Tuesday, February 5, 2013

อย่าเอาตีนคนอื่นมาก่ายหน้าผากตนเอง

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์นั้นมีองค์ประกอบอยู่ 5 อย่างที่เรียกว่าขันธ์ 5 คือ ร่างกาย อารมณ์(ทุกข์ สุข เฉยๆ) ความจำ ความคิด และจิตใจ ซึ่ง 5 อย่างนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในทุกๆคน ถึงแม้ว่ามันจะเหมือนกัน แต่ในโลกเบี้ยวๆใบนี้ เราก็ยังรู้สึกว่า ขันธ์ทั้ง 5 ของเรา ไม่เหมือนกับคนอื่น มันเป็นขันธ์ 5 ที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆ(ฮา)

แต่...กรุณาพิจารณาสมการนี้ให้ดีครับ

5 ขันธ์ = 5 เรื่อง
10 ขันธ์ จะเท่ากับกี่เรื่อง?

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือ เอาแค่ 5 ขันธ์ของเราก็วุ่นวายจนอ้วกจะแตกอยู่แล้วครับ แล้วทำไมเราจะต้องเอาตีนคนอื่นมาก่ายหน้าผากตัวเราด้วย!!

10 ขันธ์นี่ไม่ใช่ 10 เรื่องนะครับ แต่มันล่อเข้าไป 25 เรื่อง ถ้า 15 ขันธ์ก็ 125 เรื่อง คือเอาจำนวนขันธ์คูณเข้าไปครับ ไม่ใช่บวกกันนะ นั่นแหละเราถึงมีเรื่องให้ปวดหัวเพียบ เรื่องราววุ่นวายบนโลกเบี้ยวๆ(ที่กำลังถูกเขย่าไปทั่ว)ใบนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากการเอาตีนคนอื่นมาก่ายหน้าผากตนเองทั้งนั้น พูดง่ายๆว่าตัวเองกลุ้มในเรื่องตัวเองไม่พอ ดันไปเอาเรื่องคนอื่นเข้ามากลุ้มด้วยอีก

และโดยคำนิยามว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม(แปลตรงๆว่าชอบหาเรื่อง) ก็ทำให้เรายิ่งเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องยุ่งๆได้ตลอดเวลา ไมเลือกที่ เลือกเวลา เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราพยายามจะปลีกตัวออกมาจากสังคม แยกตัวออกมาจากหมู่คนที่คุ้นเคย พรรคพวกที่เราคิดว่ามันรักเรา คนที่เราคิดว่าเขารักเรา ก็จะพยายามยัดเยียดพยาธิสภาพของการป่วยเป็นโรคจิต หรือเรียกสั้นๆว่า "บ้า" มาให้เรา หรือขั้นปราณีหน่อยก็เรียกว่า เป็นคนไม่เอาสังคม

หรืออย่างการที่เราไปวัดร่มโพธิธรรม ซึ่งมีคำสอนที่ผิดแผกไปจากวัดอื่น ที่ไม่ใช่ "ทำ" ธรรม สวดภาณยักษ์ ไล่ผี ชิโกวเด็ก(คือไรวะ?) เสกน้ำมนต์ ผูกสายสิณญ์ ปลุกปั้นของขลัง ฯลฯ ก็ถูกหาว่า "หลง" บ้าง "บ้า" บ้าง "ถูกหลอก" บ้าง โดยที่ไม่มีใครคิดจะมาพิสูจน์เนื้อหาคำสอนและอานุภาพของสัจธรรม นอกไปเสียจากเชื่อตามหนังสือพิมพ์หัวสี(ที่มีคอลัมน์พระเครื่องเป็นคอลัมน์ประจำ และมีการประชาสัมพันธ์พิธีกรรมทางศาสนาแปลกๆอยู่อย่างสม่ำเสมอ)ว่ามันเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริง ก็คิดดูแล้วกันว่าใครกันที่ "หลง" มัวแต่นั่งแช่อยู่ในห้องแอร์อ่านแต่หนังสือพิมพ์ถูกๆเล่มละ 10 บาทแล้วก็วาดภาพไปเรื่อย แบบนี้แล้วยังจะเอาตีนคนเหล่านี้มาก่ายหน้าผากอีกเหรอครับ

ไปเสียไกล ย้อนกลับมาที่ ขันธ์ 5 ครับ ใครที่คิดว่า ขันธ์ 5 ของเรามันเป็นเอกลักษณ์ก็พิจารณาใหม่นะครับ ขันธ์ 5 ของทุกคนเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรเป็นเอกลักษณ์ ที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆนั้นก็คือกรรม อุปาทานความยึดติดทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าดีใจไป ยิ่งยึดมากก็ยิ่งมีเอกลักษณ์มาก เอาสิ

