Tuesday, February 19, 2013

ปฐมเหตุ ที่แดนเกิด

เป็นไงให้มันจ้าเป็นมั๊ย มันไม่เนื่องด้วยตัวมันเองลูก จิตไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง ไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง โพล่งขึ้น โพล่งขึ้น ไม่ใช่พยายามที่มันจะกระจุกอยู่ที่การรู้การเห็นอะไร...ไม่ใช่ ให้มันนอกเหนือรู้นอกเหนือเห็น ถ้าไปกระจุกอยู่ที่แค่ความรู้สึก กระจุกอยู่แค่รู้แค่เห็น มันก็นั่นแหละเค้าเรียกว่ามันจุก อุปาทานตัณหามันจุกอยู่ตรงนั้นแหละลูก...ก็ตัน

ไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง ไม่อยู่แล้ว...ไม่อยู่แล้ว...ไม่อยู่แล้ว ให้มันจ้าออก ไร้ขอบเขตออก ไปกระจุกอยู่ที่อาการรู้ ความรู้สึก มันไม่ใช่นะ นั่นแหละเค้าเรียกว่าอุปาทานมันผนวกเข้าด้วยกันตรงนั้น มันรวมหัวกันนั่นแหละอุปาทาน มันเลยจุก จุก จุก เค้าเรียกว่าติดสตินั่นแหละลูก ที่พากันสร้างสติ...สร้างสติ มันติดสติทั้งนั้นแหละลูก ไม่ใช่สติแบบเชิงแล้วแล้วไป เค้าเรียกมันขาดปัญญา ไม่แล้วแล้วไปมันเลยไปกระจุกอยู่ตรงนั้น กระจุกอยู่ที่ความรู้สึกนั่นแหละ กระจุกอยู่ที่รู้นั่นแหละ มันก็เลยไม่ยิ่งกว่ารู้ซะที มันก็เลยไม่เข้าสู่เนื้อหาตรัสรู้ไง ตรัสรู้คือไม่ติดรู้น่ะ ตัดน่ะไม่ติดน่ะ งั้นถ้าลูกนอกเหนือแดนเกิดได้ โยนี โยนิ คือแดนเกิด คือรู้นั่นแหละ มันเกิดที่รู้นะรู้มั๊ย...มันเกิดที่รู้นั่นแหละ

ถ้าลูกสามารถนอกเหนือแดนเกิดได้ มันก็จบเลย ถ้ามันวนเวียนอยู่แค่แดนเกิด วนเวียนอยู่แค่รู้อยู่นั่นนะ มันก็เกิดๆดับๆ...ดับๆเกิดๆอยู่อย่างนั้นไงลูก เค้าเรียกว่าวนเวียนอยู่กับสภาพของอวิชชา สังขาร หลงปรุง...หลงแต่ง หลงปรุง...หลงแต่ง หลงแต่ง...หลงปรุง อยู่อย่างนั้นล่ะ ไม่อยู่แล้วซิลูก ไม่เนื่องด้วยรู้ ไม่เนื่องด้วยรู้ ไม่เนื่องด้วยเห็น ไม่เนื่องด้วยจิต คลายออกหมด เรียกว่า คลายออกทั้งหมด ถ้าลูกไปดำเนินรู้อยู่ ไปทรงรู้อยู่ มันก็...เค้าเรียกว่าอุปาทานมันจุกอยู่แค่นั้นแหละลูก แค่สติ แค่สมาธิ แค่ญาณ แค่ฌาน มันไม่นอกเหนือ มันไม่ยิ่งกว่า มันก็เลยกลายเป็นวังวน คอยเกิด...คอยดับ เดี๋ยวเกิด...เดี๋ยวดับ เดี๋ยวดับ...เดี๋ยวเกิด ไม่นอกเหนือเกิดไม่นอกเหนือดับซะที เดี๋ยวเกิด...เดี๋ยวดับ เดี๋ยวดับ...เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวเกิด...เดี๋ยวดับ เดี๋ยวดับ...เดี๋ยวเกิด วนอยู่แค่นั้นแหละ วนอยู่แค่แดนเกิด มันจะไปไหนเสีย มันก็เกิดๆดับๆ...ดับๆเกิดๆของมันอยู่อย่างนั้นแหละ อนิจจังอยู่อย่างนั้นตลอดเลย อันนี้นอกเหนืออนิจจัง...นอกเหนือเกิดดับ ไม่อยู่แล้ว ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้ว มันนอกเหนือเกิด...นอกเหนือดับ...นอกเหนืออนิจจัง

