Thursday, February 28, 2013

ความลับแห่งการบรรลุธรรมขององคุลีมาล

ที่ผ่านมาได้เคยพูดถึงกรณีองคุลีมาลมาแล้วก็หลายครั้ง โดยอธิบายแทรกในบทความต่างๆ แต่ยังไม่เคยได้เขียนรวบรวมเป็นเรื่องเป็นราวเสียที

ครั้งนี้ก็ขอจัดชุดใหญ่หน่อยละกัน กรณีขององคุลีมาลนั้น...ผมชอบมาก เพราะมันเถียงกันไม่ออกตั้งหลายเรื่อง แล้วก็เรื่องใหญ่ๆทั้งนั้น เป็นกรณีที่เว้นไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจ เป็นรอยด่างพร้อยทางปัญญาของชาวพุทธที่ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมองคุลีมาลถึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แบบฉับพลัน ทั้งๆที่ฆ่าคนไปเกือบๆพันคนก่อนหน้าที่จะพบพระพุทธเจ้าแป๊บเดียว ชนิดที่ว่าบางนิ้วที่ตัดมายังสดๆอยู่เลย ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครกล้าถามเรื่องนี้ ส่วนคนเผยแพร่ก็โคตรกลัวที่จะมีคนถามเพราะไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน(ฮา)

ก็จะตอบให้ที่นี่เลยก็แล้วกันจะได้เลิกมีปมด้อยกันเสียที

กรณีขององคุลีมาลนั้นพิสดารเกินกว่าที่ชาวพุทธเถรวาทจะเข้าใจได้เนื่องจากเกิดมาก็ปฏิบัติกันแล้ว องคุลีมาลนั้นบรรลุธรรมตอนศีลห้าไม่ครบ..อย่างแรง ปัญญาก็ดูไม่น่าจะได้เพราะถึงขนาดโดนหลอกให้ฆ่าคนไปเกือบๆพันคน ส่วนสมาธิก็อาจจะมีนะ คือมุ่งมั่นฆ่าคนซะขนาดนั้น...หรือว่าไม่จริง 555

หากพิจารณาภายนอกแล้วไตรสิกขาที่ชาวพุทธยึดถืออย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อการบรรลุธรรม ท่านองคุลีมาลก็มีไม่ครบ แถมพร่องเอามากๆเสียด้วย แล้วทำไมถึงได้บรรลุธรรมให้ชาวพุทธงงเป็นไก่ตาแตกได้อย่างหน้าตาเฉย ยิ่งผู้ปฏิบัติธรรมอ่านถึงตรงนี้ก็คงจะงงปนน้อยใจด้วย ว่าแหมกรูทำมาตั้งเยอะแต่ทำไมไม่บรรลุซะที 555

จะบอกให้ก็ได้ว่าการบรรลุธรรมนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับ ศีล สมาธิ ปัญญา เลย

ไตรสิกขานั้นหากแยกปฏิบัติมันก็จะกลายเป็นโลกียธรรมครับ คือมีตัวตนไปทำเอามันเป็นโลกียวิสัย ซึ่งปกติหากแจ้งตรงต่อนิพพานที่ไม่มีอัตตาตัวตนอยู่แล้ว มันก็จะเป็นไตรสิกขาไปเองโดยอัตโนมัติ เป็นไปเองแบบสมังคธาตุ สมังคีธรรม เป็นไตรสิกขาแบบโลกุตรธรรม

เมื่อแจ้งตรงต่อนิพพานแล้ว...
ศีลก็เป็นศีลโดยตัวมันเอง หมดตัวตนจะไปเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
สมาธิก็จะเป็นสมาธิโดยตัวมันเอง เพราะไม่ได้ยึดเกาะสภาวะที่เป็นอนิจจัง มันจึงไม่มีอะไรเกิดไม่มีอะไรดับอยู่แล้ว เลยไม่มีอะไรจะกระเพื่อม จึงเป็นสมาธิโดยตัวมันเอง
ปัญญาก็เป็นปัญญาโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เป็นโลกุตรปัญญาที่ล้างโมหะอวิชชาจนหมดสิ้น เป็นปัญญาที่ดับสังสารวัฏโดยแท้ ไม่ใช่ปัญญาบนความหลงในโลกียวิสัยอย่างปุถุชน