เมื่อใดก็ตามที่เรายึดว่ากายนี้ใจนี้เป็นของเรา มันก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นทันที เพราะ กายนี้มันก็มีวันหมดอายุ ใจนี้เราก็บังคับไม่ได้ ซึ่งถ้าเราเป็นเจ้าของมันจริงๆ เราก็ต้องบังคับมันได้สิ เราต้องรู้วันหมดอายุของร่างกายเราสิ

ในเมื่อกายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา การที่เราจะเข้าไปยึดในกายในใจของคนอื่นว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ต้องเป็นอย่างที่ใจเราต้องการ มันก็จะยิ่งกว่ามีปัญหาอีกครับ เพราะการยึดบางสิ่งบางอย่าง หรือคาดหวังกับบางสิ่งบางอย่างที่มันไม่เสถียร ควบคุมไม่ได้นั้น มันก็จะมีแต่ความไม่แน่นอนในผลลัพธ์ที่ตามมา แล้วก็จะตามมาด้วยความทุกข์ การเอาเรื่องคนอื่นมาใส่ใจมันก็ยิ่งทุกข์หนักมากขึ้นไปอีกสิครับ

การแก้ปัญหาก็คือ เลิกเอาตีนคนอื่นมาก่ายหน้าผากเสียสิ ตีนตัวเองก็ไม่เอาเหมือนกัน มันก็จะเบาไปเอง ปัญหามันก็จะไม่มีไปเอง ปัญหาทุกอย่างมีได้ก็เพราะเราแส่ไปยึดเอามันมาเป็นปัญหาน่ะสิครับ ทุกคนล้วนมีกรรมของตัวเอง ล้วนมีทางเดินไปของตัวเองทั้งนั้น ชนิดที่เราไปช่วยอะไรเขาไม่ได้มากนักหรอก เขาก็เขียนบทให้ตัวเองเล่น แม้แต่เราเองก็ยังไม่ยอมหยุดเขียนบทให้ตัวเองล่นเหมือนกัน แล้วจะให้เขาหยุดก่อนเราได้ยังไงเล่า ก็ปล่อยมันไป

ก็โลกใบนี้เป็นไปอย่างที่มันเป็นอยู่แล้ว เหมาะสมดีแล้วในทุกๆสภาวะของมัน ลงตัวอยู่แล้วในทุกๆเหตุการณ์ เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีเหตุและปัจจัยที่เหมาะสมในความเป็นไปของมันอยู่แล้วนั่นเอง จึงไม่มีเหตุที่เราจะต้องไปกลุ้มใจอะไรกับมัน หรือเสียใจ หรือรู้สึกผิดกับมัน ทุกอย่างมันเข้ามาแล้วก็ผ่านไปเองอยู่แล้ว เหมือนรถที่วิ่งไปมาบนถนนนั่นแหละ ใครจะบ้าไปนั่งจ้องนั่งจำ นั่งวิเคราะห์หน้าตาของคนขับรถทุกคนเล่า

ชีวิตมันก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ต้องเอามันมาใส่ใจ ลองไม่อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูละครทีวีที่มีแต่ตบกัน จูบกัน ข่มขืนกันแล้วดันยังมีหน้าอยู่ในบ้านเดียวกันจนจบเรื่อง หรือหยุดเม้าท์เพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมงานดูสักเดือนสิครับ เดี๋ยวคุณก็จะรู้ว่าการไม่เอาตีนของคนอื่นมาก่ายหน้าผากน่ะมันสบายยังไง

ก็ตีนของตัวเองที่อยู่บนหน้าผากน่ะ เอามันลงมาให้ได้ก่อนเถอะ เลิกเบียดเบียนตัวเองก่อน หยุดตัวเองก่อน ไม่มีอะไรต้องกลุ้มกับอะไร ทุกอย่างมันมีทางไปของมันอยู่แล้ว แม้กระทั่งกายและใจของเรา มันก็ไปของมันเรื่อยๆอย่างนั้นเอง ไม่ต้องไปวางแผนหรือพยายามควบคุมอะไรให้มันยุ่งยากอีก เท่านี้ก็พ้นทุกข์แล้วครับ

เมื่อไหร่ที่หยุดเป็น จบเป็น เมื่อนั้นเราก็พร้อมที่จะเกื้อกูลช่วยเหลือคนอื่นไปเอง

No comments:

Post a Comment