Saturday, February 2, 2013

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ดับทุกข์

อ่านไม่ผิดหรอกครับ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ดับทุกข์ ถูกต้องแล้วครับ

นี่แสดงว่าคนเข้าใจกันผิดหมดเลยหรือไง?

ใช่ครับ เข้าใจผิดกันหมดเลย กับแค่คำๆเดียวนี่แหละ

นัยยะของการดับทุกข์ที่พูดๆกันนั้น ทำให้ทุกคนเข้าใจว่า ทุกข์นั้นเหมือนไฟที่ต้องใช้น้ำดับ เพราะทุกข์เป็นของร้อน ต้องเอาเย็นดับ ซึ่งคำว่าดับทุกข์นี้ ยังสื่อนัยยะของพระนิพพานว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่พ้นไปจากสังสารวัฏ พ้นไปจากทุกข์จริงๆ และด้วยความเข้าใจแบบนี้ก็ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะพระ ชี ฆราวาส ที่เข้าใจตามนัยนี้ ต่างก็กระเสือกกระสนที่จะไปนิพพาน เข้านิพพาน เพื่อหนีไปที่ๆไม่มีทุกข์กันทั้งนั้น

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าทุกข์นั้นเกิดจากโมหะอวิชชา ความหลงไปบนโลกทั้งโลกที่เป็นสิ่งสมมติ หลงว่ามันมีจริง แล้วก็ไปยึดติดมัน ยึดติดในผัสสะ อายตนะว่าเป็นจริง ยึดว่าสิ่งที่ตนสัมผัส สิ่งที่ตนเห็นเป็นความจริง เป็นของจริง เป็นเรื่องจริง ทั้งๆที่โดยความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกในจักรวาลนี้เป็นเพียงธาตุและพลังงานที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป กระทบกระแทกกัน เกิดการรวมตัวและแตกแยกออก เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

ทีนี้พอมี "ตัวกู" เข้ามาดู เข้ามารู้ เข้ามาเห็นในสภาวะต่างๆ ต่างคนต่างเห็น หลายๆกูเข้ามันก็เห็นสภาวะเหมือนๆกัน แต่จะคุยกันได้ก็ต้องผ่านทางภาษาพูด มันก็เลยบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเรียกสภาวะนั้น สภาวะนี้ เสร็จแล้วก็ไปยึดมัน พอไปยึดในสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลง หรือแบบที่คนทั่วไปทำๆกันก็คือไป "คาดหวัง" กับสิ่งที่มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว และมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา มันจึงเกิดทุกข์ขึ้นที่ใจ ในที่สุดก็กระเสือกกระสนหาที่ๆคิดว่าจะยึดเกาะได้อย่างอุ่นใจ...แต่ไม่มี

เนื้อหาสัจธรรมที่แสดงเอาไว้ในอริยสัจ 4 นั้น จึงไม่ใช่การดับทุกข์ครับ แต่เป็นการล้างความหลงอันเป็นเหตุแห่งทุกข์หรือสมุทัยออกไปเสีย ก็จะได้รู้เห็นตามความเป็นจริงว่า พอมันไม่ยึด ไม่หลง ใจมันก็ไม่ยึดกับสภาพอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดไปเอง ไม่เข้าไปมีความหมายกับอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดไปเอง ทุกข์ก็หมดความหมายไปเอง พอทุกข์หมดความหมาย ความสุขอันเป็นของคู่กับทุกข์ก็หมดความหมายไปด้วย ที่เรียกว่านอกเหนือทุกข์นอกเหนือสุขนั่นเอง

ที่ต้องเน้นว่า "ไปเอง" นั้นก็เพราะว่าเมื่อความหลงดับลง ทุกอย่างมันก็จะเป็นไปของมันเอง

เมื่อความหลงหมดแล้ว แต่ยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ ธาตุขันธ์นั้นก็จะเหมือนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ขันธ์ดำรงอยู่แต่เหมือนไม่มี เพราะไม่มีจิตที่จะ"หลง"ไหลเข้าไปยึดในธาตุขันธ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบก็ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่คงที่

และเมื่อยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ ก็สามารถมีความเจ็บป่วย มีการบาดเจ็บได้เหมือนคนทั่วไป รู้สึกเจ็บได้ ปวดได้ แต่ใจที่ไม่มีความหมายอะไรกับอะไรแล้วทุกอย่างแม้กระทั่งทุกข์ การเจ็บไข้นั้นก็ไม่มีความหมายในความเป็นทุกข์ไปด้วย ใจมันจึงไม่ทุกข์ตามความเจ็บป่วยนั้น นี่คือการดับลงของความหลง หรือสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ที่ตรงตามเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ

แต่เมื่อใดก็ตามที่เข้าไปสอนกันให้ "ดับทุกข์" มันจะทำให้เกิดภาพในใจแบบที่มีตัวเราไปทุกข์ มันก็จะไปมีตัวตนเข้าไปดับ คือแยกรูป แยกนาม แยกกายกับจิตให้ออกจากกัน

