Saturday, February 9, 2013

กรรมขึ้นหิ้ง (เจ้าที่ควรอ่าน)

หิ้ง คือพื้นที่เล็กๆที่ยกสูงจากพื้นดิน ใช้ในการวางสิ่งของต่างๆ หรือ พระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ

กรรมขึ้นหิ้ง คือ กรรมของคนที่ชอบยกตัวเองขึ้นไปอยู่บนพื้นที่เล็กๆบนหิ้ง ให้สูงส่งห่างไกลจากพื้นดิน..แล้วลงไม่ได้ เพราะกลายเป็นโรคกลัวที่ต่ำ (ฮา)

ขำพอได้นะ มาว่ากันต่อ

ใครใจไม่แข็งพอก็ไม่ต้องอ่านต่อนะครับ

สัตว์ทุกชั้นภูมินั้นมักจะสาละวนอยู่กับการสร้างหิ้งให้ตัวเองอยู่เสมอครับ ไม่ว่าเทวดา เจ้าที่เจ้าทาง หรือแม้แต่มนุษย์ขี้เหม็นก็ไม่เว้น ก็ดูสิครับ มันหัดไต่ขึ้นหิ้งกันตั้งแต่ยังเด็กๆ ต้องสอบให้ได้ที่หนึ่ง ต้องมีแฟนสวยกว่าเพื่อน ต้องมี Gadget เจ๋งๆ มีมือถือเจ๋งๆเอาไว้อวดกัน พอจบมามีการมีงานทำ ก็ต้องหาเงินให้ได้มากๆ ซื้อบ้านหรูๆ ซี้อรถหรูๆ มีเมียสวยๆ(ขอให้ย้อนกลับไปอ่านกรรมสามัญประจำบ้านซะ) มีการงานที่ก้าวหน้ามั่นคง มีลูกหลานเอาไว้สืบสังสารวัฏ เอ๊ย สืบสกุลต่อไป ฯลฯ

หารู้ไม่ว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวนะเว้ย ยิ่งมีก็ยิ่งยึด ยิ่งสะสมก็ยิ่งปวดหัว เอาง่ายๆนะครับ จะยกตัวอย่างให้ดู

นาย ก.อยากจะมีรถขับ ก็เลยเจียดเงินเดือนที่มีอยู่ คิดสะระตะแล้วน่าจะผ่อนได้ ก็เลยตัดสินใจซื้อรถมาหนึ่งคัน เพื่อขับอวดชาวบ้าน โดยหาเหตุผลให้ตัวเองว่าเพื่อความสะดวกสบาย แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตามมาคือ ต้องหาที่จอดรถให้มัน ต้องเสียค่าที่จอดรถให้มัน ต้องทำประกันให้มัน ต้องดูแลมัน ต้องคอยบำรุงรักษามัน พอมีเพื่อนชวนไปเที่ยวไหนก็ต้องขับมันไป ต้องจ่ายเงินค่าน้ำมันให้มัน ต้องหาหญิงสาวมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้สมศักดิ์ศรี ต้องตกแต่งมันด้วยอุปกรณ์เสริมราคาแพง ต้องเข้าเป็นสมาชิกคลับสำหรับรถยี่ห้อนี้จะได้หาเรื่องสังสารวัฏ เอ๊ย สังสรรค์ ต้องวางแผนหาเรื่องเที่ยวใช้รถให้มากที่สุดทั้งๆที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้อยากจะไปไหนสักเท่าไหร่ ต้องมาทนรถติดในเมือง พอขับรถก็ต้องซื้อหูฟังโทรศัพท์มาใช้งาน ต้องสูบลมยางให้มัน ต้องต่อทะเบียนให้มัน ต้องจ่ายค่าทางด่วนให้มัน พอมันมีปัญหาก็ต้องส่งมันไปซ่อม...

หรืออีกตัวอย่างนะครับ นายก.นี่แหละคนเดิมนี่แหละ อยากได้บ้านหรูๆเอาไว้อยู่ก็เลยไปซื้อบ้านจัดสรร สิ่งแวดล้อมดีๆ ย่านดังๆชานเมือง นาย ก. คนเดิมนี่แหละต้องเสียค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะขับเข้ามาทำงานในเมือง แล้วก็ต้องเปลี่ยนเวลาออกจากบ้านเช้าๆตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ต้องเสียค่าส่วนกลาง ค่าทางด่วน พอมาอยู่จริงไอ้เพื่อนบ้านที่คิดว่าจะดีเหมือนในโฆษณากลับกลายเป็นคนเล่นของ ซึ่งชอบมีเสียงแปลกๆชวนสยองดังออกมาบ่อยๆ มีสนามหญ้าก็ต้องคอยตัดหญ้า หรือจ้างคนมาทำความสะอาดบ้านที่ไม่ค่อยได้อยู่ เพราะต้องทำงานหาเงินมาส่งค่าผ่อนชำระมัน บางทีก็ต้องทุกข์เพราะหาเงินไม่ทัน มีมันแล้วก็ต้องตกแต่งต่อเติมมัน ต้องทำอารมณ์ให้ดีๆเพื่อที่จะอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข แต่ดันกลับมาเจอคนในบ้านอารมณ์เสียทุกวัน จนบ้านกลายเป็นนรกทั้งๆที่ตัวเองยังหายใจเป็นๆอยู่...