แต่ทีนี้ไตรสิกขาแบบแยกส่วนที่คนส่วนมากปฏิบัติกันนั้นคือ มีตัวตนเข้าไปถือศีล รักษาศีล ศีลจึงไม่บริสุทธิ์จากตัวตน คือยังมีตัวตนขึ้นมาเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ต้องทำสมาธิเพราะยังยึดจิตว่าเป็นตัวเอง สมาธิมันเลยอนิจจังตลอด เดี๋ยวก็ฟุ้งๆ ต้องทำสมาธิอยู่เรื่อยๆ การทำสมาธิเองก็เป็นอัตตาตัวตนซ้อนลงบนอารมณ์ภาวนานั่นแหละ ส่วนปัญญาที่เข้าไปเจริญก็เป็นปัญญาที่ต่อยอดจากฐานอันเป็นอวิชชา เรียกว่าปัญญาบนความหลง ซึ่งมันจะต้องมีตัวตนขึ้นมาแบกปัญญานั้นอีกที เรียกว่าไตรสิกขาของผู้ปฏิบัติธรรมนี่โมฆะหมด แทนที่จะเป็นไตรสิกขาอันเป็นเนื้อหาแห่งโลกุตระ กลับกลายมาเป็นเนื้อหาโลกียะเพราะเพียงแค่มีตัวตนเข้าไปทำนั่นเอง ธรรมมันจึงไม่สมังคีเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่ผู้ปฏิบัติธรรมไม่บรรลุธรรมเสียที เพราะมัวแต่จะเอาตัวตนเข้าไปทำนั่นเอง มันจึงเป็นการบรรลุกรรมแทน 555

ไตรสิกขาจบไปแล้ว ทีนี้มาดูท่านองคุลีมาลต่อว่าทำไมถึงได้บรรลุธรรมแบบค้านสายตาชาวบ้านมากๆ เพราะหากพิจารณาแบบปุถุชนแล้ว ถือว่าท่านขาดคุณสมบัติที่จะบรรลุธรรมอย่างแรง และถ้าท่านมาเกิดในสมัยนี้คงไม่ได้บรรลุธรรมหรอก...คงโดนประหารไปก่อนแล้ว โชคดีของท่านจริงๆ 555

ลองนึกดูนะครับว่าหากมีฆาตกรที่ฆ่าคนเป็นเบือมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เราจะรู้สึกยังไง(อิงจากพื้นฐานศีลธรรมในยุคนี้นะ) มันก็จะทำให้เรารู้สึกว่า กระอักกระอ่วน อยากจะประนาม อยากจะประชาทัณฑ์ อยากจะศาลเตี้ย ไอ้คนชั่ว ไอ้คนเลว ฯลฯ เสร็จแล้วก็จัดเข้าหมวดหมู่กันอัตโนมัติว่าเป็นบัวใต้ตมไม่มีวันที่จะบรรลุธรรมได้แน่ๆ

ถึงตรงนี้ผมก็ต้องไล่กลับไปดูที่วงจรปฏิจจสมุปบาทครับว่า มีตรงไหนบ้างที่มีคำว่าดีและเลว...ไม่มีนะครับ หรือลองกลับไปเปิดพระสูตรอันเป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนาดูว่ามมีไหมครับที่พระพุทธเจ้าท่านพูดถึงเรื่องดีเลว...ไม่มีอีกเหมือนกันนะครับ สติปัฏฐานสูตรก็ไม่มี หรืออนัตตลักขณสูตรก็ไม่มี

เพราะอะไรรู้ไหมครับ?

