Saturday, February 9, 2013

วัตถุทาส

เพื่อนๆมีแท็ปเล็ตใช้กันหมดแล้ว เรายังไม่มีเลย
เพื่อนๆมีรถขับกันหมดแล้ว เรายังไม่มีเลย
เพื่อนๆมีสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว เรายังไม่มีเลย
ฯลฯ

ทุกวันนี้เรามีการสื่อสารที่ถึงกันได้อย่างรวดเร็วและตลอดเวลา สังเกตได้จากแทบทุกคนจะต้องก้มหน้าดู facebook บนมือถือ หรือไม่ก็ทำอะไรสักอย่างกับแท็ปเล็ตตลอดเวลา จะกินก็ต้องถ่ายแล้วอัพ จะอะไรๆก็ถ่ายแล้วอัพขึ้นเพจของตัวเองตลอดเวลา เหมือนกับว่าเป็นคนดังซะเองงั้นแหละ

แต่เห็นอะไรไหมครับ?

อุปกรณ์พวกนี้ถ้ามัน "Smart" อย่างที่ผู้ผลิตว่าจริงๆ  ทำไมเราต้องหมกมุ่นใช้มันตลอดเวลาด้วย แทนที่จะผลิตมาให้เทคโนโลยีเป็นฝ่ายรับใช้เรา ให้ใช้ง่ายๆ ให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น วุ่นวายน้อยลง แต่นี่กลับเป็นว่ายิ่งเทคโนโลยีสูงมากเท่าไหร่ ซับซ้อนมากเท่าไหร่ มันยิ่งเอาเวลาเราไปมากขึ้นเท่านั้น อย่างนี้เรียก Stupid ได้อย่างเดียวครับ

ไม่นับว่ามีสมัยนึง ที่มือถือแข่งขันกันเล็กลงๆ แต่พอถึงตา Smart phone มันกลับใหญ่ขึ้นๆเรื่อยๆ ใหญ่จนเกือบๆจะเป็นแท็ปเล็ตก็มี งงไหมล่ะครับ ก็มันจะขายของ ขายบริการไง มันก็เลยต้องดึงความสนใจของผู้ใช้ จนที่สุดก็ตกเป็นทาสมัน ดูทั้งวันโงหัวไม่ขึ้นสักที

ไม่เท่านั้นนะครับ หากใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากเกินไป จิตก็จะไปเกิดในภพอสุรกายด้วย โทษฐานที่ไปจดจ่อเพ่งจ้อง ทำให้จิตมันแช่ ไม่มีกำลัง สะสมภพมากๆเข้าก็เป็นชาติที่จะต้องไปเกิดเป็นอสุรกาย ตอนตายก็นั่นล่ะครับ เป็นอสุรกายเลย ไมมีกำลังไปไหน เพราะจิตชอบแช่ สิงสู่อยู่ในแท็ปเล็ต กลายเป็นแท็ปเล็ตผีสิง ดังนั้นก็ไม่ต้องไปเล่นมันมาก ใช้เท่าที่จำเป็น ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องเอาให้คุ้ม เพราะถ้าต้องไปเกิดเป็นอสุรกาย คิดดูก็แล้วกันว่าคุ้มไหม

จริงๆแล้วไม่ใช่แค่อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้นะครับ ไม่ว่าวัตถุอะไรทั้งหลายแหล่ แม้กระทั่งสิ่งที่สำคัญกับความทรงจำที่หลงคิดว่ามีค่าของเราทั้งหลาย หากเข้าไปยึดติดมันเข้าเราก็เป็นทาสมันแล้ว จะว่าไปเราก็ยอมตัวเป็นทาสมันเองนั่นแหละจะโทษใครเล่า

หรือคนมีรถขับน่ะ ลองดูสิ ใจมันติดล้อทั้งนั้น อยากไปไหนก็กระโดดขึ้นรถทันที มันสนองตัณหาได้ง่ายๆเลย มันก็เลยไหลไป ผลที่สุดก็เป็นอนุสัย เป็นราคะจริตที่ต้องคอยสนองมันตลอด นี่แหละครับที่เรียกว่า ต้นทุนของการมีการเป็น อยากกันมากก็เป็นทาสกันไม่จบสิ้น

แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเพียงปลายทาง ต้นทางของความเป็นทาสล้วนอยู่ที่ใจเราทั้งนั้นที่ไปให้ค่า เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งมันเอาไว้