พอจิตนั้นมีอยู่เกิดอยู่ตลอดเวลาแต่ถูกบังคับ(ฝึก)ให้เกิดเป็นสติแทนที่จะเกิดเป็นจิตรับรู้ความรู้สึกตามธรรมชาติ กายที่มันทุกข์ก็จะถูกแยกออกไปต่างหาก เวทนาที่มีอยู่ก็จะถูกแยกออกไปต่างหาก จิตมันจะเห็นว่าทุกข์ไม่ใช่เรา แต่ไอ้ที่เข้าไปเห็นนั้นคือตัวเรา(จิต)ที่ยังมีโมหะอวิชชาครอบงำและเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ตลอดเวลา ดังนั้นจิตมันจะยังเห็นว่ายังมีทุกข์อยู่แต่ถูกแยกออกไปแล้ว ต้องใช้กำลังในการดำรงสติเอาไว้เพื่อแยกทุกข์ออกไปตลอดเวลา เป็นการแยกขันธ์ออกจากกัน ซึ่งวิธีการฝึกแบบนี้ก็ยังไม่สามารถแจ้งในความเป็นจริงด้วยว่า "จิตไม่ใช่เรา"

ด้วยเหตุนี้การใช้กำลังสติเข้าไปตามดูตามรู้นั้นก็ยังไม่สามารถดับเหตุแห่งทุกข์ได้ เพราะจิตยังหลงคิดว่าจิตเป็นเราอยู่ตลอดเวลา แม้ว่ามันจะเข้าใจแล้วว่าขันธ์ไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็เข้าใจว่าขันธ์อื่นไม่ใช่เรา ส่วนวิญญาณขันธ์นั้นยังมีความหลงครอบงำว่าเป็นตัวเราอยู่โดยไม่รู้ตัว เมื่อไหร่ก็ตามที่เผลอไป มันก็จะเป็นทุกข์ขึ้นมาอีก ด้วยเหตุนี้คนปฏิบัติธรรมถึงได้กระเสือกกระสนดิ้นรนหาทางดับทุกข์กันนัก แต่ก็ไม่เห็นจะดับได้สักคน กำลังสติตกเมื่อไหร่ก็ทุกข์ขึ้นมาอีก มีเพียงไม่กี่คนที่รู้สึกว่ามันตันกับการปฏิบัติแล้วแต่ก็ไปต่อไม่เป็น เพราะไม่มีใครบอกความจริงให้ฟัง

การพ้นจากทุกข์ที่แท้จริงในอริยสัจ 4 นั้น ก็คือ การพ้นจากการยึดติดในความหมายของการเป็นทุกข์ครับ ไม่ใช่การดับทุกข์ การที่จะพ้นจากการยึดติดในความหมายแห่งความเป็นทุกข์ได้นั้นก็ต้องวางขันธ์ ปลงขันธ์ อย่างเดียว ไม่ใช่เข้าไปแยกเอาจิตออกมาจากขันธ์อื่นแล้วบังคับให้มันเป็นสติตลอดเวลาแบบที่ทำๆกัน

การวางขันธ์ ปลงขันธ์นั้นไม่มีตัวเราเป็นผู้เข้าไปวาง เพราะไม่มีตัวเราเข้าไปทำเอา แต่เป็นการละเว้นในการบังคับใช้ขันธ์ ละเว้นในการใช้"เรา" เข้าไปทำ คือ ทุกๆอย่างก็ช่างมัน ปล่อยมัน ให้ทุกสภาวะมันสะท้อนไปตามเหตุและปัจจัยของมันเอง ไม่เอาตัวเราซ้อนเข้าไปบังคับขันธ์ให้เป็นอย่างที่ "เรา" ต้องการ ขันธ์ต่างๆก็จะดำเนินไปโดยอิสระตามธรรมชาติธาตุเดิมของมัน อัตตาตัวตนก็จะค่อยๆลดลงๆ (เพราะงดใช้"เรา") จนเรียบไร้จากตัวตนในที่สุด เมื่อจิตไม่"หลง"ไหลไปตามความยึดติดในสมมติ มันก็จะเป็นการ "รู้เปล่าๆ" ไร้โมหะครอบงำไปบนทุกสภาวะธาตุ สภาวะธรรมที่มันไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว แบบที่พระป่ามักจะชอบพูดว่า "รู้ซื่อๆ" นั่นแหละครับ เพียงแต่ว่า รู้ซื่อๆ นั้นทำเอาไม่ได้ ต้องปลงขันธ์อย่างเดียว

ถ้าเข้าไปปฏิบ้ติ นั่นก็หมายถึงการมีความต้องการหรือเจตนาที่จะบังคับขันธ์ ไม่ว่ากาย ไม่ว่าจิต มันก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากความหลงที่ว่า "จิตเป็นเรา" ได้เลย เพราะมันก็ใช้จิตหลงเข้าไปแยก เข้าไปทำบนความหมายที่มันไม่มีจริงอยู่ตลอดนั่นเอง

การสอนภาวนาที่ผิดๆนั้นเกิดจากทิฏฐิความเห็นของคนสอนอย่างเดียวครับ คิดเอง ตีความเอาเอง ตัวเองยังไม่จบก็ริไปสอนคนอื่น หากยังไม่แจ้งในเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ ไม่ตรงต่อเนื้อหานิพพาน ไม่เข้าใจกลไกแห่งสังสารวัฏจริงๆ ก็จะสอนแบบเอาตัวตนเข้าไปทำตามวิถีของความเป็นสัตว์ตลอด

เมื่อเริ่มต้นอย่างผิดๆ ปลายทางจะถูกได้ยังไงเล่า

No comments:

Post a Comment