Wednesday, February 6, 2013

ทำไมคนยุคพุทธกาลถึงได้บรรลุธรรมได้ง่ายกว่าคนสมัยใหม่?

หัวข้อนี้เคยมีคนพูดสรุปกันแบบง่ายๆมาแล้วมากมาย ว่าเพราะคนยุคพุทธกาลมีบุญกว่าคนสมัยนี้น่ะสิ

ง่ายดีที่จะไม่ต้องอธิบายอะไรเลย...

เราลองย้อนกลับไปดูสภาพผู้คนและสิ่งแวดล้อมในสมัยพุทธกาลดูกันหน่อยดีกว่า

สมัยพุทธกาลนั้น จำนวนคนบนโลกยังไม่มากมายเบียดเสียดเหมือนที่เป็นกันอย่างในปัจจุบัน วิทยาการหรือเทคโนโลยีต่างๆก็ไม่ได้เจริญก้าวหน้ามากมายจนผู้คนสามารถใช้ชีวิตเหมือนกับราชาเหมือนคนทุกวันนี้ เมื่อมีคนเจ็บคนป่วย โอกาสที่จะตายก็มีสูงมากกว่าที่จะรอด คนส่วนใหญ่จึงอยู่กับทุกข์มากกว่าสุข ลำบากมากกว่าสะดวกสบาย สื่อต่างๆก็ยังไม่มี เป็นเหตุทำให้คนสมัยก่อน ไม่ได้มีความรู้อะไรมากนัก การศึกษาก็เป็นไปในวงแคบและเรียนกันแค่ให้พอทำงานได้ และเรียนจากการลงมือทำงานจริงมากกว่า ไม่ได้เรียนจริงจังเอาวุฒิเอาเป็นเอาตายกันเหมือนในปัจจุบัน เมื่อไม่ได้มีความรู้มากนัก ทิฏฐิก็ไม่จัดจ้าน ปัญญาในเชิงหลงโลกก็ไม่ได้สุดโต่ง ส่งผลให้ผู้คนไม่ได้ยึดอัตตากันมากมายอย่างที่เป็นกันทุกวันนี้

คนสมัยก่อนไม่มีหรอกครับที่จะ try to be somebody เหมือนทุกวันนี้ ซึ่งพยายามดิ้นรนที่จะเป็นซุป'ตาร์ พยายามที่จะเป็น "somebody" ในทุกวงการกันเหลือเกิน ไม่เว้นแม้กระทั่งแวดวงศาสนา ซึ่งบุคคลระดับชั้นนำของแต่ละวงการในยุคนี้ ก็เหมือนศาสดาในแนวทางของตน ไปแตะเขาไม่ได้ เพราะอัตตาจัดกันเหลือเกิน ยึดกันเหลือเกิน ทุกวันนี้มันเลยไม่มีใครฟังใคร เพราะถือว่าตนเองก็ได้ข้อสรุปของตนเองแล้ว(แต่ไม่จบนะ) คือกูจะยึดอยู่ตรงนี้แหละ กูเจ๋งของกูอยู่ตรงนี้ กูมีที่ทางของกูแล้ว ใครจะทำไม..เออ มึงก็อยู่ไปละกัน ดูซิว่าจะยึดอยู่ได้อีกนานแค่ไหน 555

เอาง่ายๆครับ ไม่ต้องให้ถึงยุคพุทธกาลก็ได้ คนเมื่อสมัย 30-40 ปีก่อนเขายังไม่ยึดทิฏฐิอัตตาเอาเป็นเอาตายกันอย่างคนในปัจจุบันเลย ก็เพราะการศึกษาหรือข่าวสารมันยังไม่ได้ไปทั่วไง คนที่จะได้เรียนสูงๆก็มีน้อย พอคนหลงรู้หลงศึกษาไม่มาก มันก็ไม่ไปยึดทิฏฐิของตนมาก โลกสมัยก่อนมันก็เลยยังไม่ค่อยวุ่นวายกันเหมือนสมัยนี้

แต่คนในปัจจุบันนั้นการศึกษาดีชนิดที่เรียกว่า เมื่อก่อนมีนักปราชญ์ มีจองหงวนกันยุคละไม่กี่คน แต่ในปัจจุบันแทบทุกคนได้ศึกษาได้เล่าเรียนกันสูงๆ ชนิดที่ว่าตำแหน่งปราชญ์ตำแหน่งจองหงวนอะไรในสมัยก่อน ถ้ามาเทียบกับสมัยนี้ก็จะดูหมองไปทันที ซึ่งคนสมัยนี้มันยึดก็เพราะมันต้องเบียดเบียนแข่งขันกันมาก ก็เลยต้องหาวิธีการต่างๆมารักษาสถานภาพรักษาตำแหน่งของตนเองเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ใครมาพูดอะไรให้สั่นคลอนกูไม่ได้ กูไม่ยอม 555

