Saturday, February 9, 2013

เครื่องรางของขลังและพุทธานุภาพที่แท้จริง

ชาวพุทธส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับความเชื่อมาตั้งแต่เด็กๆว่า ถ้ากลัวผีให้แขวนพระเครื่อง หรือเครื่องรางของขลังจะกันผีได้ เพราะมีอำนาจแห่งพุทธคุณอยู่ หรือให้เข้าวัด แล้วผีจะตามเข้าไปไม่ได้ หรือผีกลัวน้ำมนต์ ฯลฯ

สิ่งที่อยู่ในเครื่องรางของขลัง รูป เหรียญ วัตถุมงคลทั้งหลายนั้นไม่ใช่อำนาจพุทธคุณหรือพุทธานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าหรอกนะครับ แต่เป็นพลังงานอย่างอื่น เช่น พลังสมาธิ พลังกสิน พลังฌาน ฯลฯ ที่ผู้ปลุกเสกหรือผู้กระทำ ได้ทำพิธีเพื่ออัดพลังเหล่านี้เข้าไป จนทำให้ดูเหมือนของศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ภูติผีเกรงกลัว แต่...

พระพุทธเจ้าท่านมาโปรดสรรพสัตว์ ไม่ใช่ทำให้สรรพสัตว์เกรงกลัวนะครับ

พุทธานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าและองค์มหาบารมีทั้งหลายนั้นมีไว้เพื่อคลี่คลายปวงสัตว์ให้คลายออกจากทุกข์เท่านั้น ไม่ได้มีอานุภาพแห่งการทำลายหรือกักขังหน่วงเหนี่ยวภูตผีปีศาจตามที่เข้าใจผิดๆกันแต่อย่างใด

พระพุทธเจ้าท่านทรงโปรดสรรพสัตว์ทุกชั้นภูมิ ตั้งแต่ เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน สัตว์นรก ไปจนถึงพรหมโลก ไม่เลือกภูมิ ไม่กีดกันชั้นภูมิไหนในการเข้าถึงสัจธรรม เพียงแต่พระพุทธองค์ทรงให้ธรรมอันเหมาะสมแก่แต่ละชั้นภูมิ เช่น เหล่าอบายภูมิ นั้นเวทนาจัด ไม่สามารถรับสัจธรรมตรงๆได้ ฟังก็ไม่เข้าใ พระองค์ท่านก็นำขอขมากรรมและให้มีส่วนร่วมในบารมีธรรมของท่าน รับบุญบารมีเพื่อชดใช่ของเก่า ให้สามารถเลื่อนภูมิขึ้นมาได้เร็วขึ้น พอพ้นไปจากอบายภูมิแล้วจะได้เจอท่าน ได้มีโอกาสคลี่คลายพ้นจากทุกข์ในกาลต่อๆไป อย่างนี้เป็นต้น

เหมือนที่วัดร่มโพธิธรรมนั่นแหละครับที่มีทุกชั้นภูมิอยู่ในวัด ไม่จำกัดว่าให้แค่ภูมิสูงเท่านั้น เพราะในวัดมีแต่อานุภาพแห่งการคลี่คลายสังสารวัฏ

รูป เหรียญ วัตถุมงคล เครื่องรางของขลังทั้งหลาย พอเข้าเขตวัดร่มโพธิธรรม พลังที่อัดเอาไว้ตอนปลุกเสกก็จะคลายสลายหายไปหมด กลายเป็นวัตถุธรรมดาไม่ต่างจากก้อนหินก้อนดินทั่วๆไป เพราะพลังงานในวัตถุเหล่านี้นั้นได้ก่อกรรมกับภพภูมิต่ำเอาไว้มาก ไปไหนมาไหนก็ทำให้เขาร้อนจนต้องหนี พลังแห่งพุทธานุภาพจึงสลายพลังงานเหล่านี้ทิ้งจนหมด ไม่ให้เกิดการเบียดเบียนภูมิอื่นได้อีก บางท่านที่มีอภิญญาตาทิพย์จึงเห็นมีเหล่าอบายภูมิอยู่ในวัดแล้วก็เอาไปพูดไม่ดีว่า มีเปรต มีอสุรกายอยู่ในวัด โดยที่ไม่รู้ว่าหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านโปรดหมดนั่นแหละ ไม่ได้กีดกันให้ภูมิต่ำเข้าวัดเหมือนที่อื่นๆ

ถ้าวัตถุมงคลหมดสภาพแล้วทีนี้จะเอาอะไรไว้ป้องกันตัวล่ะ?

