Saturday, February 9, 2013

อุปาทานมวลรวมนานาชาติ

ตั้งชื่อบทความล้อเลียน GDP ซะหน่อย จะได้รู้ว่ามันอุปาทานหมู่กันทั้งโลก มันถึงได้ทุกข์เข้มข้นขึ้นทุกวันๆ

อุปาทานมวลรวมในที่นี้ก็หมายถึงค่านิยม กระแสความนิยม ไปจนถึงมาตรฐานอะไรทั้งหลายนั่นแหละ

ค่านิยม และ กระแสความนิยม นั้นเป็นอุปาทานที่เกิดขึ้นช่วงเวลาหนึ่ง จะสั้นหรือยาวกแล้วแต่ว่ากระแสมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อุปาทานแบบนี้ไม่เป็นทางการ แต่กับคำว่ามาตรฐานซึ่งถือว่าเป็นอุปาทานอย่างเป็นทางการนี่ก็ทำให้คนเราทุกข์ได้ไม่น้อยหน้าอุปาทานตามกระแสทีเดียว

ซึ่งถ้าสังเกตดูจริงๆ เราจะติดอยู่กับคำว่ามาตรฐานตลอดเวลา จะตัดสินอะไรก็ตัดสินกันที่มาตรฐาน อะไรๆก็ต้องได้มาตรฐาน แม้กระทั่งกับสัจธรรมมันก็ยังต้องมีมาตรฐาน มีนั่งสมาธิไหม มีเดินจงกรมไหม มีสวดทำวัตรเช้าเย็นไหม มีถือศีลไหม มีส่งการบ้านไหม มีฤทธิ์ไหม เอามันเข้าไป ก็เห็นทำตามมาตรฐานได้เยอะแยะ แต่ทำไมยังทุกข์อยู่เล่า ก็เพราะมันไม่ใช่สัจธรรมนั่นไง

ทุกวันนี้ผู้คนมากมายไปติดอยู่ตรงนี้แหละ ติดแบบแผน วิถี วิธีการ ติดความเป็นคามอยู่ ตัวชี้วัด ตัววัดผล ติดรูปลักษณ์ว่ามาทางธรรมแล้วต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ไปทางโลกแล้วต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

พอมีมาตรฐานขึ้นมาในใจแล้วก็ มัวแต่ไปสาละวนตัดสิน ให้ค่า ตัดสินตัวเองบ้าง ตัดสินคนอื่นบ้าง คนนี้ตรงสัจธรรมบ้าง คนนี้ไม่ตรงสัจธรรมบ้าง พอตัดสินแล้วก็เข้าไปยึด ทั้งๆที่ไม่ว่าอะไรมันก็ชั่วคราวอยู่แล้วทั้งหมด ยึดก็ยึดไม่ได้ บางทีก็เผลอไปแอบตัดสินพระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์เป็นกรรมขึ้นมาอีก

ทุกชีวิต ทุกดวงจิต ดวงวิญญาณนั้นก็ล้วนแล้วแต่มีกรรมเป็นของตน และกรรมของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเลย แล้วจะเอาอะไรไปเหมือนกันได้อีกเล่านอกจากอุปาทานไปเอง อุปาทานที่มีร่วมกันหมู่มาก มันก็จะพาไปทำกรรมคล้ายกัน เสวยกรรมคล้ายกัน แล้วอุปาทานของคนหมู่มากในทุกวันนี้ก็มีแต่จะทำให้หลง หลงทำกรรมสร้างกรรมไม่รู้จบ ก็ลองไปดูสิ จบได้ไหม

