Thursday, February 7, 2013

สมุจเฉทเด็ดขาด (กันหน่อยโว้ย)

หลายคนคงได้ฟังธรรมบรรยายตอน "สมุจเฉทเด็ดขาด" กันไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เด็ดขาดกับตัวเองเสียที คือฟังแล้วมันอาจจะฮึกเหิมตอนฟัง แต่พอฟังจบ หันกลับมาเห็นตัวเองที่อ่วมกับวิบากกรรมในกระจก ก็รู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาอีก ผมจึงยกตอนนี้ขึ้นมาเขียน เผื่อจะตัดเยื่อใยในความอาลัยอาวรณ์กันได้ง่ายขึ้น

ผมจำคำของหลวงพ่อได้ตอนหนึ่งจนขึ้นใจ เพราะตอนนั้นผมกำลังมึนกับวิบากกรรมที่เข้ามาในชีวิตอยู่ ท่านบอกว่า ถ้าเรายังอาลัยอาวรณ์ กับกรรมอนุสัย กับกรรมกิเลสเล็กๆน้อยๆอยู่ ชีวิตมันก็จะลุ่มๆดอนๆ ลำบากลำบนไม่จบสิ้น มันจะต้องเหนื่อยตลอด ผมได้ฟังตอนนี้จบ ก็สว่างขึ้นมาทันที หลุดออกจากอารมณ์ที่จมแช่อยู่ตรงนั้นแบบฉับพลัน หมดความลังเลสงสัยทันที

ใช่แล้วครับ สมุจเฉทเด็ดขาดนั้นมีเพื่อตัดความอาลัยอาวรณ์ในกรรมอนุสัยหรือกรรมกิเลสนั่นเอง

กรรมอนุสัยคืออะไร กรรมอนุสัย แปลง่ายๆก็คือ กรรมที่เราทำจนเป็นนิสัย เป็นสันดานที่นอนเนือง หรืออย่างที่ปุถุชนเรียกกันว่าไลฟ์สไตล์ (life style) นั่นแหละ และถ้าจะเปรียบเทียบความร้ายกาจของกรรมอนุสัยให้เห็นภาพก็คงประมาณนี้ครับ

ลองนึกภาพตัวเองที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำมัน ยืนอยู่ในพื้นที่ซึ่งชุ่มไปด้วยน้ำมัน หากมีใครโยนแค่ไม้ขีดไฟลงมานิดเดียว คงมอดไหม้เป็นจุณ แล้วนึกต่อไปเองว่าคุณนั่นแหละที่เป็นคนถือไม้ขีดไฟนั้นเสียเอง และกำลังเดินไปหยิบเเบงค์พันที่จมอยู่ในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรซึ่งมีน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่เต็มถัง นี่แหละครับคือความร้ายกาจของกรรมอนุสัย เผลอไปเล่นกับมันเมื่อไหร่ก็ถูกมันเผาเอาเมื่อนั้น

หลายคนที่มากราบหลวงพ่อก็ยังติดอยู่กับทางโลก บ้างก็ติดทางธรรม นัยว่ายังเสียดายอยู่ ปฏิบัติมาหลายปีไม่กล้าทิ้ง หรือบางคนก็คิดว่ามันยังจบไม่ได้ หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองกันเข้าไป แบบนี้ก็ถือว่าเป็นความอาลัยอาวรณ์แบบหนึ่งเหมือนกัน คือเป็นความอาลัยอาวรณ์ในความเป็นสัตว์โลกครับ และถ้ายังอาลัยอาวรณ์อยู่ มันก็จะลำบากอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายโง่หรือเหนื่อยขาดใจจนทิ้งไปเองนั่นแหละ

