Saturday, February 9, 2013

กรรมขึ้นหิ้ง

ในชีวิตปกติของคนๆหนึงคงจะเรียงลำดับประมาณนี้ครับ

เกิดและเติบโตขึ้นมาร่ำเรียนหนังสือ เรียนให้สูงๆ เก่งๆ จบมาก็หางานทำ หรือเป็นเจ้าของกิจการที่ประสพความสำเร็จ มีเงินมีทอง มีชื่อเสียง มีครอบครัว มีลูกมีหลานเต็มบ้านเต็มเมือง สะสมเงินสำหรับเลี้ยงตัวเองตอนเกษียณ สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และแก่ตายในอ้อมกอดของคนในครอบครัวอย่างอบอุ่น

มีใครได้แบบนี้มั่งไหมเนี่ย?
ถามใหม่...
มีใครที่ได้แบบนี้โดยที่ไม่ต้องทุกข์ยากเลยบ้าง?

ไม่มีนะครับ ในความเป็นจริงแล้วมันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ หรือขาดหลายๆอย่าง หรือไม่มีอะไรที่ว่ามาเลยก็มี เรามักจะเริ่มต้นชีวิตอย่างมั่นใจ แต่ผลลัพธ์ไหงกลับกลายเป็นตรงกันข้ามไปได้ บางคนได้อย่างที่หวังก็หลงกันเข้าไปอีก

พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ว่าเรื่องกรรมเป็นเรื่องอจิณไตย มันลึกลับซับซ้อนเกินกว่าจะเอามาพูดคุยกัน หรือคาดเดาผลลัพธ์ได้ ถ้ามันจะคาดเดาได้มันก็ต้องทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปเพื่อที่จะให้ได้ผลอย่างที่คาดหวัง ซึ่งหลายๆครั้งก็ไม่เป็นไปดังหวัง...แล้วไงล่ะ

มันก็ต่อกรรมไม่จบไม่สิ้นนั่นแหละ เป็นรายการสู้แล้วรวยชนิดถ่ายทำกันไม่มีตอนจบ เดี๋ยวเหี่ยว เดี๋ยวเด้ง ข้ามภพข้ามชาติไม่รู้จบ ยิ่งกว่าวิ่งร้องเพลงข้ามภูเขาในหนังอินเดียเสียอีก

และชีวิตของมนุษย์นี่แหละกรรมล้วนๆ ฝันล้วนๆ ไอ้ที่เราเดินสวนกันไปมาทั้งหมดนี่แหละอยู่ในความฝันที่เราสร้างมันขึ้นมาเองแบบไม่รู้ตัว ฝันกันไปหลายแสนหลายล้านรอบก็ยังไม่รู้ตัว ละเมอตลอด ต้องให้พระพุทธเจ้าท่านลงมาสรุปให้ ให้ตื่นออกจากฝัน ออกจากความเป็นสัตว์ ออกจากความเป็นภพภูมิ แต่คนจำนวนมากก็ยังดันทุรังสู้ประมาณว่า ในชีวิตนี้ขอกูขึ้นหิ้งสักครั้งเถอะวะ หิ้งไหนก็ได้ ชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ ฯลฯ ไม่เว้นแม้แต่คนที่เดินทางธรรม

ขึ้นหิ้งแล้วมันเป็นยังไงเล่า พอขึ้นหิ้งมันก็ลงยาก ลงจากหิ้งได้ส่วนใหญ่ก็ด้วยความไม่เต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นหิ้งทางโลกหรือหิ้งทางธรรม ก็นะ มันขึ้นหิ้งแล้วตัวกูมันก็ใหญ่ขึ้น โกยมากขึ้น พอมีมากๆก็ต้องมีลูกมีหลานสืบต่อวงศ์ตระกูล เรียกว่าเอาสังสารวัฏมาสืบต่อสังสารวัฏไปเรื่อยๆ เอาอนิจจังมาสื่อต่อความเป็นอนิจจังไปเรื่อยๆ หวังว่ามันจะยั่งยืน ยืนยาว ชีวิตมันจึงเหมือนการเล่นเก้าอี้ดนตรีนั่นแหละ พอเพลงเริ่มทีก็มานั่งกังวลว่า กูจะมีเก้าอี้นั่งมั๊ยว้า หรือเหมือนเล่นมอญซ่อนผ้า ที่ทุกคนก็กังวลว่าวงศ์ตระกูลจะมาฉิบหายในมือกูหรือเปล่า

ถ้าโชคดีประสบความสำเร็จ พอตายลงก็ได้ขึ้นหิ้งให้ลูกหลานกราบไหว้ วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ คือมันพยายามจะขึ้นหิ้งตลอด

ถามว่าไอ้ที่สู้เพื่อให้ได้มานั้นมันของแท้แล้วหรือ ถ้าเป็นของแท้มันก็ควรจะยั่งยืนจริงๆสิ เป็นอมตะนิรันดร์กาลไปเลย แต่นี่มันไม่ใช่ไง มันก็แล้วๆไปทั้งนั้น จะบ้ายึดอะไรอยู่ ยึดเข้าไปแล้วมันเครียดไหม ต่อสู้กับทุกสิ่งด้วยความเครียด เพียงเพื่อจะมีสักช่วงระยะเวลาหนึ่งที่กูจะได้เป็น somebody ขึ้นมา

จริงๆมันก็ไม่ต่างกับการสำเร็จความใคร่นั่นแหละ พอเสร็จแล้วมันก็ว่างเปล่า หมดความหมายไปเอง แล้วก็ดิ้นรนที่จะแสวงหาใหม่ จริงไหมเล่า

เมื่อเป็นแบบนี้มันก็ดันไปข้างหน้าเรื่อย ดังนั้นไม่ต้องไปให้ค่าหรอกใครรวยกว่าใคร ใครสบายกว่าใคร มันก็สังสารวัฏทั้งนั่นแหละ มันก็นรกทั้งนั้นแหละ สบายก็สบายกว่าชั่วคราว มันก็ผลัดกันไปคนละทีสองทีกับสิ่งที่มันชั่วคราวนั่นแหละ เราพยายามขึ้นหิ้งที่ไม่เคยมีจริงแบบนี้มากี่ภพกี่ชาติแล้ว?

เอาเป็นว่าถ้าเอาศพของคนหนึ่งในทุกภพทุกชาติที่เราเคยเกิดแล้วตายมากองรวมกัน มันคงจะใหญ่กว่าพื้นที่ประเทศไทยแน่ๆ ชีวิตมันก็คือการทำซ้ำแบบไร้ความหมายนั้นแหละ แล้วจะหาความหมายไปทำไม ความหมายทั้งหมดมันก็อยู่บนความหลงนั่นแหละ

อย่าไปให้ค่าอะไรกับชีวิตมากนักเดี๋ยววนยาว มันไม่ใช่แม้กระทั่งชีวิตอยู่แล้ว มันแค่มายากรรมเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปจริงจังอะไรกับมัน เพราะถ้าจริงจังมากเกินไปมันก็จะกลายไปเป็นเรื่องของการบำเรอกิเลสหมด

แล้วถามว่ากิเลสมันเคยพอซะที่ไหน? จริงไหมครับ

No comments:

Post a Comment