั้งหลาย  สร้างกติกาสร้างเงื่อนไขกันขึ้นเอง..ประเพณีนั่นนี่อะไร  แถมไว้ด้วยความงี่เง่าเจือปนอยู่ตลอดเวลา.....ไม่จบ  

นึก..ก็ไม่ต้องห่วง  คิด..ก็ไม่ต้องไปห่วงคิดมัน...ไม่ต้องลูก  จะสอดรู้สอดเห็น..ก็ไม่ต้องไปห่วงสอด  จะเข้าใจอะไรหรือไม่เข้าใจ..ก็ไม่ต้องห่วงปัญญา  นั่นแหละเขาเรียกว่านอกเหนือปัญญา..เป็น  นี่ถ้าลูกบวชในตัวเองจริง  แล้วมันตรงต่อเนื้อหาการบวชจริง คือ ไม่ต้องห่วง..ตัดห่วง  สิ่งฟุ่มเฟือยทั้งหลาย..มันจะลดไปเอง  สิ่งพะรุงพะรังทั้งหลายที่มากเกินไป..มันจะลดไปเองทั้งหมด  นี่เราไม่เข้าใจว่าเราวนในตัวเอง  มันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความวกวนในภายนอกต่อไปอีก  และไม่เข้าใจ  ก็มัวแต่มุ่งจะไปเจ้ากี้เจ้าการจัดสรรกับภายนอก.......เสียเวลาเปล่าเปล่า...ไม่จบ..ไม่สิ้น..ไม่ถูกเหตุ

มัวสาละวนกับที่นั่งที่นอน...จัดอยู่นั่น  นอนแล้วก็..แล้วไป  นั่งแล้วก็..แล้วไปตลอดเวลา  มันเรียกว่ามัน..ไม่ติด..ไม่ยึดมัน...โดยตัวมันเองอยู่แล้ว  แต่เราก็ดันไปหลงห่วงซ้อนลงไป  ซึ่งมันไม่น่าจะห่วง  นั่งแล้วก็..แล้วไป  ทำไมต้องห่วงให้มากมาย    นอนแล้วก็..แล้วไปที่นั่งที่อาศัย  จนกลายเป็นติดที่อยู่ที่อาศัยขึ้นมา  มัวแต่ประดิดประดอยในที่อยู่ที่อาศัย  นี่เค้าเรียกว่า..มันห่วง..มันบานปลาย..มันลามปาม..ห่วงไปเรื่อย  ซึ่งมันไม่มีความจำเป็น  มันก็คิดว่ามันสิ่งมีความจำเป็น..พะรุงพะรัง..รกรุงรังไปหมด...มันไม่เรียบง่าย  ก็มาจากการที่เราบวชไม่เป็นนั่นเอง  เรายังบวชไม่ถูกที่.....บวชไม่เป็น  มันก็เลยไม่พบกับเนื้อหาสาระสำคัญสักที คือ..นิพพานอยู่แล้ว..ดับอยู่แล้ว..นั่นล่ะเนื้อหาสาระสำคัญ..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว..ดับอยู่แล้ว..วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว..นิพพานอยู่แล้ว....ไม่ใช่ตรงคอยอยู่..กับธาตุหนึ่งขันธ์ใด  อยู่กับกายหรืออยู่กับจิต..มันก็ไม่ใช่  เค้าจึงเรียกว่า..วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว.....นิพพานอยู่แล้ว

