Thursday, February 28, 2013

ตื่น(ดับ)แบบอริยะ

ในแวดวงวิปัสสนากรรมฐานนั้นเรามักจะได้ยินคำว่า "สติตื่น" อยู่เสมอ

แต่ถามจริงๆว่ารู้ไหม มันตื่นยังไง? ตื่นจากอะไร?

ตื่นในความหมายที่แท้ของสติอริยะนั้นคือ การ "ตื่น" ออกจากความหลง ตื่นออกจากอวิชชา ตื่นแบบไม่มีอะไรไปมีความหมายกับอะไร ตื่นแบบไม่จมแช่ในสภาวะหรือธรรมารมณ์ใดๆ ตื่นแบบนี้เรียกว่าตื่นแบบอริยะ ตื่นแบบบรรลุธรรม คือไม่ข้องไม่คาในสภาวะธรรมใดๆ ทะลุทะลวงหมดทุกสภาวะ

แล้วที่ไปฝึกให้สติมันตื่นนั้นมันใช่อาการ "ตื่น" แบบที่พระพุทธเจ้าทรงสอนหรือไม่?

ถ้าไปกำหนดรู้ ตั้งดูตั้งรู้ มีตัวเองเข้าไปสังเกต มีตัวเองเข้าไปดูไปรู้ แบบนี้ไม่เรียกว่าสติตื่นครับ เรียกว่าเป็นการจมอยู่กับตัวเองเลยล่ะ คือ มันตื่นออกจากสิ่งที่ถูกรู้ แต่ดันไปจมแช่อยู่ในสภาวะแห่งความเป็นผู้รู้

โดยปกติแล้วสติของปุถุชนทั่วไปมักจะจม(ยึดเกาะ)อยู่กับธรรมารมณ์หรือสภาวะธรรมทั้งหลาย สภาวะอาการต่างๆทั้งหลายของกายของจิต ส่วนผู้ปฏิบัติธรรมก็มักจะจมอยู่กับวิญญาณขันธ์ของตัวเอง ปล่อยวางสิ่งที่ถูกรู้ได้อย่างเดียว แต่วางตัวรุ้เองไม่ได้ ซึ่งสุดท้าย มันไม่ต่างกันครับคือไปแช่ไปยึดในสภาวะที่มันไม่มีอะไรที่ใช่ "เรา"แม้แต่อย่างเดียว พอไปยึดเข้ามันก็เป็น "เรา" ขึ้นมากับสภาวะนั้นๆทันที

หรือมีบางกลุ่มก็ไปทำสติให้ตื่น เช่น ไปฝึกอดนอน ขยับเขยื้อนเคลี่อนไหวเร็วๆไม่ให้จมแช่ แบบนี้ก็ยังติดที่การเข้าไปทำอยู่ มันก็จะติดรู้และเจตนาจงใจเข้าไปทำอยู่ ซึ่งการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวกายมันก็มีส่วนช่วยให้สติตื่นได้เหมือนกันครับ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะถ้ายังไปมีความพยายามปลุกสติให้ตื่น และยังมีคำว่า"เพื่อ" พ่วงอยู่ในการปลุกสตินั้นๆ  เช่น เพื่อให้มันตื่น ที่สุดแล้วก็ยังเป็นตัณหาซ้อนในการตื่นนั้นๆอีกที แค่คิดว่าจะเอาให้ตื่นก็ยึดแล้วครับ

ด้วยเหตุนี้เองสติอริยะนั้นจะไปจงใจทำเอาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะทุกผู้ทุกนามนั้นล้วนมีสติอริยะอยู่แล้ว(ในนามแห่งพุทธะ) เพียงแต่ถูกบดบังด้วยอวิชชา เมื่อใดก็ตามที่อวิชชาคลายออก สติมันก็จะตื่นของมันเองอยู่แล้ว (ความวกวนเป็นสังสารวัฏดับลง) พูดง่ายๆคือยิ่งหลงเข้าไปทำก็จะยิ่งบังสติอริยะอันเป็นเนื้อหาเดิมแท้เข้าไปอีก หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านจึงให้ปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว หรือปลงอวิชชาที่มีอยู่แล้วลงเสีย ไม่ใช่ไปปฏิบัติอะไร แล้วสติอริยะก็จะปรากฏขึ้นเอง ไม่ใช่เข้าไปปลุกให้มันตื่น

สติเดิมแท้ที่มีเนื้อหาอริยะอยู่แล้วนี้จะตื่นออกได้ก็ต่อเมื่อได้ฟังสัจธรรมตรงๆจากจิตสู่จิต ให้ปลงทิฏฐิ ปลงปัญญาทั้งหลายที่จะเอามาคิดวิเคราะห์สัจธรรมลงเสียด้วย ให้ฟังแบบเปล่าๆซื่อๆ เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ช่างมัน ไม่อย่างนั้นสัจธรรมก็ไม่สามารถเปล่งอานุภาพในการคลายออกจากความหลง คลายออกจากตัวตน คลายออกจากอุปาทานได้เลย ส่วนใครจะคลายช้าคลายเร็วก็เป็นไปตามวาระ ไปเร่งเอาไม่ได้

เมื่อสติ "ตื่น" ออกจากความหลงแล้ว มันจะไม่เหมือนตื่นแบบดื่มกาแฟนะครับ หรือแบบว่า "โอ้ เราตื่นแล้ว (ตา)สว่างจริงๆ" แบบนั้นก็ไม่ใช่นะครับ