ก็ไม่ต้องป้องกันอะไรหรอกครับ ผู้ที่ฟังสัจธรรมจนคลี่คลายแล้ว ก็ให้หยาดน้ำบ่อยๆ ขอขมากรรมบ่อยๆ ให้พระภูมิเจ้าที่ในสถานที่ต่างๆได้น้อมขอขมากรรมตาม ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ให้หรือผู้โปรดไปโดยอัตโนมัติ ไปไหนก็ไม่อันตรายหรอกครับ ยกเว้นแต่เจ้ากรรมนายเวรถึงตัวก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งก็ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะไม่มีใครหนีวิบากกรรมพ้นอยู่แล้ว จะไปกลัวอะไร

และโดยความเป็นผู้ให้ผู้สละนั้นเอง ภูมิอื่นที่ได้รับพุทธานุภาพผ่านน้ำที่หยาดให้โดยน้อมเอาบารมีของพระพุทธเจ้าและมหาบารมีแห่งองค์คุณเบื้องสูงเป็นประธาน ก็จะคลี่คลายไปด้วยกันทั้งหมด ไปที่ไหนเราก็ดำริให้แบบนี้บ่อยๆ มันก็จะเป็นการเชื่อมบารมีให้ถึงกัน ไม่มีใครมาทำอันตรายเราหรอกครับ มีแต่เขาจะอนุโมทนาด้วย และผู้โปรดสรรพสัตว์จริงๆ ท่านจะไม่กลัวแม้กระทั่งต้องลงไปโปรดในนรกแม้แต่น้อย

สำหรับภพภูมิต่ำที่เขามาปรากฏกายหรือส่งสัญญาณบางอย่างให้เรารู้ถึงความมีอยู่ของเขา ก็เพราะเขากำลังขัดสนข้นแค้น อึดอัดขัดเคืองในสถานะอันบีบคั้นของเขา เขาเหล่านั้นไม่ได้ตั้งใจจะมาหลอกหรือทำอะไรเรานะครับ เขาเพียงแค่มาขอส่วนบุญ เราก็หยาดน้ำให้ไป ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ให้หยาดน้ำอยู่เสมอๆ เช่นที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่มีเวทนาจัด จิตญาณที่ทุกข์ทนเวียนว่ายอยู่ในนั้นไม่ไปไหนก็เยอะ ถ้าใครมีโอกาสก็ไปหยาดน้ำคลี่คลายเวทนาของเหล่าจิตญาณทั้งหลายที่มองไม่เห็น ก็จะช่วยให้คนในโรงพยาบาลคลี่คลายตามไปด้วยพร้อมๆกัน สถานที่อื่นๆก็เช่น สถานที่ซึ่งมีคนตายบ่อย ตายเยอะ ทางสามแพร่ง ถนนตรงจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ฯลฯ

เมื่อไม่มีวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังแล้ว ก็ไม่ต้องยึดเหนี่ยวอะไร เพราะที่สุดมันก็ยึดไม่ได้ แต่ให้มันว่างจากตัวตนในอะไรๆไปเลย ยอมมันทุกสภาวะการณ์ สถานการณ์ ยอมให้หมดใจ หมดห่วงหมดกังวลกับทุกเรื่อง แล้วมันจะคลายออกจากพันธะ ภาระผูกพันทางใจไปเอง ตรงต่อเนื้อหาแห่งองค์พุทธะไปเอง ว่างไปเอง นิพพานไปเอง ศักดิ์สิทธิ์ไปเอง มีพุทธานุภาพเสียเอง แล้วทีนี้จะต้องกลัวอะไรอีก?

ด้วยเหตุนี้เครื่องรางของขลังวัตถุมงคลทั้งหลายที่สร้างกันมากมายตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ก็ไม่ใช่พุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าเลยแม้แต่น้อย เป็นเพียงเครื่องมือหาเงินในเชิงพาณิชย์และทำให้ผู้คนทั้งหลายยึดติดในรูปเหรียญต่างๆด้วยความงมงายเท่านั้น

ใครที่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมในกรรมแห่งการสร้างวัตถุเหล่านี้ ก็ควรจะขอขมากรรมในส่วนนี้เสียนะครับ

No comments:

Post a Comment