เนื้อหาสาระสำคัญแห่งสัจจธรรม  หรือเรียกว่าศาสนานั่นเอง  หรือเรียกว่าพุทธะอรหันต์นั่นเอง..ลูก  ประการแรกก็คือ..ไม่ห่วงรู้..ไม่ห่วงเห็น  คือไม่ห่วงในวิญญาณสัมผัส  หรือไม่ห่วงในวิญญาณผัสสะนั่นเอง  จะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่เกี่ยว..ไม่ต้องไปห่วงมัน  ที่จะไปเอาอะไรกับมัน  เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ไม่เกี่ยวลูก..ไม่ต้องเอา  ถ้าเอาแล้วมันยึด..มันยึดตัวเข้าใจ..ยึดตัวไม่เข้าใจนั่นแหละ  ลูกจะได้ดับก่อนรู้..เป็น  ว่างอยู่แล้ว..เป็น  นอกเหนือวิญญาณสัมผัส..เป็น  จะนึกจะคิดอะไรก็..ไม่ต้องไปเอง  คิดดีคิดไม่ดี..ไม่ต้องไปเอง  มันนอกเหนือความปรุงแต่งในใจแบบนี้..เป็น  นั่นแหละเค้าเรียกว่า..บวชในตัวเอง  ไม่ต้องไปห่วงที่จะเจริญมันแล้วลูกก็..วางเอง..ว่างเอง..วางไปเอง..ว่างไปเอง  ไม่ใช่หยิบมาคิดอยู่เรื่อย  หยิบมานึกอยู่เรื่อย....ไม่ใช่ลูก  ไม่ต้องห่วงที่จะต้องไปนึกอะไร..ไปคิดอะไร..ไปตีความอะไร..ไปให้ความหมายอะไร.....ไม่ต้องไปห่วงลูก  คือ  ไม่ต้องไปห่วงที่จะไปเจริญมัน  ไปดำเนินมัน.....ไม่ต้อง  แล้วมันก็..วางเอง..ว่างเอง..วางเอง..ว่างเอง  ของมันเอง  ไม่ต้องไปห่วงให้ความหมาย  ไม่ต้องไปห่วงตีความ  ไม่ต้องไปห่วงให้ความหมาย  จำได้..จำไม่ได้  ไม่ต้องไปขุดคุ้ย  มันไม่ใช่ระบบไก่..คุ้ย..คุ้ย....คือไม่ต้องลูก  ไปต่อสัญญา  ถ้าไปต่อสัญญา  พันธะมันจะยาว  ข้อผูกมัดมันจะเยิ่นเย่อลูก  เพราะความเห็นความหมายนั่นเอง  มันเป็นสิ่งที่ผูกมัดในดวงใจ  จำได้..จำไม่ได้อะไรก็..ไม่ต้องไปห่วง  ตีความ..ไม่ต้องไปห่วงให้ความหมาย  ก็ตรงต่อดับอยู่แล้ว..ไปเอง  ตรงต่อว่างอยู่แล้ว..ไปเอง  ที่ว่าไม่อยู่แล้ว..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว..นิพพานอยู่แล้ว  ไม่ใช่ข้างหน้า..ข้างหลัง..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว  ไม่ต้องไปห่วงตรงสุขหรือตรงทุกข์  ตรงสบายหรือไม่สบาย  อย่าไปจับตรงเวทนา..อย่าไปมุ่งเสวยเวทนา..อย่าไปมุ่งอินกับเวทนา  สบาย..ไม่สบาย  นั่นแหละลูกก็นอกเหนือเวทนาไปเอง  นอกเหนือสุข..นอกเหนือทุกข์ไปเอง  ดับอยู่แล้ว..วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว

กายแบบไหนอย่างไร  ลูกก็ไม่ต้องไปห่วงมัน  ที่จะมัวพิถี..ผี..ถัน..อะไรกับมันลูก  มันจะได้หมดวังวนในกายธาตุทั้งหลาย  เริ่มเรียบง่าย..เป็น  เริ่มออกจากของหยาบ..เป็น  ก็คือกายธาตุนั่นเอง  เริ่มเป็นทิพย์..เป็น  พอเริ่มไม่สนใจ..เริ่มไม่วกวน..มันก็เริ่มเป็นทิพย์ไปเอง  มันออกจากหยาบ  มันคลายจากความหยาบ..เป็นทิพย์ไปเอง  พอเริ่มไม่เอากายเป็นประมาณแล้ว  มันไม่พิถีพิถันกับกายแล้ว  มันก็จะเริ่มคลายจากกายหยาบหยาบไปเอง  กลายเป็นทิพย์ไปเอง..ภาคทิพย์ไปเอง  ซ้อนอยู่ในกายหยาบนั่นแหละ  พอเริ่มไม่ห่วงรู้..ห่วงเห็น..ห่วงนึก..ห่วงคิด..ห่วงอารมณ์  ไม่ไปคอยเจริญ..ไม่ไปคอยดำเนิน..ไม่ไปคอยอิน  คอยฟิค..คอยเฟ้น..คอยเน้นอะไรกับมัน  มันก็เริ่มคลายจากความเป็นทิพย์  เรียกว่าตรงต่อ..ว่างอยู่แล้วทันที  ตรงต่อ..นิพพานอยู่แล้วทันที....ไม่ติดทิพย์

