Friday, February 8, 2013

สนทนากรรมหรือสนทนาธรรม

หลายๆท่านคงจะเคยเข้าไปสนทนาธรรมในกระดานสนทนาเกี่ยวกับธรรมะในเว็บไซต์ต่างๆกันมาพอสมควร หรือถ้าใครยังไม่เคยก็ถือว่าไม่มีวิบากกับคนเหล่านั้น ซึ่งก็ดีอยู่แล้ว เพราะกระดานสนทนาทั้งหมดที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ตนั้น ไม่ได้เข้าข่ายสนทนาธรรมอย่างที่วางวัตถุประสงค์เอาไว้เลย แต่เป็นการสนทนากรรมเสียมากกว่า

ทำไมถึงเรียกว่าสนทนากรรม?

การสนทนาที่ไม่มีจุดจบ ไม่มีบทสรุป มีแต่เอาทิฏฐิมานะเข้าเกทับกัน ยกเอาข้อธรรมทั้งดุ้นมาอ้างอิง ข่มคู่สนทนาโดยปราศจากการอธิบายให้คู่สนทนาเข้าใจ ตัดบท ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความติดขัดข้องคาให้กับผู้สนทนาทั้งหมด ให้กลับไปวนเหมือนเก่า คือเรียกว่าคุยกันแล้วไม่มีใครคลาย ใครจบลบแง่มุมได้สักคน แบบนี้เรียกว่าสนทนากรรมครับ คือสนทนาไปก็มีแต่กรรมล้วนๆ ไม่มีใครจบได้จริง ปฏิฆะมายังไง ก็ปฏิฆะเหมือนเดิมและอาจจะปฏิฆะมากขึ้น วนมายังไงกลับไปก็วนแบบนั้น หรือแม้กระทั่งคนตอบกระทู้ก็ยังได้อัตตาเป็นของแถมกลับไปด้วย คิดว่ากูแน่ คิดว่ากูเจ๋ง กูตีคนอื่นลงได้

สนทนากรรมจึงมีแต่ทิฏฐิมานะสาดใส่กันโดยไม่สนใจสัจจะความเป็นจริง มีแต่การสนทนากันบนอารมณ์ส่วนตัว ความคิดเห็นส่วนตัว สมมติฐานส่วนตัว การอนุมานเอา ตีความเอาเอง ไม่มีใครรู้จริง เพราะไอ้คนที่มาตอบก็ยังไม่จบ  (คือถ้าจบแล้ว มันคงไม่แบกพระไตรปิฎกมาตอบทั้งตู้หรอก) มีแต่หลักการที่ถูกตีความบนทิฏฐิ (ก็อัตตโนมตินั่นแหละ) คุยกันเสร็จก็กลับไปหลงทางกันต่อ ต่างคนต่างก็กลับไปวนกันต่อ มั่วกันต่อ หาทางกันต่อไป หรือโง่เหมือนเดิมนั่นแหละ การสนทนาแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย นอกจากเป็นเพียงการทำกรรมและเสวยผลของกรรมเท่านั้น

ผู้ที่ทำแบบนี้กับผู้อื่นบ่อยๆจนเป็นอนุสัย ก็จะทำให้ตนเองวนเวียนเป็นสัมภเวสีใช้กรรมอยู่ตรงนั้นแหละ บางคนกลายเป็นผีอภิธรรม คอยสิงในกระดานสนทนา รอจังหวะเอาอภิธรรมฟาดหัวคนอื่น บางคนก็เชี่ยวชาญในการหาข้ออ้างอิงในพระไตรปิฎกมาข่มคนอื่นก็มี หรือบางคนก็ชอบเข้าไปป่วนคนอื่นโดยไร้จุดหมายในการหาคำตอบให้กับตัวเอง ใครดวงซวยไปเจอพวกนี้หลอกหลอนเอาก็อาจจะหมดศรัทธาในพระพุทธศาสนาไปเลยครับ

พวกนี้แหละที่ปากก็พร่ำบอกเสมอว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองนั่นแหละเป็นสาเหตุที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมอย่างแท้จริง อาจจะรักษารูปแบบเอาไว้ได้ แต่มันก็เสื่อมที่เนื้อหาของสัจธรรมตรงๆนั่นแหละ

สนทนาธรรมจริงๆนั้นจะไม่มีการปล่อยให้คู่สนทนาติดขัดข้องคาในเรื่องที่สงสัย มีปัญหามาก็ควรจะมีคำตอบหรือทางออก ไม่ใช่ตอบคำถามด้วยคำถาม อวดภูมิ แสดงภูมิ หรือพาคู่สนทนาเข้าไปวนในคำตอบที่เป็นบัญญัติ ศัพท์เทคนิคชั้นสูง วิธีการอันสลับซับซ้อน และการอ้างอิงบนข้อมูลต่างๆซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ หรือเนื้อหาของสิ่งที่อ้างอิงมานั้นจริงๆแล้วหมายความว่าอย่างไร การสนทนาธรรมควรจะมีบทสรุปที่เป็นการคลี่คลายในข้อสงสัย หรือข้อติดขัดข้องคา ลบแง่ลบมุม ไม่ปิดกั้น ปิดบัง ไม่ชี้เป้าให้เข้าไปเกาะ และคำตอบที่ได้ก็ควรจะตรง ชัด ตัด จบ โดยคู่สนทนาไม่ต้องคิดต่อให้เป็นมโนกรรมขึ้นมาอีก

No comments:

Post a Comment