Thursday, February 7, 2013

เลิกอนุรักษ์พันธุ์สัตว์

นักอนุรักษ์สัตว์ทั้งหลายอ่านหัวข้อแล้วคงตกใจ โดยเฉพาะกลุ่ม PETA ที่ชอบแก้ผ้าถ่ายรูป 555

ความเป็นสัตว์นั้นคืออย่างไร?

ความเป็นสัตว์นั้นไม่ใช่แค่การกำเนิดขึ้นในภูมิเดรัจฉานอย่างที่เข้าใจกันนะครับ ความเป็นสัตว์นั้นก็คือความดิ้นรนไปบนความหลง ไปบนตัณหาความยึดติด ความดิ้นหนีทุกข์ วิ่งหาสุข อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าความเป็นสัตว์ครับ

โดยนิยามแบบนี้ไม่ว่ามนุษย์ เทวดา หรือสัตว์ทั้งหลายในอบายภูมิก็สามารถเป็นสัตว์กันได้ทั้งนั้น

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านจึงบอกว่าไม่ต้องดิ้นหนี ดิ้นสู้อะไรทั้งนั้น "ไม่"อย่างเดียว ไม่ต้องไม่ตั้ง มันก็ออกจากความเป็นสัตว์แล้ว

แล้วอะไรเล่าที่ทำให้เกิดความเป็นสัตว์?

ก็ตัณหาในทุกๆอย่างนั่นเองที่ทำให้เกิดการดิ้นรน ดิ้นหนี ดิ้นสู้ ไขว่คว้าในสิ่งที่ตนรักตนชอบ ในสิ่งที่ให้ความสุข ผลักไสในสิ่งที่ทำให้ทุกข์ คับแค้นขัดเคือง ซึ่งกระบวนการอันไม่รู้จบของการดิ้นรนเพื่อหนีทุกข์หาสุขนั้นเป็นตัวก่อให้เกิดทุกข์โดยตัวมันเอง เพราะทุกครั้งที่ได้ความสุขมามันก็มีทุกข์แทรกอยู่เสมอ

ดังนั้นการดิ้นรนไปบนตัณหาก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ยืนอยู่บนกระทะเหล็กร้อนๆ ซึ่งได้แต่กระโดดเหย็งๆ หนีความร้อนได้ชั่วขณะสั้นๆ ทั้งๆที่แค่กระโดดออกมาจากกระทะก็จบแล้ว

กระบวนการดิ้นรนแสวงหาความสุขนี้เองที่มีผลลัพธ์เป็น "สูญ" ตลอด ภาษาการพนันเรียกว่า "เจ๊า" ตลอด เพราะสุดท้ายก็ไม่มีใครได้ใครเสียอะไรจริง มันก็เป็นความที่หลงไปเองทั้งนั้น

ดังนั้นผู้ปฏิบัติธรรมที่ต้องการแสวงหาทางพ้นทุกข์ก็ให้เข้าใจเสียใหม่ด้วยว่า สุข ทุกข์อันเป็นธรรมคู่นั้น มีขึ้นมาได้ก็เพราะตัณหาอุปาทานความยึดติด ความหลงให้ค่าให้ความหมายในสิ่งต่างๆนั่นไปเอง

เมื่อเข้าใจให้ตรงอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปยึดอะไร เพราะสรรพสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่พบ-พรากกันตลอดเวลา ยึดอะไรก็ยึดไม่อยู่แม้แต่อย่างเดียว

การที่จะไม่ยึดอะไรเลยนั้น มันก็เป็นการฝืนจริตความเป็นสัตว์ในตัวอย่างมาก เพราะถ้าไม่ยึดอะไรแม้แต่อย่างเดียว ตัวตนของเรามันก็จะรู้สึกเคว้งคว้าง อ้างว้าง ไม่มั่นใจ ไม่อบอุ่นใจ โดยหารู้ไม่ว่าต้นทุนในการที่จะยึดเกาะอะไรให้เกิดความอุ่นใจนั้นก็คือความหวั่นไหวในใจและนำมาซึ่งความทุกข์ในที่สุด