นี่คือการที่มันบวชทั้งนั้น  เนื้อหาของการบวชทั้งนั้น  คือ มันออกจากการห่วงตัวมันเองทั้งนั้น  มันไม่ต้องมาเจริญ..ดำเนิน..หรือมาเฝ้า..มาทรง..มาดำรง..มาอยู่ในตัวมันเอง.....มันไม่ต้อง  เรียกว่า..ไม่อยู่แล้ว  เรียกว่า..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้ว  ก็ตรงต่อ..วางอยู่แล้ว  ตรงต่อ..ว่างอยู่แล้วทันที..นิพพานอยู่แล้วทันที  ไม่ใช่ความปรารถนา  แต่มันมาจากการที่ไม่ต้องห่วงในธาตุหนึ่งขันธ์ใด...มันไม่ห่วงที่จะทรง..ที่จะดำรง..ที่จะอยู่  มันไม่ห่วงที่จะดำเนิน..ที่จะเจริญ..มันไม่ห่วง  นั่นแหละบวช..เนื้อหาของการบวชในตัวเอง..ลูก  เค้าเรียกว่ามันไม่ต้องข้อง..มันไม่ต้องคาอะไร  ไม่ห่วงมันก็ไม่ต้องคาอะไร..ไม่ต้องข้องอะไร  นั่นแหละคือ  เนื้อหาของการบวชในตัวเอง

ถ้างั้นในโมหะความหลงของสรรพชีวิตทั้งหลาย  มันชอบ  มันก็หลงวนแนวทางของความหลง  มันจะหาสร้างสิ่งข้องคาให้กับตัวมันเองตลอด  ข้องสิ่งนี้..ข้องสิ่งนั้น..ข้องสิ่งนู้น..คาสิ่งนี้..สิ่งนู้น..สิ่งไหนไหนอะไรอะไร  มันก็ลามปามคาไปเรื่อย..ข้องไปเรื่อย  สร้างห่วง..สร้างพันธะไปเรื่อย
แล้วก็มาโอด..มาโอย..มาครวญครางทีหลัง....เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ครางทีหลัง..โอดครวญทีหลัง....เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
บ่นแล้ว..บ่นอีก..ครวญครางแล้ว..ครวญครางอีก..ไอ้นี่ก็ยุ่ง..ไอ้นั่นก็ยาก...ก็เพราะว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์
มัวแต่ตั้งเอง..ตั้งเอง..ตั้งเข้าใส่  อยากมัวแต่ต้อง..มัวแต่ตั้ง..มัวแต่สนองความอยากของตัวเอง  สนองความต้องการของตัวเอง  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าปัญหาจะตามมาอย่างไร  ครวญครางไปหมด..ไอ้นี่ก็ยุ่ง..ไอ้นั่นก็ยาก  ลำบากกว่าจะไป..กว่าจะมาได้..กว่าจะออกได้..ก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์