นี่ตกลงไม่รู้ว่านาย ก.ขับรถหรือนาย ก.ถูกรถขับ หรือนาย ก.อาศัยในบ้านหรือแบกบ้านไปไหนมาไหนด้วยกันแน่

จริงๆแล้วยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ผมเห็นปัญหานี้มานานก่อนมาเจอหลวงพ่อครับ แค่มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวผมก็รู้แล้วว่า หากเราอยากจะมีหนึ่งอย่าง เราก็อยากจะมีอีกหนึ่งอย่างต่อไปเรื่อยๆ พอมีอย่างหนึ่งแล้วปัญหาจะตามมาอีกเป็นร้อย แล้วกูจะหาเรื่องใส่ตัวเองทำไมล่ะเนี่ย

ยิ่งรู้ซึ้งสุดๆตอนที่ผ่อนบ้านหลังแรกและหลังเดียวหมดเมื่อหลายปีก่อน แล้วไม่ได้อยู่น่ะครับ(คือต้องระเห็จออกมาอยู่บ้านเมีย) มันเป็นเรื่องที่ฮามากๆ หัวเราะไม่ออกเลยทีเดียว สุดท้ายบ้านหลังนั้นก็ยกให้น้องชายกับแม่อยู่ไป(ผมคิดจะยกให้น้องชายจริงๆตั้งแต่ยังผ่อนไม่หมดด้วยซ้ำ จนทุกวันนี้ไม่เหลืออะไรเลยตามที่ตั้งใจเอาไว้)

จากนั้นมาผมก็เลยไม่พยายามจะปีนขึ้นหิ้งที่ไหนอีกเลย เข็ดจริงๆ อย่างดีก็แค่ใครพาไปขึ้นหิ้งไหนก็ไปอย่างเสียไม่ได้ เพียงแต่ไม่หาเรื่องขึ้นหิ้งเสียเอง แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ในเมื่อกระแสสังคมมันไปแบบนั้น คนส่วนใหญ่ก็เลยยังตะกายขึ้นที่สูงอย่างทุกข์ทรมานโดยหวังว่าความสุขจะอยู่ตรงนั้น บางคนก็ไต่เต้า บางคนสวยหน่อยก็เอาเต้าไต่(ฮา) โดยหวังว่าพอมีหิ้งเป็นของตัวเองแล้วจะมีความสุข แต่ที่สุดแล้วแทบจะทั้งหมดก็เหมือนหมาวิ่งงับหางตัวเองครับ ซึ่งมันไม่เคยงับถูกสักที ถ้าจะเปรียบให้สุภาพหน่อยก็คือคนที่พยายามจะกัดหูตัวเองนั่นแหละ(ฮา)

ก็คนเรามันหลอกตัวเองให้วิ่งไงครับ วิ่งไปตามที่มีคนเสี้ยมให้เชื่อว่าถ้ามีอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะมีความสุข ชีวิตสมบูรณ์แบบ โดนนักโฆษณามันหลอกแดกเอาว่ากันตรงๆ

ทุกวันนี้เราเลยเห็นคนมีบ้านหรูหรามั่นคงแต่ใจกลับหวิวไหวเหมือนใบหญ้าริมทาง
มีรถหรูๆขับแต่ใจมันก็ติดไปกับล้อ ปล่อยให้กิเลสความหลงพาออกไปตระเวนหาความสุขราวกับเป็นสัมภเวสีเสียเอง
มีเงินมากมายก็พยายามจะใช้ชีวิตให้ได้ตามที่พวกนักโฆษณาคิดโฆษณาออกมาหลอกเอาเงินเรา
มีครอบครัวเป็นของตัวเองก็ต้องกังวลเรื่องอนาคตของคนในบ้าน
มีทีวีดูก็กังวลไปตามแคมเปญโฆษณาของสินค้าและบริการต่าง กลัวว่าคุณภาพชีวิตจะดีไม่พอหากไม่ได้กินไอ้นั้น ใช้ไอ้นี่ ไม่ได้ทำประกันไอ้นั่น ไอ้นี่