ทั้งนี้ก็เพราะ ลึกๆแล้วทุกคนรู้หมดว่า มันก็ยึดถืออะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว รู้ได้เองก็ตอนที่เสียมันไป แต่ก็ยังยอมแลกด้วยการหาที่ยึดเกาะใหม่ๆต่อไปไม่รู้จบ ซึ่งก็หมายความว่าความหวั่นไหวในใจก็จะไม่รู้จบ ความทุกข์ก็จะไม่รู้จบตามไปด้วย

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหรือการภาวนาก็เหมือนกัน มันก็แค่เปลี่ยนจากการยึดเกาะสภาวะทางโลกอันร้อนรนมาเป็นการยึดเกาะสภาวะทางธรรมที่เย็นกว่าก็เท่านั้น พอพักด้วยการปฏิบัติธรรมเสร็จก็ไปเกาะสภาวะที่ร้อนรนอีก สลับกันอย่างนี้ต่อไปไม่สิ้นสุด

การภาวนาจึงไม่ใช่การยุติความเป็นสัตว์อย่างที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเอาไว้ในสัจธรรมสูงสุดที่ว่า

ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว
ทุกอย่างมันไม่มีอะไรติดพันกับอะไรอยู่แล้ว
ทุกอย่างมันไม่มีอะไรคงสภาพได้จริงอยู่แล้ว
และทุกอย่างไม่มีตัวตนจริงอยู่แล้ว

โดยรหัสนัยที่ไม่มีอะไรเป็นอะไรกับอะไร หรือเพื่ออะไรอยู่แล้ว สิ่งต่างๆที่เราเห็น เราได้ยิน เราสัมผัสจริงๆก็ไม่มีความหมายหรือเป็นอะไรจริงๆอยู่แล้ว ก็สรุปได้อย่างเดียวคือ ยึดอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ต่อให้จะใช้เวลาในสังสารวัฏอีกยาวนานเท่าใดเพื่อหาวิธียึด มันก็ยึดไม่ได้

แล้วจะยึดเอาไว้หาอะไรเล่า ในเมื่อไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทุกคนก็ต้องละทิ้งความเป็นสัตว์และจบให้ตนเองอยู่แล้ว จบตอนนี้หรือจบชาติหน้ามันก็ไม่ต่างกันหรอก เพราะไอ้ความอยากได้อยากมีนั้นมันเติมไม่เคยเต็มอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องเผชิญหน้ากันความอาลัยอาวรณ์ในความเป็นตัวตนในความเป็นสัตว์อยู่แล้ว ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป หนีไม่พ้น เลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นก็เด็ดขาดเสียเลย เลิกอาลัยอาวรณ์เสียเลย ไม่ต้องเสียดาย ให้มันจบเลย ฉับพลันทันที ใจก็ไม่ต้องไปเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งอะไรให้อุ่นใจให้หวั่นใจให้วังเวงอีก

ก็ความเป็นสัตว์ในตัวเอง ตัวตนในตัวเองไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้ลำบากลำบนแสวงหาทางพ้นทุกข์ไปทั่ว พอเจอสัจธรรมแท้ๆแล้วก็ยังลังเล ยังอาลัยอาวรณ์ตัวตนอีก ก็ลองทิ้งความเป็นสัตว์ในตัวดูมันสักที ลองข้ามโคตรปุถุชนดูมันสักที ให้มันแจ้งด้วยตัวเองไปเลยว่า การพ้นจากทุกข์มันเป็นอย่างไร

เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีสัตว์หมู่ใดจะแจ้งตรงต่อเนื้อหานิพพานด้วยการคิดปรุงแต่งเข้าใจนิพพานเอาเองครับ ก็ที่เข้าใจเอาตามนึกตามคิดน่ะมันเป็นเพียงแต่ทิฏฐิล้วนๆ ไม่ใช่นิพพานเสียหน่อย

No comments:

Post a Comment