ฉะนั้นเนื้อหาของการบวชก็คือ..ไม่ต้องห่วง..ไม่ต้องห่วงตัวเอง  ห่วงรู้..ห่วงเห็น  ห่วงนึก..ห่วงคิด  ห่วงปรุง..ห่วงแต่ง  อย่างนั้น..อย่างนี้..ไม่ต้องไปห่วงเจริญหรือดำเนินอะไรกับมัน  เรียกว่าวางโดยตัวมันเอง..... ไม่ใช่ไปหาวางภายนอก  แต่วางโดยตัวมันเอง..วางโดยตัวมันเอง  นี่เค้าเรียกว่า..วางอยู่แล้ว..วางในตัวมันเองอยู่แล้ว   ไม่ต้องไปห่วงเจริญขันธ์หนึ่งขันธ์ใด..สภาพจิตหนึ่ง..สภาพจิตใด..ลักษณะทางจิตหนึ่งใด..ไม่ต้องไปห่วงเจริญหรือดำเนินมัน...แค่นั้นเอง  มันก็ตรงต่อวางอยู่แล้ว..ไปเอง  นั่นแหละเขาเรียกว่าวางโดยตัวมันเอง..อยู่แล้ว..อย่างนี้

ในระหว่างที่ลูกไปห่วงรู้..ห่วงเห็น..ห่วงนึก..ห่วงคิดอยู่  นี่เรียกว่ามันไม่วางในตัวมันเอง  มันเกิดการยึด..การติดขึ้นในตัวมันเอง  มันแบกในตัวมันเอง  ให้เกิดการสร้างเหตุในตัวมันเอง  เรียกว่าเหตุยุ่งยุ่ง..เหตุวุ่นวุ่น   ถ้างั้นจะมีซักเท่าไหร่ที่เข้าใจเนื้อหาของการบวชที่แท้จริง  ถ้างั้นจะเข้าใจบวช  เนื้อหาของการบวชที่แท้จริง  ก็ต้องลอง..ไม่..ในตัวมันเองดู  รู้..ก็ไม่ต้องห่วงในการรับรู้ดู  ไม่เอาตรงที่รู้หรือไม่รู้...ไม่ต้องไปห่วงไปเจริญ..ดำเนินมัน  อยากรู้..อยากเห็น  สอดรู้..สอดเห็น  ตั้งรู้..ตั้งเห็น  คอยรู้..คอยเห็นอะไร..ไม่ต้องไปตั้งใส่กับมัน  ก็ต้องลองดู  จะได้รู้ว่าการบวชที่แท้จริงมันเป็นยังไง  จะได้ลองดู..ลองดู..ลองไม่ต้องตามในตัวเองดู  ตามนึก..ตามคิด  ก็ไม่ต้องตาม  ห่วงนึก..ห่วงคิด  ก็ไม่ต้องไปห่วงนึก..ห่วงคิดกับมัน ไม่ต้องไปต่อ  นั่นแหละเรียกว่าอานิสงส์ของการบวช  นี่มันมีอานิสงส์สูงสุด  หมายถึงนิพพานทันทีก็เพราะอย่างนี้เอง