การเสพติดวัตถุเหล่านี้จนเป็นทาส มันก็เริ่มจากตัณหานั่นแหละ พอมีตัณหาแล้วมันจะร้อน อาการเหล่านี้เป็นกันแทบทุกคน พอร้อนแล้วมันก็ต้องดิ้นรนหาสิ่งต่างๆมาเพื่อสนองตัณหา พอสนองได้มันก็เกิดเป็นราคะความพอใจในสิ่งนั้นๆ เป็นตัวตนในสิ่งนั้นๆ แล้วพอเรายึดสิ่งต่างๆมากเข้า พอสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันเกิดอนิจจัง ทุกขังขึ้นมา คือเสียไปบ้าง หายไปบ้าง โดนเบียดเบียนเอาบ้าง มันก็เลยทุกข์ พอสิ่งเหล่านี้เรียงหน้ากันหาย เรียงหน้ากันเสียก็ทุกข์ซ้ำทุกข์ซ้อนอยู่นั่นแหละ สิ่งของมากมายหลายชิ้น แต่ทุกข์เกิดที่เดียว ก็ตรงที่ใจมันไปยึดนั่นแหละ

ที่พูดมานี่ไม่ได้ให้วางอะไรนะครับ เพราะทำใจให้วางได้เมื่อไหร่ พอทีเผลอมันก็หยิบขึ้นมาได้ทุกครั้งเหมือนกัน ไอ้ที่บอกให้วางสิ่งต่างๆลงนั้นมันก็ยังไม่พอหรอก เพราะมันก็กำเริบได้อีกเรื่อยๆ ไปติดๆหลุดๆได้ทุกทีไม่จบไม่สิ้น

โดยธรรมชาติของตัณหานั้นก็เหมือนสภาวะทั้งหลายทั่วไป คือมันเกิดได้ มันก็ดับเองได้ตามธรรมชาติ ถ้าไม่มีตัวเราซ้อนเข้าไป แล้วมันจะมีใครทุกข์ร้อนได้เล่า

จริงอยู่ที่ว่าตอนเกิดตัณหานั้น มันมีตัวเราซ้อนลงไปแล้ว ไหลตามมันจนเกิดเป็นตัณหาแล้ว ก็ช่างมันเสีย ไม่ต้องต่อ ไม่ต้องตามมัน ไม่ต้องแม้กระทั่งพยายามจะเน้นรู้มัน (เพราะยังไงมันก็รู้อยู่แล้ว ถ้าพยายามจะมีตัวเองซ้อนรู้ลงไปอีกก็เป็นกรรมซ้อนธรรมอีก) จะอยากก็ช่างมัน ไม่ต้องดิ้นหนี ไม่ต้องดิ้นสู้ ไม่ต้องดิ้นฝืน เท่านี้ก็จะไม่มีตัวตนซ้อนลงไปบนตัณหานั้นแล้ว จากที่เป็นว่า "เราอยาก" พอปล่อยมันเท่านั้น ความอยากนั้นก็ไม่ใช่ของเราแล้ว ไร้เราในอยาก นี่แหละที่สติมันจะตื่นออกเองจากความหลงไปติดไปหลุดเอง ตัณหานั้นก็จะดับเอง อย่าไปดิ้นรนที่จะดับมันเชียวยะ เพราะมันจะเป็นตัณหาในการดับตัณหาซ้อนลงไปอีก

จริงๆสิ่งเหล่านี้ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปใช้มันหรอกครับ เพราะการตลาดการประชาสัมพันธ์ทั้งหลายของสินค้ามันก็ต้องการให้เราไปเป็นทาสของสินค้าอยู่แล้ว อันนี้พูดตรงๆไม่ต้องเกรงใจ ไม่เชื่อไปดูโปรโมชั่นมือถือสิ จ่ายเข้าไปทุกเดือน เดือนๆนึงต้องมาดูว่า โทรคุ้มไหม ใช้คุ้มไหม โบนัสสนองคุณลูกค้าอะไรนั่น ทาสทั้งนั้น เลิกๆมันเสียบ้างเถอะ สิ่งเหล่านี้มีเยอะแล้วมันก็ได้แต่ถ่วงรั้งเอาไว้ให้จมอยู่กับมันตลอด

ถ้าติดมันมากๆจนโงหัวไม่ขึ้น ก็ลองไปคิดดูแล้วกันว่าใครเป็นเจ้าของใครกันแน่...Smart people ทั้งหลาย

No comments:

Post a Comment