Friday, February 8, 2013

โมหะทิฏฐิ

ทำไมหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะจึงไม่เคยเอ่ยถึงโทสะ (ความโกรธ) หรือโลภะ (ความโลภ)ในการเทศนาธรรมทุกครั้ง?

เหตุผลนั้นก็เพราะว่า โทสะหรือโลภะนั้น เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นตรงปลายทางแล้วครับ เรียกว่าเป็นกิเลสลูกกระจ๊อกก็ได้ เพราะกิเลสตัวแม่ที่เป็นต้นทางหรือเป็นรากของกิเลสทั้งปวงจริงๆก็คือ โมหะ หรือที่เราเรียกว่าความหลงนั่นแหละครับ

ความหลงที่หลวงพ่อฯว่ามานั้นไม่ใช่ความหลงประเภท หลงผิด หลงงมงาย หรือหลงระเริงแบบที่เรารับรู้กันมานะครับ หลงแบบนั้นก็ยังไม่ใช่ต้นตอของปัญหา เป็นความเข้าใจเรื่องความหลงเพียงผิวเผินเท่านั้น แต่สิ่งที่หลวงพ่อท่านสอนคือ โมหะคือความหลงที่เห็นว่าชีวิตเป็นชีวิต เห็นว่าเราเป็นตัวเป็นตน เห็นว่าทุกอย่างมันล้วนมีอยู่จริงทั้งหมด ซึ่งนี่คือรากแก้วของโมหะทั้งหมดเลยทีเดียว ดังนั้นการตัดความหลงแบบของหลวงพ่อนี่แหละที่จะพาให้เราพ้นจากสังสารวัฏได้จริงๆ

แล้วความหลงที่ว่านี่ทำงานยังไงเล่า?

หากว่าอวิชชาหรือความหลงรู้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราว่ายวนอยู่ในสังสารวัฏ โมหะทิฏฐิก็คือสิ่งที่กักขังหน่วงเหนี่ยวเราเอาไว้ในสังสารวัฏชนิดมาราธอนไม่รู้จบนั่นแหละ ร้ายขนาดที่ว่า แค่รู้ขึ้นมาขณะหนึ่ง คิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง นึกขึ้นมาครั้งหนึ่งก็หลงแล้ว มันมีอยู่ แต่เรามองไม่เห็น เพราะมันคือการรู้การเห็นเสียเอง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าการรับรู้ทุกชนิดที่มีเจตนากำกับเพื่อเข้าไปรับรู้นั้น คือโมหะทั้งหมดครับ รู้แบบนี้มันจะไปสร้างความหมายบนมายากรรม บนสภาวะต่างๆซึ่งมันไม่มีอยู่จริงขึ้นมาอีกไม่รู้จบ

ดังนั้นเมื่อเห็นขึ้นมา รู้ขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็หลงไปแล้ว ส่วนผู้ปฏิบัติธรรมแนววิปัสสนานั่นก็ปฏิบัติอยู่บนโมหะทิฏฐิทั้งนั้น มันจะจบได้ยังไงเล่า เพราะโดยความเป็นจริงนั้น มันไม่มีจิตผู้รู้หรือสิ่งที่ถูกรู้อยู่แล้ว มันไม่มีอะไรเลย ที่มีขึ้นมาได้ก็เพราะความหลงยึดเอาว่านี่เป็นจิตผู้รู้ หลงว่ามีสิ่งที่ถูกรู้ หลงเอาว่าจิตเป็นของเรา ดังนั้นการที่เรารู้ขึ้นมา คิดพิจารณาขึ้นมา โดยมีเราขึ้นมาในการรู้ มันก็ผิดไปแล้ว มันก็หลงไปแล้ว โดนโมหะครอบงำไปเรียบร้อยแล้ว นี่คือเบื้องลึกของโมหะทิฏฐิ

ดังนั้น แม้เราจะมีสัจธรรมแท้อยู่ในมือ แต่ถ้าโมหะมาบังสัจธรรมเอาไว้ ต่อให้ศึกษาให้ตายยังไง มันก็เข้าไม่ถึงสัจธรรมจริงๆ มันจะทำให้ตีความผิดตลอด เข้าใจผิดตลอด เป็นอัตตโนมติตลอด เพราะมันมีอัตตาเข้าไปรู้ เข้าไปคิด มันก็นึกเอาเองคิดเอาเองทั้งนั้น อย่านึกว่ามีของจริงแล้วจะรอดจากโมหะนะครับ เพราะการเข้าถึงเนื้อหาสัจธรรมไม่ใช่การศึกษาสัจธรรมเพื่อเพิ่มพูนปัญญา แต่มันคือการจบโดยตัวมันเอง เมื่อจบแล้วก็จะเข้าถึงปัญญาโลกุตระเองบนพื้นฐานที่ว่างอยู่แล้วนั่นแหละ ส่วนการเอาสัจธรรมไปศึกษาเพื่อเพิ่มพูนปัญญานั้นมันคือลิงได้แก้ว คือได้สัจธรรมไปแต่เข้าถึงเนื้อหาสัจธรรมไม่เป็น ก็เลยเอาไปเล่นเป็นของเล่นทางปัญญาไป สัจธรรมนั้นมีขึ้นในสังสารวัฏเพื่อการจบเท่านั้น ไม่ได้ให้เอามาแบกเป็นปัญญาอีก

นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่หลวงพ่อฯท่านให้ปลงรู้ทิ้งไปเลย ก็เพราะการเข้าไปหลงรู้นี่แหละโมหะล้วนๆ เมื่อทิ้งได้แล้ว โมหะมันก็หมดไปทันที เลิกหลงทันที กิเลสที่เหลือเป็นอันแห้งตายไปเอง แล้วก็จะแจ้งทันทีว่านิพพานอยู่แล้วจริงๆ ไม่ต้องรอบ่มปัญญาใดๆอีกต่อไป

No comments:

Post a Comment