ไม่ใช่กุศลชนิดได้กุศล  อานิสงส์ชนิดได้อานิสงส์  แต่มันหมายถึงการสรุปจบเป็น  ในทุกข์โทษทั้งหลาย  ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง..ลูก...สูงสุด  ถ้างั้นทำไมต้องบวชทดแทนคุณพ่อ  คุณแม่  ไม่ว่าหญิง  ไม่ว่าชาย  ก็เพราะว่าเป็นกุศลสูงสุด..อานิสงส์สูงสุดมันจบให้กับสังสารวัฏ..เป็น  จบให้กับตัวเอง..เป็น  ญาติโก..โหติแก่ก็พลอยจบตามไปด้วย  เมื่อระลึกนึกถึงสิ่งนี้ที่จบอยู่แล้ว..เป็น  ถ้าสิ่งนี้ไม่จบซะเอง  ใครระลึกนึกถึงก็ไม่จบ  จะพี่จะน้องระลึกนึกถึง  มันก็ระลึกนึกถึงกันแบบไม่จบ  เพราะสิ่งนี้..ไม่จบซะเอง  ถ้านึกถึงพุทธะนึกถึงพระอรหันต์  ก็พลอยได้สงบ..สยบความเร่าร้อน  ดับเป็น..ดับเป็น..เย็นเป็น  ก็เพราะอะไร  ก็เพราะท่านจบอยู่แล้ว  พอนึกถึงสิ่งที่จบอยู่แล้ว  มันก็เลยจบตาม  แต่ถ้าสิ่งไหนมันไม่จบ..มันวุ่นวาย  ไปนึกถึงก็เลยพลอยวุ่นวายตาม  นี่แหละเค้าเรียกว่า..บวชทดแทนคุณ  มันบวชอย่างนี้  ต้องบวชเป็น  ถ้าบวชไม่เป็น  มันก็ไม่ได้ทดแทนเลยซักนิดเดียว  มันร้อนเหมือนกัน..ผุดโผล่เหมือนกัน..เกิดดับเหมือนกัน..วุ่นวายเหมือนกัน  มันไม่ได้ทดแทนอะไรเลยสักนิดเดียว  บวชกี่ครั้งก็ไม่ใช่การทดแทน  เพราะมันบวชไม่เป็น  ฉะนั้นมันจะไม่เลือกหญิง  ไม่เลือกชาย  ไม่เลือกเพศ  ไม่เลือกวัย  คำว่าบวชนี้ตรงประเด็นจริงจริง  เจ็ดขวบก็ยังบรรลุอรหันต์  แปดขวบก็ยังบรรลุอรหันต์  ไม่ต้องรอให้อายุมากจนเขี้ยวลากดินซะก่อน  แล้วจึงค่อยบรรลุ  นั้นมันอาจจะไม่บรรลุก็ได้  เพราะมันลากดินแล้ว  โมหะมันลากดิน

นี่แหละทดแทนคุณ  เอาคุณทดแทนคุณ  พอจิตมันไม่โมหะ  มันไม่วกวนในตัวมันเอง  มันดับเป็น..เย็นเป็น..ว่างอยู่แล้วเป็น..วางอยู่แล้วเป็น..มันไม่ห่วงเป็น  มันก็มีคุณขึ้นมาในตัวมันเอง  นั่นแหละเรียกว่าคุณทดแทนสิ่งที่มีคุณ  จึงค่อยสมดุลกัน  จึงค่อย..จบ  ปกติทุกวันนี้ไม่ใช่เอาคุณทดแทนคุณ  แต่ไปสนองกิเลสในลักษณะต่างๆ  แล้วคิดว่ามันทดแทนคุณ  แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่  กิเลสก็ยังมีอยู่  มันไม่ได้หมดไปทั้งผู้ให้และผู้รับ  ต่างก็ยังล้นหลามไปด้วยกิเลส  ล้นหลามไปด้วยตัณหา  มันไม่ได้จบเลย  เค้าเรียกสนองกิเลสกันเฉยๆ  แต่ไม่ใช่การทดแทนคุณจริงจริง......มันไม่ใช่..........
ฉะนั้นเมื่อมันไม่เป็น  มันทดแทนกันไม่เป็น..มันก็ไม่จบ  กรรมนี่ก็ยังต้องมีอีกต่อไป  ชดใช้กันไม่รู้จบ  ต่อภพต่อชาติ  เพราะใช้กันไม่เป็น  ทดแทนกันไม่เป็น
ตามจองล้างจองผลาญ  ตามจองเวรจองกรรมกันไป..ไม่รู้จบ
กูทำให้มึงแล้วมึงต้องทำให้กูนะ  กูเลี้ยงมึงแล้วมึงต้องเลี้ยงกูนะ
มันทดแทนกันไม่เป็น  มันมีแต่สนองตัณหากัน  มันก็ไม่จบ  มันยังผูกกรรมกันต่อไป  เป็นกงกรรมกงเกวียนต่อไปอีก  ต่อภพ..ต่อชาติ..ต่อกัลป์..ต่อกัปป์  ไม่สิ้นสุด  จึงกลายเป็นวังวนของวัฏฏะ  หรือสังสารวัฏขึ้นมา  มันก็มาจากการที่มันสนองตัณหา  สนองอุปาทานกันทั้งนั้น..ลูก  มันไม่ได้ตรงต่อประเด็น  คุณสนองคุณ  คุณทดแทนคุณ........ไม่ตรง  เข้าสู่เนื้อหาของการบวชที่แท้จริงแล้วลูกจะรู้จักคำว่า “ คุณทดแทนคุณ “ ที่แท้จริงว่ามันยังไง...มันจบเลย  มันไม่ต้องมีภพชาติต่อไป ว่าหมดเวรหมดกรรมแล้วนะคู่นี้  หมดเวรหมดกรรมแล้วนะก๊กนี้  หมดเวรหมดกรรมแล้วนะตระกูลนี้  ไม่มีอะไรต้องชดใช้อะไรอีกแล้วนะ.......หมด.........แล้วนี่พาแต่เลี้ยงกันไป..เลี้ยงกันมา  ดูกันไป..ดูกันมา  แลกันไป..แลกันมา  ให้กันไป..ให้กันมา  มีแต่สนองตัวเอง  สนองคนอื่น  อย่างนี้ไม่จบ..ไม่สิ้น  มันไม่ใช่การทดแทนคุณ  แต่มันคือการใช้กรรม  มันคือการใช้กรรม..ใช้วิบาก  มันไม่ใช่การทดแทนคุณ