ก็เพราะสังสารวัฏทั้งหมดนั้นมีแต่เรื่องการทำกรรมใช้กรรมครับ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสแต่เรื่องกฏแห่งกรรมเอาไว้ชัดเจน ก็วงจรปฏิจจสมุปบาทนั้นแหละคือวงจรกรรม แล้วก็ไม่ได้ยกเรื่องความดีความเลวมาเป็นแก่นสารของพุทธศาสนาเลย

เนื้อหาของกฏแห่งกรรมจริงๆ ไม่ใช่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนะครับ จริงๆพระองค์ท่านไม่ได้ให้ค่ากับกรรมใดเลยว่าอะไรดีกว่ากัน ดีหรือชั่วก็กรรมเหมือนกัน ดีมันมีของใครเล่าถ้าไม่ใช่ดีของกู ชั่วก็ชั่วของใครเล่าถ้าไม่ใช่ชั่วของกู ดีชั่วมันขึ้นกับตัณหาครับ ดีชั่วมันถูกวัดค่าให้ค่ากันโดยวิสัยของปุถุชนโดยเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง กฏแห่งกรรมจริงๆก็คือ ทำอะไรก็ได้อย่างนั้น คือไม่มีตัวตนไปตัดสินว่าอะไรดีชั่ว เพราะดีหรือชั่วก็ผีหลุมเดียวกัน(ฮา) พระองค์ท่านจึงให้เด็ดขาดจากกรรมเสีย ไม่ต้องให้ค่าแม้แต่นิดเดียว เพราะการให้ค่านั้นจะทำให้เกิดการอาลัยอาวรณ์ การห่วงหาอาวรณ์ขึ้น

ดังนั้นการที่องคุลีมาลได้ฆ่าคนไปเกือบๆพันคนนั้นก็เป็นการชำระกรรมกันตามปกติ ทุกอย่างมันถูกล็อคเอาไว้แบบนั้นอยู่แล้ว ที่ไม่ปกติคือ ไม่มีใครรู้ไงว่าคนเหล่านั้นก็เคยรุมฆ่าท่านมาในชาติก่อนๆเหมือนกัน(เพราะกรรมเป็นเรื่องอจิณไตย) กรรมจึงชดใช้กันด้วยกรรม กลายเป็นห่วงโซ่แห่งกรรมไม่จบสิ้น ถ้าองคุลีมาลท่านไม่ได้เจอพระพุทธเจ้า ป่านนี้ก็อาจจะยังไม่จบก็ได้

การที่องคุลีมาลลงมือฆ่าคนมากมายนั้น จิตใจย่อมต้องหมกมุ่นและทุกข์ทรมานอย่างมาก ซึ่งก็เข้าทางอริยสัจ 4 ในข้อแรกคือทุกข์ ซึ่งโดยปกติแล้วการที่จะช่วยใครสักคนให้พ้นจากทุกข์ได้ก็ต้องรอให้ทุกข์กันคางเหลืองก่อนครับ แล้วท่านก็เกือบจะคางเหลืองจริงๆที่คนสุดท้ายที่ท่านจะไปฆ่าก็คือแม่ของตน พระพุทธองค์จึงต้องแทรกเข้ามาจบเกมทันที

เมื่อองคุลีมาลพบพระพุทธเจ้าก่อน จึงรีบฉวยโอกาสหมายที่จะฆ่าพระองค์ท่านแทน แต่พระองค์ท่านรู้อยู่แล้วว่าองคุลีมาลจะบรรลุเป็นอรหันต์ จึงเข้าระงับกรรมให้ เพราะจริงๆแล้ว แค่เพียงคิดฆ่าพระพุทธเจ้า กรรมแค่นี้ก็ทำให้ถูกธรณีสูบแล้วครับ พระองค์ท่านจึงใช้ฤทธิ์ทำให้องคุลีมาลวิ่งตามไม่ทัน เพื่อให้องคุลีมาลใช้กรรมส่วนที่เหลือและให้หมดในทิฏฐิมานะจริงๆ หรือให้คางเหลืองจริงๆก่อน กรรมจะได้ไม่บังสัจธรรม พอองคุลีมาลหมดแรงแล้วนั่นแหละ จึงยอมเปิดใจลดทิฏฐิมานะลง พร้อมที่จะรับสัจธรรมแล้ว

พระพุทธองค์จึงหยุดแล้วก็ กล่าวแก่องคุลีมาลว่า "เรา" หยุดแล้ว "ท่าน" เล่าหยุดหรือยัง ฉับพลันองคุลีมาลเมื่อได้ยินดังนั้น ก็บรรลุฉับพลันเป็นพระอรหันต์ชนิดค้านสายตานักปฏิบัติในยุคปัจจุบันทันที(ฮา...กรูเดิน กรูนั่งมาตลอดชีวิตไม่เห็นแววว่าจะจบ)