ฉะนั้นแดนเกิดของทุกคนก็คือตรงรู้นั่นแหละลูก นั่นแหละเค้าเรียกว่าตรงวิชชา...ตรงอวิชชานั่นแหละ เมื่อลูกไม่สามารถที่จะสละซึ่งวิชชาและอวิชชาได้ ไม่สามารถที่จะนอกเหนือทั้งวิชชาและอวิชชาได้มันก็ไม่จบ มันก็วนเวียนอยู่แค่แดนเกิดนั่นแหละ เกิดสัมผัส...เกิดผัสสะ เกิดสัมผัส...เกิดผัสสะ เกิดผัสสะ...เกิดสัมผัส อยู่อย่างนั้นน่ะ ตรงรู้นั่นแหละลูก ลูกก็ไม่อยู่แล้วตลอด อย่าให้มันเฉิ่ม อย่าให้มันเฉื่อย อย่าให้มันทรงกับแค่รู้แค่เห็น ไม่งั้นมันก็วนเวียนอยู่แค่เกิดๆดับๆตลอดเลย ลูกก็ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วตลอดแหละ มันก็นอกเหนือไปเอง รู้ไม่ต้องเจริญ เห็นก็ไม่ต้องไปเจริญ เข้าใจ ไม่เข้าใจไม่ต้องไปเอา มันจะได้จบเป็นลูก ไม่งั้นก็ไปติดปัญญาอีก เอาความเข้าใจ เอาความไม่เข้าใจก็ไปติดปัญญาอีก เข้าใจ ไม่เข้าใจ ก็มัวแต่ไปห่วงปัญญา ไปติดปัญญาอยู่นั่นล่ะ ไอ้หนึ่งก็ติดสติ ไอ้หนึ่งก็ติดสมาธิ ไอ้หนึ่งก็ติดฌานติดญาณ พวกหนึ่งก็ติดปัญญา ก็พอกันนั่นแหละ ข้องเดียวกันนั่นแหละ มันอยู่ในตะข้องเดียวกันนั่นแหละ ข้องคา...ข้องคา...ข้องคา...ข้องคา ไอ้พวกหนึ่งก็ติดปัญญา ติดเข้าใจติดไม่เข้าใจ เอาทั้งนั้นแหละ มัวแต่คอยเข้าใจ มัวแต่คอยรู้คอยเข้าใจอยู่อย่างนั้นล่ะ

ติดแต่ตัวปัญญาน่ะ เขาเรียกอุปาทานตัณหาในปัญญา ตัณหาอุปาทานในปัญญา พวกหนึ่งก็ติดนั่นแหละทรงแต่รู้อยู่นั่นแหละ ทรงแต่ความรู้สึกอยู่นั่นแหละ ติดแต่สติอยู่นั่นแหละ ไม่สิลูก ก็ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วสิ...จบเลย ไม่ใช่เนื่องด้วยขันธ์หนึ่งขันธ์ใด ขันธ์รู้...วิญญาณขันธ์ก็คือขันธ์รู้ ก็ไม่ใช่ ส่วนที่รู้ส่วนที่เห็นก็ไม่ใช่ ส่วนนึกส่วนคิดก็ไม่ใช่ ส่วนอารมณ์ส่วนความรู้สึกก็ไม่ใช่ ส่วนสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ตรงอะไรทั้งนั้นแหละลูก...ไม่อยู่แล้ว มันจะได้คลายหมด เค้าเรียกสละหมดทุกเบญจขันธ์ ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้ว ไม่เป็นกรรมซ้อนธาตุซ้อนขันธ์แต่ประการใด

ถ้าลูกไม่สามารถที่จะสละแดนเกิดได้เนี่ยะ มันห่วงตัวโยนี โยนิ อยู่นี่ ตรงแดนเกิดนี่ ก็ตรงรู้นั่นแหละ มันก็แดนเกิด มันไปเกิดตรงไหน เกิดก็ตรงรู้นั่นแหละ เมื่อมัวไปหลงดำเนินรู้อยู่ เจริญรู้อยู่ ก็นั่นแหละ เค้าเรียกว่ามันมัวแต่หมกหมุ่นกับการผลิตอยู่นั่นแหละ ผลิตอะไร...มันก็หลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ผลิตความนึก...ความคิด...ความดำริ...ความเห็น...ความหมาย  ดำริ มันมัวแต่คาแต่ผลิตอยู่นั่นแหละ พอเข้าสู่กลไกของแดนเกิดแล้ว มันก็คาแต่ผลิตอยู่นั่นแหละ นั่นก็คือปรุงนั่นเอง ขยันปรุง ขยันแต่ง มันก็วนเวียนอยู่แค่การปรุง การแต่ง ตราบใดที่ลูกยังไม่สามารถจะสละแดนเกิดนี้ได้ มันก็...มันก็จะเป็นวัฏฏะอยู่ตลอดนั่นแหละ

