Thursday, February 7, 2013

ปัญญา...ชน กับสัจธรรม

หลังจากที่ผมได้ฟังหลายๆท่านสนทนาธรรมกับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ซึ่งผู้ที่สนทนาหลายท่านก็ถือได้ว่าเป็นปัญญาชนที่อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองหลวงทั้งนั้น ผมพบว่าส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มีปัญหากับสัจธรรม แต่มีปัญหากับปัญญาของตัวเองมากกว่า

คนส่วนใหญ่หรือเรียกว่าแทบทั้งหมดนั้น เมื่อฟังธรรมของหลวงพ่อแล้ว ก็มักจะเอาไปเทียบเคียง เปรียบเทียบ เรียบเรียง จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ วิจัย วินิจฉัย โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมที่เคยสั่งสมรับรู้มาทั้งหมด เสร็จแล้วก็เข้าไปติดกับ "ของเก่า" ของตัวเอง ซึ่งมักจะหนักไปในการถามวิธีการปฏิบัติหรือพยายามทำให้สัจธรรมกลายเป็นฮาวทูอย่างง่ายๆ เพื่อที่ตัวเองจะได้ปฏิบัติได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งคำถามว่า แล้วจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันยังไง

จริงๆคำตอบหลวงพ่อนั้นชัดมาก แต่ไม่มีใครอยากจะแน่ใจเพราะคำตอบนั้นมันฟังดูง่ายเกินไป ผิดจริตของสรรพสัตว์ คำตอบก็คือ "ไม่ต้อง ไม่ตั้ง" ไงครับ

และปัญหาที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่สัจธรรม แต่อยู่ที่ตัวคนฟังนั่นแหละ ที่พยายามอย่างมากที่จะเข้าใจธรรมของหลวงพ่อในระดับที่ลึกลงไปกว่าคำพูดง่ายๆไม่กี่คำที่หลวงพ่อใช้ เรียกว่าง่ายๆไม่ ยากๆเอา กลัวตัวเองดูโง่ๆ หารู้ไม่ว่าโง่ๆนี่แหละโว้ย...นิพพาน

ผมเคยถามแม่ว่า ฟังหลวงพ่อเข้าใจมั๊ย
แม่ผมบอกว่า..ทำไมจะฟังไม่รู้เรื่องวะ หลวงพ่อท่านพูดภาษาไทยนะโว้ย (โหย หน้าแหก)

ปัญหาใหญ่ของปัญญาชนก็คือการติดปัญญานั่นเอง ซึ่งก็คือการยึดติดอย่างหนึ่ง บางคนยึดติดแนวทางกรรมฐานเพราะเชื่อว่าเป็นแนวทางที่พระพุทธเจ้าท่านสอน เป็นทางเดียวแห่งการพ้นทุกข์ ซึ่งตัวเองก็ไม่กล้าคิดไปว่า ที่สอนๆกรรมฐานกันอยู่เนี่ยมาจากพระพุทธเจ้าจริงๆหรือปุถุชนคิดและตีความ แล้วสร้างวิธีการขึ้นมาเอง แล้วสอนต่อๆกันมาโดยยกพระพุทธเจ้ามาบังหน้า บางคนยึดติดตรรกวิธี วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์แบบฝรั่งซึ่งเป็นวิธีการศึกษาสัจธรรมที่ผิดครับ เพราะความเข้าใจนั้นไม่ทำให้นิพพาน มันเป็นเพียงการเข้าไปเจริญในสัญญาและสังขารขันธ์เท่านั้น อย่างที่หลวงพ่อบอกนั่นแหละครับ แม้แต่ความเข้าใจก็ไม่ใช่ เพราะนิพพานนั้นมันนอกเหนืออัตตาตัวตน นอกเหนือการทำงานของขันธ์ใดๆ เรียกว่าต่อให้คุณเข้าใจนิพพานตรงมากที่สุดแล้ว คุณก็ยังไม่ตรงต่อนิพพานครับ ยังเป็นกรรมซ้อนอยู่ ก็เพราะไปยึดติดอยู่ตรงความเข้าใจ มันก็ไม่ตรงต่อที่นิพพานอยู่แล้ว (ซึ่งก็คือความไม่ยึดติด) ไง ง่ายมะ

จะเข้าใจสัจธรรมจริงๆนั้น ต้องโยนของเก่าทิ้งลงถังขยะให้หมดครับ(ทิ้งขยะจริงๆครับไม่ได้อุปมา) เคลียร์หัวว่างๆ ฟังตรงๆ ไม่ต้องเปรียบเทียบ ไม่ต้องเอ๊ะอ๊ะอะไรทั้งสิ้น ฟังไปเรื่อยๆ ไม่ต้องตั้งเอากับการฟัง สักวันหนึ่งก็จะเข้าใจเอง เพราะในเทศนาธรรมของหลวงพ่อฯนั้น ท่านจะให้จิ๊กซอว์ (jigsaw) เอาไว้เป็นรายทาง ซึ่งจิ๊กซอว์ทุกตัวนั้นถูกออกแบบและเข้ารหัสเอาไว้แล้วอย่างดี รอเพียงแค่คุณฟังไปเจอเท่านั้นแหละก็จะเข้าใจเอง สว่างเอง แล้วจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปของแต่ละคนนี่ไม่เหมือนกันครับ แต่ทีนี้ไอ้ความเป็นปัญญาชนและคนใจร้อน มันเลยต้องการอะไรที่ง่ายๆเร็วๆ กิเลสเลยลนก้นให้ต้องขวนขวายทำความเข้าใจด้วยตัวเองทันที นัยว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน (เพื่อที่จะเตะเข้าประตูตัวเอง กลับไปงี่เง่าอย่างเดิม)

มีไฟล์เสียงอยู่ไฟล์หนึ่งชื่อ สติอริยะ (ไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คา) ที่ผมฟังกี่ครั้งก็สว่างโพล่ง หรือบทสนทนาธรรมของตัวผมเองกับหลวงพ่อนั่นก็โพล่งเหมือนกัน เพราะเป็นธรรมเฉพาะตัวที่หลวงพ่อท่านให้มา ส่วนไฟล์เสียง "สติอริยะ" นั้นเป็นไฟล์สำหรับผม คือหลวงพ่อบอกว่าฟังไฟล์ไหนแล้วสว่างโพล่งบรรลุฉับพลันก็ไฟล์นั้นนั่นแหละ คือไฟล์นั้นเปรียบเหมือนจิ๊กซอว์ที่เราขาดไปนั่นเอง ต้องฟังไปเรื่อยๆครับแล้วจะรู้เองว่าคำไหนหรือวลีไหนคือรหัสนัยสำหรับเรา

ฟังเทศนาธรรมของหลวงพ่อนั้นต้องปล่อยตัวเองทิ้งไปเลยครับ สัจธรรมจะพาไปไหนก็ปล่อยไปเลย ไม่ต้องฉลาดมาก ไม่ต้องเอาใบปริญญาตรี โท เอก เกียรตินิยม ด็อกเตอร์ มาฟังด้วยไม่เอา โยนทิ้งไปเลย แล้วก็ไม่ต้องไม่ตั้งเอาอะไรกับการฟัง ไม่เอาแม้แต่จุดประสงค์ในการฟัง เพราะถ้าวิธีการฟังสัจธรรมผิดต่อสัจธรรมแล้วล่ะก็ ฟังยังไงก็ไม่เข้าใจเนื้อหาสัจธรรมหรอกครับ

ได้แต่มึน

No comments:

Post a Comment