ที่ต้องใส่เครื่องหมายคำพูดตรง "เรา" และ "ท่าน" ก็เพราะจะขับเน้นให้เห็นว่า เนื้อสารที่องคุลีมาลแจ้งตรงในจิตนั้น ต่างจากที่เราเคยเข้าใจอย่างสิ้นเชิง เพราะคนปัจจุบันจะตีความเอาทื่อๆว่า เราหยุด(เดิน)แล้ว ท่านเล่าหยุด(วิ่ง)หรือยัง คือไปตีความแบบโลกียวิสัยเลย ทั้งๆที่จริงๆแล้ว คำว่า "เรา" หยุดแล้ว นั้นมีความหมายในเชิงโลกุตระว่า "เรา" หมดตัวตนไปแล้ว หยุดตัวตนในอะไรๆไปแล้ว "ท่าน" เล่าจะหยุดอัตตาตัวตนของท่านหรือยัง นี่คื่อความแตกต่างจากการบรรลุธรรมและทิฏฐิในธรรมที่ปุถุชนไม่เข้าใจครับ มันเลยบรรลุแต่กรรมนั่นแหละ

"หยุด" ในที่นี้ของพระพุทธเจ้าก็คือคำว่า "ปลง" นั่นเอง ปลงสมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์ หรืออัตตาตัวตนทิ้งก็นิพพานทันที

บางคนยังตะแบงต่อนะครับว่า องคุลีมาลอาราธนาศีลห้าก่อนฟังพระพุทธเจ้าอีกแน่ะ (ฮา เอาเข้าไป)

แล้วถามว่าทำไมที่แวดวงวิปัสสนากรรมฐานบอกว่าวิปัสสนาเป็นทางหนึ่งเดียว เป็นทางสายเอกสู่นิพพาน ไฉนเลยองคุลีมาลจึงได้บรรลุฉับพลันให้งงเล่น ขัดกับคำสอนแนววิปัสสนาอย่างแรง ซึ่งก็มีหลายคนบอกว่าเป็นบุญบารมีของท่าน ก็ถามกลับไงว่า แล้วที่ฆ่าคนเป็นเบือไม่นับว่าเป็นบาปที่มาบังบารมีบังสัจธรรมเหรอ จริงๆมันก็เป็นแค่การชำระกรรมเท่านั้นเองไง ไม่มีค่าอะไรจริงๆ เราทิฏฐิไปเองทั้งนั้น แล้วไอ้ทิฏฐินี่แหละบังเนื้อหาสัจธรรมมากกว่าอีก

ถามต่ออีกหน่อยว่าองคุลีมาลท่านเอาปัญญามาจากไหนที่จะตรัสรู้ตามพระพุทธองค์ จริงๆคือปัญญาที่พระองค์ทรงสรุปมาแล้วว่าทุกสรรพสิ่ง สรรพดวงจิตนั้นก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วนั่นไง พระองค์ท่านจึงใช้คำว่า "หยุด" ให้กับอัตตาอันอ่อนล้าขององคุลีมาลในจังหวะที่เหมาะสมนั่นเอง เปรียบเหมือนคนที่อ่อนแรงใกล้ล้ม จังหวะสุกงอมพอดี ท่านผลักเบาๆด้วยการส่งสัจธรรมสู่จิตก็ล้มเลย บรรลุทันที

ถ้าเป็นคนสมัยนี้ที่ยึดดียึดเลวยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น มาฟังสัจธรรม มันก็จะคิดบังตัวเองไปว่า เรายังดีไม่พอ เรายังกิเลสหนาไป เราเจ๋งแล้ว เราถึงธรรมขั้นสูงแล้ว เรายังปฏิบัติไม่ดีพอ จิตเรายังไมสงบ เรายังไม่มีสติ เรามันบัวใต้น้ำ เรามันชั่ว ปัญญาเรายึงไม่ถึง เรายังไมพากเพียรพอ เรายังไม่มีบุญพอ เรายังไม่มีบารมีพอ เรายังไม่เข้าตาอาจารย์ซึ่งก็หลงเหมือนกัน (ใครคิดอะไรที่บังๆตัวเองได้อีกก็ส่งเมล์เข้ามาได้นะครับ จะมีรางวัลให้...ฮา)