มัวมาห่วงตรงรู้ ไม่รู้อยู่ ก็เสร็จล่ะ มันก็เป็นวัฏฏะวนอยู่ตลอดในจิต ไม่อยู่แล้วสิลูก ไม่เนื่องด้วยรู้ ไม่เนื่องด้วยเห็น ความนึกคิดปรุงแต่งจะได้หมด จะได้ลดลง...หมดไป เข้าสู่เนื้อหาตัดจริงๆสิลูก ตรัสรู้อยู่แล้วจริงๆ ไม่อยู่แล้วสิลูก ไม่เนื่องด้วยรู้นั้นแหละ ไม่เนื่องด้วยแดนเกิด ไม่เนื่องด้วยรู้...ไม่เนื่องด้วยแดนเกิด ก่อนที่มันจะไปเห็นว่าเป็นธาตุน่ะ เป็นนั่นเป็นนี่อะไร ก่อนที่จะไปตีความเป็นความหมายว่าเป็นธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นต้นไม้ เป็นภูเขา เป็นก้อนกรวด ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนทราย เป็นนั่นเป็นนี่อะไร มันก็ไปจากตัวเห็นทั้งนั้น ตัวไปเห็นเนี่ย ลูกไปดำเนินเห็น ที่ไปเห็น...ไปเห็นเนี่ย ก่อนที่จะมีความหมายตามมา ก่อนที่จะปรุงเป็นความหมายตามมา ก็ไปเห็นนั่นแหละลูก...เห็นนั่นแหละ อันนี้ก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามทิฐิได้ นี่เค้าเรียกทะเลแห่งทิฐิ แล้วตรงที่คอยรู้ คอยรู้ คอยรู้ ที่เป็นวัฐจักรของญาณหรือญาณทัศนะอะไรเนี่ย นี่ก็เป็นมหาสมุทรแห่งนานาจิตตังเลย ไอ้นานาจิตตัง...นานาจิตตังอะไรเนี่ย มันใช่ซะที่ไหนเล่า มันไม่ใช่ตรงนานาจิตตัง มัวมาจิตแบบนั้นจิตแบบนี้อยู่อย่างไรละลูก ต่างคนต่างความคิด มันไม่ใช่นะไอ้นั่นน่ะ ต่างคนต่างรู้ ต่างคนต่างเห็น ต่างคนต่างก็ยังไม่ใช่นะ ไอ้นั่นล่ะมันมั่วแล้วลูก ไอ้นั่นนะมันวนแล้ว มันไม่ใช่ นั่นล่ะวัฏฏะแล้ว อันนี้มันไม่ใช่

พอไม่เนื่องด้วยรู้ ไม่เนื่องด้วยเห็น มันก็นอกเหนือนานาจิตตัง มันก็นอกเหนือเลย มันไม่เป็นลักษณะนานาจิต มันไม่เป็นนานาจิตหรอก เพราะจิตจริงๆมันก็ไม่มีอะไร มันไม่มีจริต ที่นี้ตรงที่คอยรู้อยู่เนี่ย มันจะกระตุ้นอยู่ตลอดรู้มั๊ยที่แหละแดนเกิดเลย ไอ้เกิดในครรภ์ เกิดในไข่นะเหรอ มันเป็นปลายเหตุ มันยังไม่ใช่แดนเกิดหรอก เอาไว้รู้เลย มันไม่ใช่แดนเกิดหรอก ไอ้เกิดในครรภ์ ในไข่น่ะ นั่นมันปลายเหตุ มันเกิดตรงรู้นี่ก่อน เกิดตรงวิญญาณสัมผัสนี่ก่อนลูก ไอ้ตรงรู้เนี่ย พอลูกมีตัวเองในรู้ขึ้นมาขณะไหนก็เรียกว่ามันเกิดเรียบร้อยไปแล้ว เอากี่ภพ...เอากี่ชาติ...เอากี่อารมณ์ ใจน่ะ มันจะเป็นไปหมดล่ะ ไอ้ที่มันเดินสติกันอยู่น่ะ มันไม่ใช่สติตัด มันเป็นสติแบบติดสติ เฝ้ารู้...เฝ้าเห็น เฝ้ารู้...เฝ้าเห็น ทรงรู้...ทรงเห็น ทรงรู้...ทรงเห็น นั่นล่ะเขาเรียกวิปปัสสนูกิเลสลูก เรียกว่าติดสติ ติดสมาธิ ติดฌาน ติดญาณ ติดปัญญา ท่านให้สรุปเลย แล้วๆไปเลยลูก ไม่ใช่ตรงที่รู้หรือไม่รู้ ไม่ใช่ตรงที่เห็นหรือไม่เห็น ตัดต้นขั้วของผัสสะเลย ไม่ใช่มัวไปจ้องรู้จ้องเห็น คอยรู้คอยเห็น คอยรู้คอยเห็น จ้องรู้จ้องเห็น พยายามรู้ พยายามเห็นอยู่ มันก็เจริญแต่ตัวผัสสะตลอดซิ ไปชนกับมัน สัมผัสกับมัน สัมผัสกับมัน ตัดหมดแหละ ไม่ใช่ตรงอะไรทั้งนั้นลูก สรุปหมด...สติ สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญา...ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าขืนไปเอาเข้ามาเมื่อไหร่ ก็มีพิษทันที