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เองที่ทำให้คนในสมัยพุทธกาลมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมมากกว่า เนื่องจากในยุคก่อนยังไม่แวดล้อมด้วยสิ่งต่างๆที่เอื้ออำนวยกับโมหะความหลงมากนัก ผู้คนยังไม่ไปยึดติดในอวิชชามากเท่าคนในปัจจุบัน อวิชชาคืออะไร อวิชชาก็คือหลงไปรู้ หรือรู้ไปบนความหลงนั่นเอง อวิชชานั้นคืออะไรก็ตามที่รู้แล้วไม่จบโดยตัวมันเอง รู้ในสิ่งที่ไม่ใช่สัจธรรมมันจึงไม่จบ รู้แล้วก็ไปหลงวกวนยึดติดในสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายที่มันไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนจริงอยู่แล้วหรืออนัตตาอยู่แล้วนั่นเอง

โลกสมัยใหม่มีแต่เทคโนโลยีที่เอื้อให้ผู้คนไปเจริญธาตุขันธ์บนความหลงโมหะอุปาทาน กิเลสตัณหาและสภาพแวดล้อมทั้งหลายที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ยิ่งส่งเสริมให้ผู้คนไปยึดติดในความเป็นความอยู่ ไปวกวนในธาตุขันธ์กันมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งหนังสือธรรมที่หันไปเน้นเรื่องความสุข หันไปเน้นเรื่องความดี ไปเน้นเรื่องการทำตัวทำใจ ก่อให้เกิดความยึดติดในสภาวะธรรมต่างๆมากขึ้น คนสมัยนี้มันเลยมีแต่ยึดกับยึด ยึดความสำเร็จทางโลกเป็นที่ตั้ง ยึดเงินยึดทอง ยึดหน้าตาทางโลก ใครไปบวชก็ถูกตีค่าว่าตกอับ อับจนหนทาง ไอ้คนไปบวชส่วนใหญ่มันก็ไม่ได้สนใจสัจธรรมหรอก หลบไปเลียแผลรอวันกลับไปหลงโลกใหม่ ที่สุดมันก็เลยหันไปเชิดชูคนที่เอาธรรมะมาประยุกต์ใช้ให้ชีวิตประสบความสำเร็จทางโลกมากกว่าที่จะแสวงหาสัจธรรมแท้ๆเพื่อจบให้กับตนเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนที่ไหนว่าให้เอาความสำเร็จทางโลกเป็นที่ตั้งเป็นเครื่องวัด สิ่งเหล่านั้นมันเป็นกรรมทั้งนั้น ท่านสอนให้ออกจากกรรม ออกจากความเป็นตัวตน ออกจากโมหะความหลง ไม่ได้สอนให้ใครไปหลงยึดหรือหลงวกวนอะไร

ในเมื่อค่านิยมของคนในยุคนี้เน้นไปที่การเจริญอัตตาตัวตนเป็นแบบนี้ ธรรมะทั้งหลายจึงถูกปรับให้เข้ากับการเจริญอัตตามากขึ้น ส่งเสริมทางโลกมากขึ้นหรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ ธรรมะในปัจจุบันส่งเสริมความเป็นสัตว์มากกว่าที่จะพาให้ออกจากความเป็นสัตว์ เมื่อเป็นแบบนี้มันก็ยากที่คนจะแจ้งในสัจธรรม เพราะสัจธรรมแท้ๆนั้นสวนกระแสโลกที่มีแต่การตั้งเอา คือให้ปลง ให้ทิ้ง ให้ละวางกายใจนี้เสีย และพาออกจากความเป็นสัตว์

ขณะที่ในยุคพุทธกาล กระแสโลกหรือกระแสการเจริญอัตตาตัวตนยังไม่มี การแจ้งในเนื้อหาสัจธรรมจึงง่ายกว่า เพราะคนยังไม่หลงโลกมากมายอย่างเช่นทุกวันนี้

ก็ลองนึกดูแล้วกันว่าสัจธรรมแท้จะดำเนินไปได้อย่างไร ในเมื่อผู้คนยังหลงโลกกันขนาดนี้

คำตอบต่อคำถามที่ว่านี้ ก็คงจะรอกันอีกไม่นานแล้วครับ

No comments:

Post a Comment