ถ้างั้นเมื่อสิ่งนี้..ว่างซะเอง  สิ่งนี้..สว่างซะเอง  สิ่งนี้..ดับซะเอง  สิ่งนี้..ไร้ซะเอง  สิ่งนี้..ไม่ซะเอง  ตรงต่อนิพพานอยู่แล้ว..ซะเอง  นั่นแหละจึงเกิดคุณสูงสุดขึ้นมา  คุณแห่งความไม่ติดไม่ยึด  คุณแห่งความสว่างไสว  สิ่งนั้นแหละคือการที่เข้าไปเกื้อกูล..ทดแทน..คุณทั้งหลายทั้งปวง  หนี้กรรม..หนี้เวรที่เคยมีอยู่แล้วทั้งหลายทั้งปวง  เข้าไปทดแทน  แล้วเอาคุณเข้าไปทดแทนหนี้กรรมทั้งหลาย  นั่นคือการทดแทน..แล้วจบ  ไม่ต้องเป็นหนี้กรรมกันอีกต่อไป...........เป็นมั้ย

ถ้างั้นมันจะไม่เลือกหญิง  เลือกชาย  มันหมายถึงการบวชในตัวมันเอง  มันไม่ใช่บวชเพศหรือบวชตามวัย  อายุยี่สิบซะก่อนแล้วค่อยบวช..มันไม่ใช่  เจ็ดขวบเค้ายังบรรลุอรหันต์กันเลย  อยู่ที่ว่าลูกต้องบวชเป็น  ตัดห่วงในตัวเอง..ลูก  ไม่ต้องห่วงขันธ์สี่..ขันธ์สาม..ขันธ์สอง..ขันธ์หนึ่ง  ไม่ต้องห่วงเจริญ..ไม่ต้องห่วงดำเนิน  ห่วงรู้..ห่วงเข้าใจ..ไม่ต้องห่วง  โง่..ฉลาด..ไม่ต้องห่วงเอามัน...ไม่ต้องห่วง  จึงค่อยตรงต่อวางอยู่แล้วทันที..วางอยู่แล้ว..วางอยู่แล้ว..ไม่ยึดอยู่แล้ว..ไม่ยึดอยู่แล้ว  แล้วจะไปเอาอะไร
เอานึก..เอาคิด..ก็ไม่เอา
เอากุศล..เอาอกุศล..มันก็ไม่เอา
นั่นแหละจึงเรียกว่าว่างอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว..นิพพานอยู่แล้วลูก..จบทันที.....โส..................................

                                           ++++++++++++++++++++++++++++          

                                                   

No comments:

Post a Comment