ฉะนั้น มันต้องยิ่งกว่าโง่แล้ว ไม่ใช่ไปมัวหาความฉลาดอยู่ ต้องยิ่งกว่าโง่ เพราะคำว่าโง่เนี่ย ก็หมายความว่า มันพยายามจะรู้อยู่ แต่มันไม่ค่อยจะรู้เรื่องรู้ราวสักเท่าไหร่ เค้าเรียกมันโง่แต่ยังมีพยายามจะรู้อยู่ แต่มันก็ไม่ถึงไหน อย่างนี้มันต้องยิ่งกว่าโง่แล้วลูก ยิ่งกว่าพยายามที่จะรู้ คือไม่ใช่ตรงที่คอยรู้หรือไม่รู้อะไร ยิ่งกว่าโง่ยิ่งกว่าฉลาด ไม่ต้องไปห่วงที่จะดำเนินขันธ์หนึ่งขันธ์ใดแล้ว มันวางเองว่างเอง วางเองว่างเอง วางเองว่างเอง วางเองว่างเอง วางเองว่างเอง ไม่ต้องไปห่วงตรงรู้หรือไม่รู้ เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ไม่ต้องไปห่วงดำเนินหรือเจริญ หรือจะไปเอากับมันลูก มันก็วางเองว่างเอง วางเองว่างเอง วางเองว่างเอง วางเองว่างเอง นั่นแหละจึงค่อยจบ จึงค่อยได้บทสรุป ไม่ต้องไปห่วงที่จะเจริญมันแบบไหน อย่างไร จะรู้ จะเห็น จะเข้าใจ ไม่เข้าใจ คือ...ไม่ต้องเอา ไม่เนื่องด้วยๆๆๆอยู่แล้ว ไม่ต้อง...ไม่ต้องอยู่แล้ว ไม่ต้องอยู่แล้วลูก นั่นแหละจึงค่อยวางเองว่างเอง วางเองว่างเอง จบเป็นสรุปเป็น เรียกว่าตรงต่อนิพพานอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปนิพพาน แห่ไปนิพพานที่ไหนไม่ใช่...นิพพานอยู่แล้ว แล้วมันก็จะเลิกวน วนสุข วนทุกข์ ได้ดั่งใจ ไม่ได้ดั่งใจ มันเลิกไปหมด ไม่มีหรอกลูก ตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเล็บเท้า ผิวหนังถึงช่องว่างในกระดูก ไม่เกาะไม่เกี่ยว ไม่เหนี่ยว ไม่รั้ง ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ รู้นิดรู้หน่อย เห็นนิดเห็นหน่อย มันไม่เกาะทั้งนั้นล่ะ ไม่เกาะธาตุ ไม่เกาะขันธ์ ไม่ใช่การยึดเกาะ มันไม่ใช่การยึดเกาะเลย อะไร...เกาะอะไร ไม่ใช่การยึดเกาะเลย โดยที่ไม่อยู่แล้วนั่นน่ะ ไม่ใช่การดำเนิน ไม่ใช่การคอยเจริญจิตแบบนั้นแบบนี้ วางเองว่างเอง วางเองว่างเอง วางเองว่างเอง

จะนั่งติดสติ ติดสมาธิ ติดรู้ ติดเห็น นั่นแหละลูก ติดสภาวะ ติดลักษณะ ติดอาการ ติดความรู้สึก ติดรู้นั่นเอง ตรงรู้ก็ไม่ใช่ เราก็สรุปไปอย่างนั้น มันก็สละเองทั้งหมด ตรงคอยรู้เนี่ย ตรงไปคอยรู้ ไปคอยรู้ ไปคอยรู้ ไปคอยรู้เนี่ย...ก็ไม่ใช่ลูก มันก็สละเองทั้งหมดเลย จะสละตัวผัสสะทั้งหมด สละตัวปุถุชนทั้งหมด เนื้อหาปุถุชนทั้งหมดมันสละหมด ที่เค้าเรียกว่าก้าวข้ามโคตรปุถุชนนั่นแหละ...ไม่มีอะไรก้าวข้ามอะไรหรอก มันก็คือไม่ยึดนั่นแหละ มันก็คือไม่นั่นแหละลูก...ไม่ก็คือไม่นั่นแหละ

No comments:

Post a Comment