องคุลีมาลท่านไม่ได้คิดอะไรบังตัวเองมากมายเหมือนคนสมัยนี้เลยครับ ท่านแค่เหนื่อย หมดแรง แล้วก็เห็นพระพุทธองค์เป็นทางสว่างจากการแสดงฤทธานุภาพ จึงเปิดใจรับฟังทันที ท่านไม่ได้คิดบังตัวเองแล้วถามว่าเราเลวขนาดนี้ เราเป็นบัวใต้ตนจะบรรลุธรรมได้เหรอ เพราะในโลกนี้จริงๆไม่มีใครคิดว่าตัวเองเลวหรอกครับ ดีทุกคน(ฮา)

นี่แหละครับคนสมัยนี้รู้มากก็บังตัวเองมาก เพราะไปรู้ในสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อหาสัจธรรม รู้แต่สิ่งที่มาบังตัวเองทั้งนั้น หลายคนได้ฟังสัจธรรมที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านนำมาประกาศ เขาก็ฟังแบบไม่ได้คิดอะไรให้บังตัวเองเลย บางคนก็แจ้งกันแบบงงๆนั่นแหละ อ้าว...จบแล้วเหรอ(ฮา) อะไรประมาณนี้

มีอะไรยากไปไหมเนี่ย?(ฮา)

แล้วที่หลังจากบรรลุอรหันต์แล้วท่านจึงขอบรรพชาต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้า ไม่ใช่เพราะว่าถ้าไม่บวชในเจ็ดวันจะต้องตายด้วยนะ การบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วมันไม่จำเป็นต้องบวชหรอก ถ้าไม่บวชก็ไม่ตาย เพราะสุดท้ายพระอรหันต์ก็ไม่ใช่อะไร แล้วบารมีขนาดพระอรหันต์นี่ต้องพึ่งรูปแบบภายนอกเพื่อต่ออายุธาตุขันธ์ด้วยเหรอ ไม่มีทาง เพียงแต่การบวชนั้นก็คือเครื่องหมายแห่งการสละจริงๆ หมดเรื่องอื่นแล้วขอมอบกายขันธ์นี้ให้พระศาสนา

ถามว่า ถ้าไม่มีศีล สมาธิ ปัญญาแล้วจะดีพอที่จะบรรลุธรรมได้เหรอ ก็นี่ไง เมื่อไตรสิกขาสมังคีธรรมเข้าด้วยกันชั่วขณะที่นิโรธ องคุลีมาลท่านก็เปลี่ยนไปครับ หมดหลงให้ค่าในสิ่งต่างๆ ทีนี้มันก็ดีพอไปเอง ไม่ต้องพยายามจะดีอะไรเหมือนคนสมัยนี้

จริงๆไม่ใช่แค่องคุลีมาลนะครับที่ค้านสายตาชาวพุทธสมัยนี้ แม้แต่พระพาหิยะที่บรรลุฉับพลันต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าก็เป็นชีเปลือยกำมะลอมาก่อน พอมาแอบๆฟังธรรมแห่งพระพุทธเจ้าโดยที่ยังไม่ได้อาราธนาศีลห้า ก็บรรลุไปเสียก่อนเหมือนกัน ทีนี้จะเอายังไง 555

สัจธรรมของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สอนให้ใครเป็นคนดีครับ เพราะจะมี "ใคร" เข้าไปดีได้อีกเล่า ก็นิพพานเสียเองนั่นแหละ ไตรสิกขาจะสมังคีธรรมเข้าด้วยกันแบบไม่ต้องทำเอา ดีไหมเล่า แบบนี้แหละครับที่เรียกว่าดีพอหรือพอดีไปเอง โดยที่ไม่ต้องมี "เรา" เข้าไปทำอะไรให้พอดี

เพราะเมื่อมี "เรา" เข้าไปเมื่อไหร่ อะไรๆมันก็ไม่พอดีหรอกครับ มัน "เกิน" ตลอด(ฮา)

ขอจบเรื่องราวแห่งการบรรลุธรรมขององคุลีมาลแต่เพียงเท่านี้ เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร้ง

No comments:

Post a Comment