ในความเป็นจริงของกรรมอนุสัยนั้น มันไม่ใช่ความเคยชินในการทำกรรมเพียงแค่ไม่กี่ชาตินะครับ แต่กรรมอนุสัยนั้นสั่งสมมานานไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนชาติ เอาง่ายๆคือ ใครที่ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด เนี่ย คุณก็เป็นแบบนี้มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว จะเก็บไว้ความหงุดหงิดเอาไว้อีกชาติหนึ่งเป็นคอลเล็คชัน (collection) ประจำตัวหรือไง ซึ่งถ้ายิ่งปล่อยให้กรรมอนุสัยต่อเนื่องไปอีกชาติหน้าก็ต้องเกิดมาหงุดหงิดอีก มันหนีไม่พ้น ดังนั้นการที่เราจะตัดกรรมอนุสัยหรือกรรมกิเลสทิ้งนั้น ก็ต้องอาศัยความสมุจเฉทเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันก็จะเกิดความอาลัยอาวรณ์หรือเกิดอาการ "เสี้ยน" กิเลสอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น

ก็เพียงแค่ "ไม่ต้อง ไม่ตั้ง" เอาไว้เป็นประธานเลยนั่นแหละ มันก็สมุจเฉทเด็ดขาดอยู่แล้ว อย่าปล่อยเชื้อกิเลสให้ทำงานได้อีก ชีวิตมันจะได้หมดความลุ่มๆดอนๆไปสักที แล้วมันจะเรียบไร้ นอกเหนือทุกข์ นอกเหนือสุขแบบที่นึกไม่ถึงไปเอง

ผู้ที่ปรารถนานิพพานนั้นถึงเวลาจริงก็ต้องทิ้งโลก ทิ้งสังสารวัฏ แต่พอถึงเวลาที่จะต้องทิ้งจริงๆก็ดันอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาเสียอีก ก็ขอให้นึกไว้เลยว่า เราไม่ได้เกิดมาเป็นคนแบบที่เราเป็นอยู่อย่างนี้ชาตินี้ชาติเดียวซะเมื่อไหร่ เราเป็นแบบนี้มาแล้วนับชาติไม่ถ้วน ตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเลิกเล่นเกมในความฝันอันยาวนานที่ไม่รู้จุดจบเสียที

แล้วก็ไม่ต้องไปคิดฟุ้งซ่านต่อว่า ถ้าสมุจเฉทเด็ดขาดแล้วจะอยู่ยังไง ชีวิตทั้งทางโลกทางธรรมน่ะ หลวงพ่อฯบอกว่า "ควายมันยังอยู่ได้เลย  มันอยู่ถึงวันตายทุกตัวนั่นแหละ" ฟังแล้วก็ฮา แต่ก็แอบไปเจ็บและอายควายนิดนึง

ไม่ต้องกลัวหรอกครับ สถานะเราดีกว่าควายอยู่พอควร หากเราสว่างเมื่อไหร่แล้ว บารมีเก่าๆที่เราเคยทำเอาไว้จะมาช่วยเกื้อหนุนเอง รับรองไม่ตายแบบควายแน่ๆ แต่จะดับไม่เหลือแบบอริยะกันเลยทีเดียว

ก็สมุจเฉทเด็ดขาดไปเลย หยุดอาลัยอาวรณ์ อย่าทิ้งเชื้อกิเลสเอาไว้ทำซากแม้แต่นิดเดียว เดี๋ยวก็จะได้รู้กับตัวเองว่าไอ้การเหนือทุกข์เหนือสุขจริงๆ พ้นจากความลุ่มๆดอนๆ และลาออกจากความเป็นสัตว์โลกจริงๆนั้นมันเป็นยังไง จะได้ไม่ต้องมาบ่นกับตัวเองทีหลังว่า

"แหมรู้งี้ เชื่อหลวงพ่อฯ สมุจเฉทไปนานและ ทนคางเหลืองอยู่ได้ตั้งนาน"

เลือกเอาครับว่าจะทนตายแบบควายหรือจะดับสังสารวัฏแบบอริยะ

No comments:

Post a Comment