ตื่นออกจากความหลงนี้คือ มันจะไม่อะไรกับอะไรจริงๆ ตื่นออกจากการยึดในความเห็นความหมายในสมมติทั้งปวง ตื่นออกจากอุปาทานในธรรมทั้งหลาย ตื่นแบบอริยะ จึงไม่มีอะไรมีความหมายกับอะไร ทุกอย่างล้วนไม่ใช่อะไร มันจึงไม่ไปนึกตรึกตรองสรุปสภาวะทั้งหลายว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เลยด้วยซ้ำ คือมันพ้นไปแม้กระทั่งจากการใช้ปัญญาเอง ตื่นแบบนี้ สังขารดับ สัญญาดับ วิญญาณขันธ์ดับ เพราะมันไม่มีอะไรไปห่วงอะไร ไม่มีอะไรที่เกี่ยวพันกับอะไร แม้จะดูเหมือนมีพันธนาการภายนอกอยู่ แต่ข้างในนั้นไร้ตัวตนในท่ามกลางสภาวะทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง

พระอรหันต์จึงดูเหมือนไม่รู้อะไรเลย(ถ้าไม่ดำริจิตขึ้น ก็ไม่มี) ไม่อนาทรร้อนใจอะไร ดำรงธาตุขันธ์แบบเปล่าๆไร้จุดหมาย แม้กระทั่งการโปรดสัตว์ ไม่ยึดติดอะไรแม้กระทั่งบารมี ปณิธานและหน้าที่ตน ไม่ดิ้นหนีดิ้นสู้อะไร เพราะมันก็ไม่มีอะไรที่ใช่อะไรหรือไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว หมดตัณหาที่จะสร้างกรรมเพิ่ม หมดตัวพุ่ง ตัวมุ่งเอา เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรจากสังสารวัฏได้อีก ภายนอกจึงดูเหมือนคนไม่เอาไหน และส่วนใหญ่จะอยู่กับทางโลกลำบาก ซึ่งไม่ใช่เพราะปฏิเสธโลก แต่ถูกโลกปฏิเสธเอาต่างหาก สุดท้ายก็ต้องเข้าวัด หรือบางท่านมีกิจที่ต้องทำก็ทำไป โปรดสัตว์ก็ทำไปแบบไม่ตั้งเอา เพราะวาระกรรมของแต่ละดวงจิตที่จะบรรลุธรรมนั้นมีอยู่แล้ว จะไปกำหนดหรือตั้งเอาไม่ได้

และหลายคนคงจะเคยเห็นแล้วว่าที่วัดร่มโพธิธรรมก็มีการเดินคลาย เดินแบบไม่อะไรกับอะไรอยู่ ซึ่งก็เรียกว่าการเดินจงกรมเหมือนกัน แต่เป็นการเดินทิ้ง เดินปลง เดินคลาย ไม่ใช่เดินเพื่อที่จะเอาสภาวะอะไรแบบที่สอนกันทั่วไป จึงไม่มีการกำหนดว่าจะต้องเดินเท่าไหร่ ไกลแค่ไหน ตื่นขนาดไหนถึงจะดี ถ้าอย่างนั้นมันจะมีตัวตั้งเอา มันก็จะไม่คลายออก การเดินก็เดินแบบไม่ตั้งเอา เดินตามวาระ จะเดินก็ได้ไม่เดินก็ได้ เพราะบางท่านก็ตื่นอยู่แล้วไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง ลืมตาหรือหลับตา แต่สำหรับบางท่านพอนั่งแล้วแช่ หลวงพ่อท่านก็จะให้ไปเดิน บางคนหลับตาก็แช่ ท่านจึงให้ลืมตา

แต่เมื่อใดก็ตามที่ "ตื่น" จริงๆ แล้ว มันจะไม่เกี่ยวกับว่าจะหลับตาหรือจะลืมตา แต่มันตื่นของมันอยู่อย่างนั้นไปเอง เพราะสติอริยะนั้นเป็นสติที่พ้นไปจากสภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวง คือตื่นออกจากการยึดในสภาวะธรรมทั้งหลาย มันจึงไม่เนื่องด้วยสภาวะใดๆ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน หรือแม้กระทั่งนอนหลับก็ตาม ซึ่งโดยปกติถ้าปุถุชนนอนหลับจิตก็จะตกภวังค์ ส่วนสติอริยะนั้นมันไม่เกาะอะไร จึงไม่ตกภวังค์ ทำให้ตื่นอยู่ตลอดแม้กระทั่งตอนนอน

ส่วนตื่นแบบอริยะ กับ "ดับ" นั้นอันเดียวกันครับ คือ นิโรธ

"ดับ" นั้นก็หมายความว่า ความดับลงแห่งสังสารวัฏ(จิต) สติอันเป็นเนื้อหาเดิมแท้จึงตื่นออกจากอวิชชาที่บดบังไปเอง แจ้งในเนื้อหาสัจธรรมไปเอง

ผมถึงบอกไงว่าไม่มีใครแจ้งเนื้อหาสัจธรรมตอนเป็นปุถุชน ดังนั้นถ้าใครมัวแต่อ่านบทความสัจธรรมอย่างเอาเป็นเอาตายแต่ไม่ยอมที่จะวางใจ ไม่ยอมที่จะหมดใจ มันก็แค่นั้นล่ะครับ ได้แค่ทิฏฐิในธรรมไปเท่านั้นเอง

ขอเข้าใจเนื้อหาตรงนี้ให้ดี ก็จะได้ไม่หลงไปทำเอาอีกครับ ก็ปลงเลย ช่างมัน

No comments:

Post a Comment