พอนะครับ แค่นี้คนเขาก็เกลียดผมจะแย่แล้ว(ฮา)

แล้วสุดท้ายมันก็ไม่สุขอย่างที่คิด ยิ่งมียิ่งทุกข์ ยิ่งมียิ่งกังวล ยิ่งมียิ่งว้าเหว่ ยิ่งมีก็ยิ่งเพี้ยนไปเรื่อยๆ

ก็หิ้งน่ะมันแคบๆไงครับ จะสูงมาก สูงน้อย มีสมบัติมาก สมบัติน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับตัณหาในเส้นเลือด แต่ยังไงมันก็แคบๆไง นึกออกไหม พอมีสิ่งต่างๆ สะสมมากๆเข้าก็เริ่มระแวง กลัวจะเสียมันไป เริ่มยึดไอ้นั่นไอ้นี่ หนักเข้าก็กลัวหิ้งจะต่ำลงหรือกลัวหิ้งคนอื่นสูงกว่า กลัวว่าสักวันจะตกจากหิ้ง กลัวสารพัดจะกลัว ชนิดที่เห็นหน้าตัวเองในกระจกก็อาจจะสะดุ้งเอาได้ พอมีมากๆเข้าก็ต้องหาทายาทมารับช่วงหิ้งมรดกต่อ ยึดกันเป็นทอดๆไปอีก ต้องคอยประคองคอยรักษาไม่ให้มันน้อยลงกว่าเดิมหรือต้องเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เฮ้อ ยุ่งชิหาย

นี่แหละครับวิถีความยึดติดและพอกพูนอัตตาของสังคมทุนนิยม ยิ่งยึดยิ่งเจ็บ ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งสูงเวลาตกก็ยิ่งเจ็บ มันก็ยังจะตะกายกันขึ้นไปเป็นทาสติดหิ้งอีก พอทุกข์จัดๆก็ไปเข้าคอร์สกรรมฐานใช้กรรมอย่างใหม่อีก(ฮา)

เนื้อหาของสรรพสัตว์จึงมีแต่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นไม่จบสิ้นนั่นแหละ

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านเคยเทศน์เอาไว้ว่า เงินบาทหนึ่งน่ะ พอไปอยู่ในป่ามันใช้ได้ไหม หรือต้องลอยคอกลางทะเลน่ะใช้ได้ไหม มันก็ไม่ได้ มันก็ไม่มีค่านั่นแหละ เพราะคุณค่าของสิ่งต่างๆในสังสารวัฏนั้นจริงๆมันไม่มี มันอุปโลกน์ขึ้นมาเอง ตกลงกันเอง แล้วก็เข้าไปยึดกันเอง บ้ากันไปเองทั้งนั้น

ทีนี้เห็นหรือยังว่าเราเป็นนายมันหรือเราเป็นทาสมัน

2 comments:

  1. จริงค่ะ เห็นด้วย แต่ถ้าเรายังสละไม่ได้ บวชไม่ได้ ต้องกินต้องใช้ ต้องหามาจ่าย มีบ้านในเมือง ต้องใช้ชีวิตแบบวิถึคนเมือง จะทำอย่างไรให้ไม่เบียดเบียนคะ มองไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องเบียดเบียนกระทบกระทั่งไปหมด ตอนนี้เข้าใจว่าทำไมวิถึชีวิตของพระแท้ๆในอดีตจึงเป็นชีวิตที่เบียดเบียนน้อยสุด ถ้าอยากจะออกจากสังสารวัฏฏ์ คงต้องปลีกวิเวกและใช้ชีวิตแนวพระป่า แต่ถ้ามันยังทำไม่ได้ จะให้ทำอย่างไรล่ะคะ ที่จะไม่สร้างกรรมใหม่เพิ่ม การไม่เอา ไม่ข้องไม่คา ไม่อะไรๆ จริงๆมันอาจเป็นการคิดไปเองว่าเราไม่เอาหรือเปล่าคะ สุดท้ายมันก็เป็นมโนกรรมว่าเราไม่เอา แต่จริงๆเราเอาแบบไม่เอาอยู่หรือเปล่าคะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ก็ฟังพระสัจธรรมไปเรื่อยๆครับ เดี๋ยวสัมมาทิฏฐิเกิดแล้วจะได้เข้าถึงความเป็นจริงแห่งสังสารวัฏเองครับ ถึงตรงนั้นมันก็จะสละเอง ออกเองเลยครับ

      Delete