ก็ไอ้ที่ดิ้นรน ร้อนรนเพื่อที่จะมีจะเป็น นี่มันไม่ใช่เพราะไปยึดเอาตามมาตรฐานของคนหมู่มากหรอกหรอกรึ อยากมีไอ้นั่นไอ้นี่เหมือนคนอื่นเขา ดิ้นรนเข้าไปเมื่อไหร่ก็ทุกข์ก็ร้อนเมื่อนั้น แต่ก็ยังเต็มใจดิ้นรนเพื่อที่จะให้ได้มาในสิ่งชั่วคราวไม่รู้จักจบสิ้น แล้วคนส่วนใหญ่น่ะ ไปดูเขาสิว่ามันทุกข์ไหม คนที่มีรถมีทรัพย์สินเขาก็ทุกข์เหมือนกัน ไม่มีใครดีกว่าใคร ดังนั้นก็ไม่ต้องไปฟังหรอกนะไอ้คำโฆษณาว่าจะสินค้านี้หรือบริการนี้จะทำให้คุณเป็นคนพิเศษ มีสิทธิพิเศษกว่าใคร เพราะมันก็ต้องดิ้นรนจ่ายเงินค่าความพิเศษนั่นแหละ แล้วไอ้ที่พิเศษเนี่ย นักโฆษณามันเป็นคนบอกเราว่าพิเศษ แล้วจะไปเชื่อมันเหรอ มันก็แค่กลยุทธหลอกขายของเท่านั้นเอง มันจะมีใครที่พิเศษกว่าใครได้อีก เพราะสุดท้ายตายเหมือนกันหมด ดินกลบหน้าเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะมีลูกหลานอีกกี่รุ่นมาสืบทอดความพิเศษก็ต้องตายเรียบไม่เหลือหลอ ดังนั้นคุณค่าอะไรที่ไปยึดว่าดีว่าพิเศษนั้นมันก็ไม่จริง

ถ้าทุกอย่างที่อยากได้อยากมีเป็นของจริง แล้วทำไมความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้นๆก่อนจะได้มากับความรู้สึกที่ได้มาแล้ว มันถึงลดลง จืดจางลง ก็เพราะทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องชั่วคราวหมดนั่นไง เหมือนกันหมด ต่อให้สิ่งนั้นเลิศเลอมีคุณค่ามากเพียงใด คุณค่าของมันก็เป็นเพียงอุปาทานชั่วคราวเท่านั้น จะไปหาสาระอะไรจากมันไม่ได้เลย

ทุกอย่างในโลกในสังสารวัฏนี้มีลักษณะที่เป็นธรรมชาติเหมือนกันหมด คือมันก็เปลี่ยนแปลงของมันเองอยู่แล้ว เสื่อมไปโดยตัวมันเองอยุ่แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนจริงอยู่แล้ว ไอ้ที่เป็นตัวเราขึ้นมามันก็แค่แรงอุปาทานชั่วคราวเท่านั้น หมดแรงอุปาทาน หมดแรงกรรมก็ตายลง ดังนั้นมันก็ไม่มีอะไรที่มีค่ากว่าอะไรหรอกท่านทั้งหลาย

ก็เลิกเสียเถอะค่านิยมในอะไรทั้งหลายอันเป็นมายาจัดตั้งจากคนที่มันก็ยังไม่พ้นทุกข์เหมือนกัน เพราะมันก็ทำให้ทุกข์ไปเรื่อยไม่รู้จบ เสร็จแล้วก็ตายกันหมด แต่สังสารวัฏดันไม่จบ เหนื่อยฟรีเหมือนกันหมด ทุกภพทุกชาติ โมฆะทุกเรื่องอยู่แล้วตลอด จะเกิดอีกกี่ชาติจะแก้มืออีกกี่ครั้งก็โมฆะตลอด

ก็ให้มันหมดความดิ้นรน ไม่ต้องหลงไหลไปตามกระแสโลก เพราะคนส่วนใหญ่ในโลกก็สังสารวัฏนั่นแหละ จะเอาใครมาเป็นไอดอลเป็นแบบอย่างได้อีกเล่า มันก็สัตว์เหมือนกัน เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏเดียวกันทั้งนั้น จะดิ้นรนหาบทสรุปแห่งความสุขมันก็ไม่มีหรอก ชั่วคราวแล้วก็เสื่อมไปทั้งนั้น เพราะสุดท้ายไอ้ความดิ้นรนแสวงหาความสุขเองนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของสังสารวัฏไปเสียเอง เป็นจุดเริ่มต้นของความวกวนทุกข์ทนทั้งหมดทั้งมวลนั่นเอง

ก็ให้จบโดยตัวมันเอง จบ"เรา"ที่ซ้อนลงในอะไรๆ ไม่ต้องซ้อน"เรา"ลงไปแม้กระทั่งตัณหาที่เกิดขึ้น แล้วทุกอย่างก็จะจบไปเอง ทุกข์โทษสาละวนทั้งหลายก็จะจบตามไปเองทั้งหมด

No comments:

Post a Comment